Lovefurypassionenergy (7)
posted on 18 May 2007 11:56 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
- - -
7.
สัญญาณไฟที่เปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง หยุดยานพาหนะชั้นหนึ่งที่พุ่งตัวมาด้วยความเร็วสูงอย่างกะทันหัน ล้อยางราคาแพงเสียดสีพื้นถนนหวีดเสียงสนั่นท่ามกลางราตรีอันเงียบเหงาของเมืองใหญ่ซึ่งกำลังหลับใหล
เขาเกี่ยวขาตั้งลง พลางล้วงเอาซองบุหรี่ยี่ห้อโปรดออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอก แสงไฟสีแดงสว่างวาบในความมืดมิดยามเมื่อวัตถุในมือสัมผัสกับเปลวไฟ
ปากบางเผยอพ่นควันบุหรี่ เส้นผมสีส้มจัดกระดิกพลิ้วตามลมเรือง
เจิดจ้าสะท้อนแสงดาว เบื้องหลังที่สง่าผ่าเผย แม้คืนนี้จะมืดมิดเพียงใด แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะมองเห็นประกายบางอย่างจากชายคนนี้
เหมือนสะเก็ดดาวที่ร้อนจนลุกเป็นไฟ
เหมือนพระอาทิตย์ที่ไม่เคยดับความร้อนแรงลง
ดวงตาเรียวเหลือบมองกระจกส่องหลังเป็นระยะ เสียงเร่งความเร็วของเครื่องยนต์ที่เพียงแค่ฟังก็พอรู้ว่าถูกแต่งมาอย่างพิถีพิถันแว่วก้องอยู่ในโสตประสาท
ไม่นาน...ชายหนุ่มกระตุกริมฝีปากยิ้มเหยียด เมื่อสิงห์อีกตัวควบยวดยานคู่ใจมาจอดเทียบ…
สิงห์ตัวนี้ที่คงจะไม่มีวันอยู่ถ้ำเดียวกับเขาได้...
มอเตอร์ไซค์สีดำเงาสะท้อนเล่นแสงอย่างท้าทาย ผู้ขี่หันมามองเพียงเสี้ยวหน้าซึ่งถูกคลุมทับด้วยหมวกกันน็อคสีเดียวกับรถ เขานึกภาพสายตาเป็นประกายคมกริบของเจ้าของมันออก
ปาร์คยูชอนกำลังท้าทายเขา
ร่างสูงแตะปลายเท้าเข้าเกียร์ว่าง บิดคันเร่งเป็นจังหวะ เกวัดในหน้าปัดแสดงความเร็วดีดขึ้นลงราวกับทุ่นน้ำในระรอกคลื่น ไฟหน้ารถทั้งสองคัน
ทอดส่องไปตามเส้นทางเบื้องหน้า ต่างมีจุดมุ่งหมาย ณ จุดเดียวกัน
เจ้าของเส้นผมสีส้มจับแว่นตากันลมขึ้นคาดผม เขายักไหล่ พลันจุดรอยยิ้มเล็กๆรักสนุก
‘เขตอันตราย’
ไกลออกไปสุดสายตา ป้ายปิดเขตก่อสร้างตรงหน้า
บุหรี่มอดดับ ก่อนที่มันจะร่วงลงกระทบพื้นถนน มือที่สวมถุงมือหนังกระชับคันเร่ง และทันทีที่สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ควันจากท่อไอเสียอวลกลิ่นแปลกจมูกตลบอบอวล มอเตอร์ไซค์ทั้งสองคันออกตัวแทบจะพร้อมกัน ทว่าดูเหมือน ฮัวชองฮวา จะเร็วกว่าอยู่เสี้ยววินาที
วัตถุที่พุ่งทะยานแหวกริ้วลมจนเกิดเสียงอื้ออึง รวดเร็วและร้อนแรงจนแทบระเบิด ทัศนียภาพข้างกายดูคล้ายกับกำลังแล่นสวนทางและจับต้องไม่ได้ ชองฮวาเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะขึ้นอีกครั้งยามเมื่อเส้นชัยเข้าใกล้สายตาเข้ามา
ทว่า...ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆกลับกำลังบดขยี้อยู่ภายใน แรงความเร็วสะบัดผ่านคล้ายตบหน้า เมื่อคู่ต่อสู้ที่เคยรั้งท้ายวิ่งแซงขึ้นมาได้อย่างไม่สนใจ
การเบรกรถ
ชองฮวากระชับคันเร่งพลันบิดสุดแรง ขับกวดเข้าไปใกล้
“มิกกี้! เบรก!” เสียงเรียกของเขาตะโกนกึกก้อง
ด้านหน้ามีสะพานขาด!
ยูชอนไม่สนใจ ตายังคงมองตรงไปเบื้องหน้า มองราวกับว่าเส้นทาง
แห่งความตายนั้นคือเป้าหมายอันแท้จริง
ชองฮวากัดฟัน ไล่เบียดปะทะ สะเก็ดไฟร้อนจัดสาดกระเซ็นเหมือนสายฝน เบื้องหน้าสายตาปรากฏภาพเวิ้งน้ำดำมะเมื่อมเข้าใกล้ขึ้นทุกขณะ
ทันใดนั้น ปาร์คยูชอน ปล่อยมือจากคันเร่ง พร้อมๆกับที่ชองฮวาสละรถกระโดดเข้ารวบตัวยูชอนเอาไว้ได้ รถมอเตอร์ไซค์สองคันที่วิ่งมาด้วยความเร็วคงที่เสียหลักชนเข้ากับเสาเหล็กก่อสร้างมากมาย
เปลวไฟลุกโชนปะทุจากแรงระเบิด
ร่างสองร่างร่วงลงกระทบพื้นถนนอย่างแรง ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ทุกอย่างรวดเร็วมากเกินกว่าการรับรู้ ชองฮวารู้สึกราวกับว่าแขนขวาทั้งแขนตั้งแต่หัวไหล่หายไปทั้งหมด ยามที่มันครูดกับพื้นถนนเป็นทางยาว เมื่อเขาใช้มันรับ
แรงกระแทกแทนศีรษะ
เงียบสงัด... เหลือเอาไว้เพียงเสียงของประกายไฟ
“อยากตายรึไงห๊ะ!?”
ชองฮวากระชากคอเสื้อคนด้านข้างรุนแรงทั้งที่หัวไหล่เจ็บปลาบ และเริ่มมีเลือดไหลซึม
ยูชอนสะบัดแขน ผลักหน้าอกชองฮวาอย่างแรงจนกระเด็น ก่อนกระชากถอดหมวกกันน็อค แววตากราดกร้าวที่ฉายแววเจ็บแค้นและปวดร้าวในคราวเดียวจ้องหน้าชองฮวาเขม็ง ยูชอนไม่มีบาดแผลฉกรรจ์นอกจากรอยถลอกที่หัวเข่า
แต่จะมีใครสักกี่คนที่มองเห็น...บาดแผลสดใหม่ที่ถูกกรีดย้ำลงในหัวใจ
หัวใจของเขาที่แทบแหลกละเอียดเป็นผง
ชองฮวาทำได้แค่เพียงทอดสายตามองตามแผ่นหลังนั้นไป หัวเข่าที่เจ็บเพียงน้อยนิดไม่เท่าความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านออกมาจากดวงตาคู่นั้น
ความรู้สึกของผู้แพ้...
แจจุงเหลือบมองโปสเตอร์ขนาดยักษ์ใหม่เอี่ยมอ่อง ซึ่งวางแผ่อยู่กับพื้นหน้าห้องสต๊อก ก่อนที่เจ้าของใบหน้าหวานสวยจะเบ้ริมฝีปากสีแดงจัดนั้นเสียเบี้ยว แสดงอาการขุ่นเคืองแกมอาฆาตใส่บุคคลหน้าตาดีห้าคนในภาพอีกสักที กริยาท่าทีที่ดูไม่ค่อยจะงามนักเรียกให้เพื่อนร่วมงานตัวสูงระเบิดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“เป็นบ้าอะไรแจจุง ทำหน้าอย่างกะคนแพ้ท้อง”
“เปล่านี่ครับพี่จินฮวาน” แจจุงยักไหล่ เบือนหน้าไปสนใจกับ
การจัดเรียงแผ่นซีดีบนชั้นต่อ
จินฮวานซึ่งแอบสังเกตอาการจากที่สูงอยู่นานส่ายหน้าเบาๆให้กับความมองโลกในแง่ร้ายแบบไม่เข้าเรื่องของรุ่นน้องหน้าสวย ทำงานกับแจจุงมาก็เกือบปี สนิทกันชนิดพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ยกเว้นก็แต่เรื่องดิโอเมเดสเรื่องเดียวนี่ล่ะ
ที่ร้อยวันพันปีก็คิดไม่ตรงกัน เถียงกันอยู่เรื่อย
จินฮวานหัวเราะลงคอ เขาเอ่ยในขณะที่กำลังไต่ลงมาจากบันไดสูงที่พาดไว้กับชั้นเก็บของ “ดิโอเมเดส เท่จะตายไปไม่ใช่เหรอ”
“ก็ดีครับ” แจจุงเพียงแอบเหลือบมามองที่โปสเตอร์แผ่นเดิมนั่นแว่บหนึ่ง
ในเวลาหัวค่ำเช่นนี้ ผู้คนที่เคยเดินจับจ่ายซื้อของอย่างพลุกพล่านในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งนี้เริ่มบางตาลง รวมถึงในร้านขายซีดีเล็กๆนี่ด้วยเช่นกัน แจจุงถอนใจยาว พลางบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้า
อีกไม่นานก็จะถึงเวลาออกเวร ร่างบางโยนไม้ขนไก่ในมือเข้าไปในห้องเก็บของ ก่อนจะทรุดกายนั่งลงหลังชั้นเหล็กที่ใช้จัดเรียงแผ่นซีดีเพลงมากมายทั้งเก่าทั้งใหม่ มองดูรุ่นพี่จินฮวานทำงานอย่างแข็งขัน
“พี่จินฮวาน ให้ผมเช็คของเลยไหมครับ”
“ยังไม่ต้องหรอก เดี๋ยวจะติดโปสเตอร์นี่ก่อน หัวหน้าสั่งมา”
“เอาไว้ทำพรุ่งนี้ก็ได้นี่หน่า” แจจุงย่นเรียวคิ้วบางจนชิดแทบจะผูกกันเป็นโบว์ ก่อนลอบมองที่โปสเตอร์แผ่นนั้นอย่างพิจารณาอีกที
แผ่นกระดาษเรียบลื่นเนื้อดีขนาดใหญ่ยักษ์ปรากฏรูปชายหนุ่มห้าคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา ผิดกันอยู่แค่รูปลักษณ์ดิบๆเซอร์ๆถูกกลบมิดด้วยการแต่งกายที่ดูดีจนดูเผินๆแล้วคงคิดว่าเป็นนายแบบมากกว่านักร้อง ทุกคนสวมชุดสีขาว นั่งอยู่บนโซฟาขนนกสีเดียวกัน ภาพนั้นใช้พื้นสีดำสนิทตัดกับสัญลักษณ์ประจำวงและตัวอักษรสีแดงสดที่สลักชัดไว้ว่า ‘ดิโอเมเดส’
“โปสเตอร์อะไรหรือครับ” ในที่สุดก็ไม่สามารถห้ามความอยากรู้อยากเห็นจนถามออกไปจนได้ แจจุงขยับเข้าไปดูโปสเตอร์ใกล้ๆอย่างไม่ปิดบังอีก
จินฮวานปัดมือซึ่งเลอะฝุ่นผงกับผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่ ก่อนจะหย่อนกายนั่งลงตรงข้ามแจจุง เขามอง ยิ้ม และอธิบายอย่างผู้รู้
จินฮวานนี่ล่ะ แฟนพันธุ์แท้ดิโอเมเดส
“ก็ดิโอเมเดสได้รับเชิญจากทางโซเนียให้เป็นพรีเซ็นเตอร์รายใหม่ให้ทีวี เอ็มพีสาม เครื่องเสียง แล้วก็คอนโซลเกมรุ่นใหม่ของเขา”
ทันทีที่จินฮวานพูด แจจุงเบิกดวงตากว้างขึ้นทันที
“โซเนียเชียวหรือครับ”
“นี่ไง...” จินฮวานชี้นิ้วไปที่โลโก้สุดยอดบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีชื่อดังของโลกเพื่อยืนยัน “ทีแรกโซเนียขอเซ็นสัญญาห้าปีเลยนะ แถมจะให้ทำเพลงกับโซเนียมิวสิคอินเตอร์เนชั่นแนลด้วย แต่ทางดิโอปฏิเสธ ขอรับงานเป็นตัวๆไปดีกว่า คุณเทซกหัวหน้าวงน่ะ...เขาฉลาดนะ พี่ว่าเค้ามีความคิดแบบนักธุรกิจมาก แต่สิ่งที่เค้าพยายามจะปกป้องมันไม่ใช่ผลกำไรหรือเงินทองหรอก แต่เขากำลังปกป้องความเป็นดิโอเมเดสอยู่ต่างหาก เท่เป็นบ้าเลยใช่ไหมล่ะ”
แววตาที่เป็นประกายของจินฮวาน ทำให้แจจุงพลอยยิ้มตาม ถึงแม้ที่แล้วมาจะคิดไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่ ทะเลาะกับจินฮวานก็บ่อยเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องนี้ แต่ทุกครั้งที่ได้ฟังจินฮวานพูดปกป้องดิโอเมเดสแต่ละครั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
“ส่วนโปสเตอร์เนี่ย เป็นโปสเตอร์โปรโมตออดิชั่นโครงการโซเนียมิวสิค ร็อคสตาร์ ชาเลนจ์ที่กำลังจะจัดขึ้น” นิ้วเรียวลากลงไปยังวันที่ และกติกาการแข่งขัน “ผู้ชนะจะได้ออกอัลบั้มกับโซเนียมิวสิค แถมได้กระทบไหล่ดิโอเมเดสด้วย นี่น่ะ...แค่โปสเตอร์นะ เดี๋ยวอีกสองสามวันนี้รอดูโฆษณาทางทีวีได้เลยแจจุงเอ๋ย”
แจจุงทำแก้มป่อง สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่กระดาษแผ่นเดิมไม่วาง ยามที่ได้ฟัง มือของเขาเย็นเฉียบอย่างช่วยไม่ได้ ร่างบางกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ เมื่อเขาเริ่มลากสายตาไปมาราวกับกำลังใช้ความคิด
“พี่จินฮวานรู้ข่าวเร็วจัง”
“ไม่เร็วหรอก แฟนคลับดิโอทั่วโลกเขาก็รู้เหมือนกันทั้งนั้นแหละ ตอนนี้แฟนเพลงที่อยู่เมืองนอกเมืองนาวุ่นวายหาลู่ทางมาดูประกวดใหญ่ เพราะวันงานจะมีมินิคอนเสิร์ตของดิโอเมเดสด้วย เพื่อที่จะได้เห็นดิโอตัวเป็นๆซักครั้งแค่สี่ห้านาที บางคนยอมเสียเงินเสียทองที่หามาทั้งชีวิตเลยนะ พี่ยังว่าตัวเองโชคดีเลยที่ได้เกิดมาเป็นคนบ้านเดียวเมืองเดียวกับพวกเขา”
“เหรอครับ” สองพยางค์เท่านั้นที่หลุดออกมาจากริมฝีปาก
สีกลีบกุหลาบ แผ่วเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ มือเรียวขาวทาบลงบนแผ่นกระดาษนั้น ลูบสัมผัสบางเบา ถนอมราวกับเป็นพรที่สวรรค์ประทานให้
ที่ด้านขวาสุดของรูป นัยน์ตากลมโตสีดำสนิทสะท้อนภาพชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสีขาว รูปหน้าเรียวเชิดขึ้น จิกสายตาคมกริบอันทอประกายวาววับ ริมฝีปากที่ยกยิ้มเพียงน้อยนิด ราวกับกำลังเหยียดหยันทุกคนบนพื้นโลก
เกือบเดือนที่ไม่ได้เจอกัน...
เขาคนนั้น...บินสูงขึ้นไปอีกขั้นแล้ว...
ร่างบางกำลังฮัมเพลงเบาๆตามเสียงดนตรีที่เปิดคลอเอาไว้ ยิ่งใกล้ถึงเวลาเลิกงาน บรรยากาศรอบกายยิ่งเงียบเหงา อากาศก็หนาวขึ้นเรื่อยๆ
บนกระจกหน้าร้าน โปสเตอร์ใบสวยถูกติดไว้เรียบร้อยตรงมุมที่สะดุดตา
แจจุงตรวจจัดสินค้าบนชั้นวางเป็นครั้งสุดท้ายของวัน ในขณะที่ริมฝีปากอิ่มสวยขยับร้องตามเนื้อเพลงติดหูของ Incubus
“I miss you…”
วูบหนึ่งที่คล้ายกับมีคนเดินผ่านหลังไป แจจุงละสายตาจากงานตรงหน้า มองตามแผ่นหลังของลูกค้าที่เพิ่งมาใหม่ กำลังหันซ้ายหันขวามองหาซีดีตรงชั้น M เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ กับเข็มขัดสไตล์ร็อคเกอร์เส้นสวย ดูดีจนต้องมองตาม
“กำลังหาอะไรอยู่ ถามได้นะครับ”
“เอ่อ...คือผมกำลังหา Marilyn Manson อัลบั้มใหม่น่ะครับ”
และทันทีที่เขาหันมา...
“จ..แจจุง...?”
“ยุนโฮ” แจจุงถึงกับผงะ ชักฝีเท้าถอยหนีไปสองสามก้าว สีหน้าที่ฉาบฉายประกายความยินดีอย่างท่วมท้นของยุนโฮ รอยยิ้มที่เจือความเศร้าไว้
แววตาที่ยุนโฮมองมากำลังทำให้เขารู้สึกกลัว
กลัวจังหวะหัวใจตัวเอง...ที่ยิ่งเต้นถี่ขึ้นทุกที
“แจจุง หายไปไหนมา โทรไปก็ไม่รับเลย” น้ำเสียงนั้นฟังดูอ่อนแอ
ไร้เรี่ยวแรง ยุนโฮก้าวเข้ามาใกล้ เอื้อมฝ่ามือรั้งข้อแขนแจจุงไว้ “ฉันคิดถึงนายนะ”
อยากกอดแจจุงอีกสักครั้ง หากแต่ร่างบางสะบัดตัวหนี
“อย่ามาทำรุ่มร่ามที่นี่นะ” ดวงตากลมสวยถลึงจ้องเขาเขม็ง ก่อนแจจุงจะฉวยซีดี Marilyn Manson ซึ่งถูกจัดไว้บนชั้นยื่นส่งให้ “เอานี่...แล้วค่อยคุยกัน”
“ก็ได้ งั้น...ฉันรอนะ...” ยุนโฮมองคนสวยตาละห้อย ทำอะไรไม่ได้มากเมื่อเหลือบไปเห็นผู้จัดการร้านกำลังยืนยิ้มเผล่มองเขาอยู่เช่นกัน
กระทั่งแจจุงเดินหายกลับเข้าไปในห้องพักพนักงาน เสียงบี้ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “คุณยูโนใช่ไหมครับเนี่ย ซื้อซีดีเหรอครับ” เป็นผู้จัดการคนนั้นนั่นเอง
“อ๋อ ครับ” ยุนโฮยิ้มทักทาย ส่งซีดีในมือให้ชายคนนั้นช่วยจัดการดูแล
ร่างสูงหยุดยืนอยู่ตรงเค้าท์เตอร์ชำระเงินใกล้กับทางเข้าร้าน กำลังเซ็นโปสเตอร์แบบเดียวกับที่แปะอยู่หน้าร้านแต่ขนาดเล็กกว่าอีกสองสามใบ
จินฮวานเอาซีดีให้ยุนโฮเซ็นด้วยฝ่ามือที่ชุ่มเหงื่อและสั่นรัว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับแฟนเพลงรุ่นบุกเบิกอย่างเขาที่ได้เจอ หากก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ได้สัมผัสมือยูโน สุดยอดนักกีต้าร์ในดวงใจ
“ทราบข่าวเรื่องปาร์ตี้วันเกิดเรโนเสาร์หน้านี้หรือยังครับจินฮวาน”
“เรียบร้อยแล้วครับ ผมไม่พลาดแน่ๆ”
“อ่ะ นี่ครับ ขอบคุณมากนะครับที่ติดตาม แล้วเจอกันเสาร์นี้”
“ขอบคุณมากๆครับ” จินฮวานรับซีดีมาด้วยหัวใจที่พองโต ก้มดูลายเซ็นขยุกขยุยด้วยแววตาที่ราวกับกำลังพิจารณาภาพโมนาลิซ่าของลีโอนาโด ดาวินชี ยุนโฮตัวจริงยิ้มเก่งและเป็นมิตร คิดแล้วให้นึกค่อนขอด คิมแจจุง ในใจ
ไหนมันบอกว่าเคยเจอ...ยูโนจริงๆ แล้วคือปีศาจ!
ไอ้บ้า...
“พี่จินฮวาน ผมกลับก่อนนะ!” จู่ๆเสียงที่ฟังดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากของแจจุงดังเรียกชื่อเขา ฉุดจินฮวานให้ตื่นจากความคิดของตัวเอง
“เออ ที่ชอบๆเหอะ” รายนี้สะบัดมือไล่ส่ง แจจุงหันไปยิ้มร่าเริงให้ ก่อนจะผละออกมาจากร้าน
ที่ด้านนอก ท้องฟ้ามืดแล้วและเหมือนจะมีฝนตกปรอยๆ ในเวลานี้ บรรยากาศท่ามกลางเมืองใหญ่ไม่เคยหลับใหล ดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้า ก่อนจะตกลงไปยังทิศตรงข้ามเป็นเพียงสัญญาณบอกให้โลกรู้ว่า วันเวลาได้
ผ่านพ้นไปอีกวัน
“แจจุง...”
“อ้าว ยังอยู่อีกเหรอ” แจจุงทักตอบอย่างไม่ค่อยเต็มใจ เมื่อเห็นยุนโฮยังคงยืนอยู่ที่หน้าร้าน
เวลาผ่านไปแล้วเกือบเดือน ยูโน-ยุนโฮคนเดิมคนนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ยังคงเจิดจ้าเสมอ ไม่ต่างกับเขาที่เคยมืดหม่นอยู่อย่างไรก็ยังคงมืดหม่นอยู่อย่างนั้น ไม่มีเปลี่ยน
“ก็บอกแล้วไงว่าจะรอ”
ออกจะน่าแปลกใจอยู่สักหน่อยที่ลูกชายมหาเศรษฐีอย่างยูโน-ยุนโฮคนดังจะขับรถยนต์คันละเป็นล้านๆพาเขามาเลี้ยงข้าวที่นี่
แจจุงหย่อนกายลงบนเก้าอี้เหล็กขาไม่เท่ากันของร้านอาหารจีนโต้รุ่งริมทาง พลางมองยุนโฮซึ่งกำลังพูดคุยหยอกล้ออยู่กับคุณลุงเจ้าของร้านอย่างสนิทสนม หยดน้ำหล่นลงบนหลังคาผ้าใบด้านบนส่งเสียงเปาะแปะให้ความรู้สึกชุ่มฉ่ำใจ เพราะฝนที่เพิ่งหยุดตกทำให้อากาศเย็นสบายและมีลมพัดโชยกรุ่นกลิ่นดินธรรมชาติ
ยุนโฮถือขวดเหล้ามานั่งลงด้านข้าง ท่าทางสบายอกสบายใจ หลังจากจัดแจงสั่งเมนูที่เจ้าตัวอวดไว้ว่าเด็ดสุดๆของร้านนี้ให้แจจุงเรียบร้อย
“ขอต้อนรับสู่ร้านประจำของเหล่าสมาชิกดิโอเมเดส” เขาขมวดคิ้ว หยีตา ทำเสียงบี้เสียจนไม่เหลือคราบมือกีต้าร์สุดฮ็อต “ร้านคุณลุงตะบวยเหล็ก เคาะชามไหนอร่อยชามนั้น!”
แจจุงเกือบหลุดหัวเราะเสียงดัง แต่ยกมือปิดปากกลั้นไว้ได้ทัน
“อ่ะนี่ อาวุธ” ยุนโฮส่งตะเกียบ พลางเลื่อนจานอาหารหน้าตาน่ากินให้ “ส่วนนี่...ศัตรูฆ่าพ่อ จัดการให้เรียบ!”
ถึงราคาจะไม่แพงหวือหวา แต่แจจุงพบว่าผัดผักขี้เหล้าจานตรงหน้าอร่อยระดับภัตราคาร เขายิ้มน้อยๆกับตัวเองยามเหลือบไปเห็นเจ้าของใบหน้าคมคายกับแววตาร้ายกาจที่เขารู้จัก กำลังดูมีความสุขกับการกินแบบสุดๆ
แจจุงเอื้อมมือไปหยิบเม็ดข้าวที่ติดตรงริมฝีปากร่างสูงออกให้
ยุนโฮซกมกเหมือนเด็กๆจนอดหัวเราะไม่ได้
“นายนี่แปลก ไม่บอกไม่รู้นึกอดข้าวมาซักสามสี่มื้อ”
“แปลกตรงไหน คนหิวก็ต้องกิน” เขาพูดทั้งที่ยังคงอมข้าวอยู่เต็มปาก “ชนแก้ว”
แจจุงส่ายหน้า ยังคงยิ้มระเรื่อย ยกแก้วชนกับแก้วของยุนโฮ เขากินจนพร่องไปนิดก็หยุด ใช้ตะเกียบเขี่ยอาหารในจานเล่นไปพลาง เน้นดื่มเสียมากกว่า ในขณะที่นั่งมองยุนโฮกินก็อิ่มจะแย่
หลังจากจัดการมื้อค่ำบนโต๊ะจนหมด เวลาก็ล่วงเลยมามากจนพาให้เมืองกรุงเงียบเหงาลงได้ นอกจากเสียงรถราที่นานๆจะผ่านไปที ก็ไม่มีเสียงอื่น นอกจากเสียงลมหายใจกับเสียงน้ำแข็งกระทบแก้ว
ไม่มีใครขยับกาย ไม่มีใครสบตา นานๆ ครั้งที่ผิวหลังมือบังเอิญสัมผัสกันเพียงบางเบา
“นี่ ได้ข่าวแล้วใช่ไหม เรื่องการประกวดนั่นน่ะ คือถ้านายสนใจ...ฉันช่วยนายได้นะ” ในที่สุดยุนโฮก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบงันรอบกายขึ้นก่อน คำพูดนั้นทำเอาแจจุงชะงัก ย่นคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยพอใจ ดวงหน้าขาวในยามนี้ระเรื่อสีเลือดสูบฉีดบางๆด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ขอบใจ แต่ไม่ต้อง คนอย่างฉันไม่เล่นเส้น”
“โธ่ แจจุง...ช่วยมองฉันในแง่ดีสักครั้งได้ไหม พวกฉันไม่มีสิทธิ์ใน
การตัดสินหรอกนะ”
“แล้วนายจะช่วยอะไรฉันได้” คิ้วเรียวขมวดมุ่น ยิ่งฟังยุนโฮพูดยิ่งสงสัย
“ทุกเรื่องนั่นล่ะ เลี้ยงข้าว ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ ให้ยืมใช้ห้องอัด” รายนี้สาธยายเสียดูดี พูดไปทั้งๆที่ไม่คิดว่าแจจุงจะยอมรับความช่วยเหลือจากเขา
ทว่าผิดคาด...
“ได้ แล้วจะรอดูว่าจะช่วยยังไง” แจจุงลอยหน้าลอยตาตอบฉะฉาน
ยุนโฮเบิกดวงตากว้างขึ้นอย่างแทบไม่เชื่อหู เมื่อแจจุงยอมรับอย่างง่ายดาย “เฮ้ย ไหงวันนี้ว่าง่ายจัง ไง...เกิดชอบฉันขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ”
“ใครบอก ฉันเกลียดนายมากขึ้นต่างหาก”
มือกีต้าร์หนุ่มอมยิ้มหน้าทะเล้น ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดแทงใจดำของ
คนหน้าสวยนัก สิ่งเดียวที่เขารู้สึกได้ในตอนนี้ คือเขาเข้าใกล้หัวใจของ คิมแจจุง ได้อีกก้าวแล้ว
ยุนโฮโอบแขนแกร่งเข้ากับไหล่บางของแจจุง ออกแรงนิดเดียวร่างที่อ่อนปวกเปียกจนเริ่มโงนเงนได้ที่ก็เอนมาซบกับไหล่เขา ลูบฝ่ามือเบาๆบนเส้นผมนุ่มลื่นสีดำสนิท
แจจุงกระพริบเปลือกตาช้าๆ ยุนโฮเงี่ยหูฟังเสียงละเมอพึมพำจาก
ริมฝีปากนั้น
“ฉันเกลียดนาย ยุนโฮ”
“ดี... เกลียดไปให้ได้ตลอดเหอะ”
“ไหน...ขอดูแผลหน่อยดิ๊” ยุนโฮเอื้อมมือไปจิกขอบพลาสเตอร์แผ่นบาง ก่อนจะดึงมันออกจากโหนกแก้มของชองฮวาจนลั่นเสียงแควกเบ้อเริ่ม
“โอ้ย! ไอ้ยุนโฮ! มือหรือตีนวะเนี่ย เจ็บนะว้อย...” ชองฮวานิ่วหน้า
ยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองปอย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวหรืออะไรซักอย่างที่กำลังถูกมุงดู สายตาแปดคู่จ้องมองเขาเป็นตาเดียว
เทซกจิ๊ปาก พลางทำสีหน้าลำบากใจ เอานิ้วจิ้มๆเขี่ยๆที่แผลน้องชายสุดที่รักดูทีสองที ก่อนพูดจาปลอบประโลมจิตใจตามประสาพี่ชายที่แสนดี “เน่าแน่ เสียโฉมแน่ๆ ยุนโฮไปเอายาใส่ให้มันหน่อยไป ไม่น่าเล้ย...งานนี้แม่ยกหายหมด”
“พี่ชองฮวาไปช่วยมันทำไม น่าจะปล่อยตายๆไปซะ” เป็นเสียงของเรโนที่นั่งอยู่บนพนักโซฟาพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “คนเราอ่ะ อยากตายคนเดียวไม่พอ จะลากพี่ชองฮวาไปตายด้วยซะงั้น”
“แกก็พูดเกินไปเรโน มันอาจจะเป็นอุบัติเหตุก็ได้นะ” ยองเจแย้งขึ้นก่อน ตามประสาคนมองโลกในแง่ดี
“ใช่ แล้วอีกอย่าง ไอ้ชองฮวามันออกจะหนังหนาเป็นแรดขนาดนี้ ไม่ตายง่ายๆหรอก” ตามด้วยเสียงสนับสนุนของยุนโฮผู้มองโลกในแง่ดีกว่า
“ขอบใจมากว่ะเพื่อนสำหรับกำลังใจ”
ยองเจกับยุนโฮหัวเราะดังลั่น ตบเข่าป้าบๆสะอกสะใจยกใหญ่
สองหนุ่มตะบันมือช่วยกันทำแผลให้ชองฮวา แม้แต่เรโนที่ดูจะมีสีหน้าหงุดหงิดจริงจังที่สุดในที่นี้ยังอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“พอๆ เรโน คิดอะไรหัดเก็บไว้ในใจมั่งเหอะ” เทซกที่กำลังก้มๆเงยๆ หาผ้าปิดแผลจากในตู้แย้งขึ้นมาบ้าง “เด็กสมัยนี้เนี่ยนะ ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตกันบ้างเลย”
“โถ...พ่อเด็กวัยโน้น” ยองเจแซว “อ่ะล้อเล่นน้าคุณพี่”
“คร้าบคุณน้อง เอาตีนนาบหน้าคุณพี่เลยก็ได้ครับ คุณพี่ไม่ถือ”
บรรยากาศผ่อนคลายในยามบ่ายวันอากาศดี กับกลุ่มคนที่สามารถเรียกได้เต็มปากว่าครอบครัว ช่วยสร้างเสียงหัวเราะที่เหือดหายไปนานจากชองฮวาได้บ้าง เหตุการณ์เมื่อคืนกับบาดแผลที่ฝากไว้ทำเอานักร้องหนุ่มไม่ได้หลับ
ได้นอน ภาพแววตาของยูชอนที่จ้องตรงมาที่เขายังคงติดตาชวนให้คิดไม่ตก
ไม่ใช่อุบัติเหตุแน่...ข้อนี้เขามั่นใจ...
หากแต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ปาร์คยูชอนต้องทำเช่นนั้น คำถามข้อนี้ยังคงค้างคา
“จะมีอะไรซะอีกถ้าไม่ใช่เรื่องจุนซู” เสียงของยองเจฉุดเขาให้หลุดออกจากโลกส่วนตัวได้อีกครั้ง หนุ่มผมทองโอบแขนกอดคอ ก่อนจะรั้งตัวชองฮวาเข้ามากระซิบ
“เกิดเป็นคนหล่อมันก็มีเรื่องให้หนักใจอยู่ไม่กี่เรื่องหรอก ชองฮวาเอ๋ย”
ปลายดินสอลากลงบนกระดาษอย่างยากลำบากด้วยมือที่สั่นเทา กว่าจะเป็นคำได้ก็ใช้เวลานานมากพอดู ทว่าเขากลับขีดฆ่า ลงน้ำหนักรุนแรงจน
ไส้ดินสอหักกระเด็น
“โธ่โว้ย!” ยูชอนฉีกกระดาษ ขยำมันจนไม่เหลือชิ้นดี ก่อนโยนมันไปไกล ชายหนุ่มฟุบใบหน้าลงซบกับสันกีต้าร์โปร่งที่อุ้มอยู่ ความหงุดหงิดซึ่งกำลังรบกวนจิตใจพาลทำให้ขอบตาร้อนผ่าว
แค่อยากจะแต่งเพลง...
เพลงที่จะทำให้จุนซูยิ้ม บทเพลงที่จะทำให้จุนซูร้องไห้ไปกับเขา
แค่อยากจะร้องมันออกมาจากหัวใจ ให้จุนซูได้ฟัง
เพลงที่จะทำให้จุนซูรักเขา เหมือนที่ชองฮวาเคยทำ
แต่ทำไมมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้...
จะแต่งเพลงรักได้ยังไง ทั้งๆที่ในหัวใจของเขายังเจ็บเหลือเกิน
ฝ่ามือหนาซึ่งกำลังกำแน่นสั่นรัว จิกปลายเล็บเข้ากับเนื้อหนังของตนราวกับกำลังข่มซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใน ไหล่ของยูชอนไหวเล็กน้อย เมื่อจุนซูยื่นมือมาสัมผัส ร่างเล็กค่อยๆทรุดตัวนั่งลงข้างๆ
“ยูชอน เป็นอะไร”
“เปล่า” เสียงทุ้มที่แผดลอดไรฟันฟังดูเยือกเย็นและว่างเปล่า เขาไม่
เงยหน้าขึ้นมาสบตาอย่างเคย
ห้องทั้งห้องเงียบสงัด ยังคงได้ยินเสียงฝนตกพรำอยู่ด้านนอก จุนซูถอนหายใจออกมา ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่ง คิดว่ายูชอนคงยังไม่ต้องการเขาในเวลานี้ ทว่า...
“เดี๋ยวจุนซู”
เจ้าของชื่อหันกลับไปตามเสียงเรียก ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้มองมาที่เขา หากกำลังจ้องอยู่ที่ฝ่ามือตนเอง
“รู้หรือยัง ชองฮวารถคว่ำ”
“ว่าไงนะ!” จุนซูแทบกรีดร้อง เขย่าตัวยูชอนเค้นหาคำตอบ “ที่ไหน เมื่อไหร่ เขาเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
น้ำเสียงอีกฝ่ายยังคงเรียบนิ่ง เย็นชา “จะอยากรู้ทำไม ไหนบอกว่าเกลียดมันไม่ใช่เหรอ”
“บอกฉันมานะ!”
“มันยังไม่ตายหรอกน่า!”
ยูชอนสะบัดแขนพลางตวาดลั่น ทำเอาจุนซูล้มลง ดวงตาคู่น้อยแดงก่ำรื้นน้ำ ก่อนที่หยาดน้ำตาจะค่อยๆรินไหล
ร่างสูงยืนขึ้น ก้มมองภาพนั้นด้วยความไม่เข้าใจ ความรู้สึกแสบปร่าบริเวณหัวเข่ายังคงไม่จางหาย ทว่าไม่อาจเทียบกันได้กับสิ่งที่หัวใจรู้สึกในตอนนี้
“ถ้าฉันตายไปซักคน นายก็คงไม่รู้สึกอะไร...ใช่ไหมจุนซู”
To be continued...

น่าสงสารตามิคที่สุดเลยยยยอะ
แต่สงสารมิคจับใจขึ้นมาเลย รักนี้ช่างทรมานนัก
แต่ก็ทำให้อีกคนเจ็บปางตายได้ด้วยการค่อยๆกรีดแผลลงบนหัวใจที่ละนิดๆ
ยะอ่านแล้วสงสารมิคกี้ที่สุดเลย TTwTT ฮือออออออออออออออออ
#1 By YOSHINAKIs on 2007-05-18 12:52