약속 -The Promise-
posted on 03 May 2007 00:37 by bleaf-me in one-shot
약속
-The Promise-
* Story by b.leaf *
Paring: Yunho X Jaejoong
Type: AU, One Shot (Sequel to 보름달-Full Moon-)
Genre: Romance, Drama, Period
Rate: R
Warning: Fiction is Fiction. Just for fun. Nothing is real here Thank you ^^
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
ชายหนุ่มชะลอฝีเท้า ก่อนจะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากรอบรูปสีทองขนาดใหญ่ที่แขวนไว้บนผนังสีมุกสะท้อนแสงไฟจนดูคล้ายสีทองอร่าม ภาพวาดลายพู่กันเก่าแก่คล้ายมีมนต์ขลัง สะกดสายตาของเขาให้จดจ่ออยู่ที่มัน
รูปพระราชวังที่ตั้งอยู่กลางน้ำอย่างโดดเดี่ยวในภาพ ให้ความรู้สึกว้าเหว่วังเวงและเงียบเหงาอย่างประหลาด แตกต่างจากสถานที่จริงที่เคยผ่านตา ชีวิตและพลังบางอย่างราวกับกำลังเคลื่อนไหว พลอยทำให้มือของเขาเย็นจัดยามเมื่อมองเห็น
ดวงตาเรียวรีฉาบประกายสุขุมเหลือบลงมองแผ่นป้ายโลหะใต้ภาพ
... ‘ตำหนักแห่งคำมั่นสัญญา’ ...
ในขณะที่ช่างภาพหนุ่มกำลังปลดปล่อยจินตนาการไปกับสมบัติของชาติอันทรงคุณค่า เสียงฝีเท้าหลายคู่ซอยกระทบพื้นหินอ่อนก็ยินแว่วมาตามสายลม จากที่เคยห่างไกล ค่อยๆดังยิ่งขึ้นทุกขณะ ดังก้องสะท้อนกับผนังพิพิธภัณฑ์ระงมไปทั่ว
“ตำหนักแห่งคำมั่นสัญญาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยขององค์พระจักรพรรดิจุนซู แห่งราชวงษ์โซจองในปลายศตวรรษที่ 14 หรือก็เกือบ 700 ปีมาแล้วนะครับน้องๆ”
เสียงหวานกังวานที่ดังมาก่อนตัวนั้นเรียกให้ยุนโฮหันไปมองอย่างสนใจใคร่รู้ เขามองเห็นเหล่าเด็กนักเรียนทั้งชายทั้งหญิงต่างวิ่งเข้าไปรุมล้อมร่างเพรียว ใบหน้าหวานสวยกำลังหัวเราะน้อยๆ ให้กับความซุกซนของฝูงทโมนประถมหนึ่ง ใบหน้าที่งดงามไม่ด้อยไปกว่างานศิลปะชั้นเลิศ ภาพอันแสนน่ารักอบอุ่นเบี่ยงเบนความสนใจของเขาออกจากภาพวาดลายพู่กันได้อย่างสิ้นเชิง
“น้องๆรู้มั้ยเอ่ย... ว่าจักรพรรดิจุนซูทรงมีคำสั่งให้สร้างตำหนักแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ และสถานที่ที่ใช้เก็บพระศพขององค์พระเชษฐา หรือองค์รัชทายาทองค์โตแห่งพระมหาจักรพรรดิกยองจู ที่ถูกลอบสังหารโดยพวกกบฏโค่นล้มราชบัลลังก์ ซึ่งนักฆ่ากบฏผู้นั้นก็คือราชองครักษ์มือหนึ่งขององค์พระปิตุลาโจจู ศพของเขาก็ถูกเก็บไว้ที่นี่ด้วยเช่นกันนะครับ
ทุกคนอาจจะสงสัย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ศพของกบฏจะถูกเก็บไว้ร่วมกับรัชทายาทใช่มั้ยครับ แต่ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่าไว้ว่า ราชองครักษ์ผู้นั้นแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างลับๆ กับองค์รัชทายาท หลังจากลงมือปลิดชีวิตพระโอรสแล้วจึงลงมือฆ่าตัวตายตาม ก่อนจะมีมหาดเล็กมาพบศพของทั้งคู่นอนตายเคียงข้างกันอยู่ในพระราชวังส่วนกลาง ซึ่งเป็นที่พำนักขององค์รัชทายาทนั่นเอง
หลังจากจักรพรรดิจุนซู ที่ในตอนนั้นยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นเพียงรัชทายาทลำดับที่สอง กลับมากอบกู้ราชบัลลังก์ไว้ได้ พระองค์ทรงมีรับสั่งประหารครอบครัวของราชองครักษ์ผู้นั้นหมดเก้าชั่วโคตร ศพพวกกบฏถูกนำไปโยนทิ้งทะเลหมด เหลือไว้แต่ศพของราชองครักษ์ผู้นี้เท่านั้น ที่มีพระประสงค์ให้ฝังไว้เคียงข้างพระศพขององค์รัชทายาทองค์โต
เรื่องราวของพระโอรสและราชองครักษ์ พอถูกทราบถึงหูชาวบ้านในสมัยนั้นก็ต่างประณามความรักของคนทั้งคู่ว่าเป็นความรักที่น่าสาปแช่ง แต่จนสมัยนี้...” ริมฝีปากสีแดงจัดคลี่รอยยิ้มบางๆ ในขณะที่มีแววไหววูบในดวงตาสีดำสนิทนั้น “ความรักของคนทั้งคู่ กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมความรักที่ลึกซึ้งและมีเสน่ห์ที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว”
“องค์รัชทายาทหน้าตาเป็นยังไงฮะพี่ผู้บรรยาย” เด็กชายคนหนึ่งยกมือถามเสียงแจ้วๆ เขาอมลมจนแก้มย้วยๆป่องเหมือนลูกโป่ง คิ้วเล็กๆขมวดผูกกันเป็นโบว์ด้วยความงุนงงสงสัย
“องค์รัชทายาทเหรอครับ... ทรงมีพระสิริโฉมงดงามเหมือนสตรีจนเป็นที่โจษจันเลยล่ะนะ ว่ากันว่าทรงมีผิวพรรณขาวหมดจดเหมือนอาบไว้ด้วยแสงจันทร์ นัยน์ตาสีนิลดำขลับดูลึกล้ำเหมือนอัญมณีน้ำงาม แล้วก็มีริมฝีปากสีแดงจัดเหมือนผลพลับสุก”
“ผมไม่เข้าใจอ่ะคับพี่ผู้บรรยาย...”
พี่ผู้บรรยายที่ว่าหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ให้กับความไม่รู้เดียงสาของเจ้าหนูช่างสงสัย “องค์รัชทายาทก็สวยมากๆเลยล่ะครับ สวยเหมือนผู้หญิงเลย”
“สวยเหมือนพี่ชายมั้ยคะ?” เสียงใสๆของเด็กหญิงในชุดเดรสสีชมพูถามขึ้นมาบ้าง ร่างเพรียวสะดุดกึกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะต้องกัดริมฝีปากกลั้นเสียงหัวเราะ
“ไม่หรอกค่ะ พี่ชายเป็นผู้ชาย สวยไม่ได้หรอกนะ แล้วอีกอย่าง... ถ้าเหมือนพี่คงไม่ใครสร้างตำหนักให้หรอก”
“เหรอคะ” เด็กหญิงคราง เอามือจับชายกระโปรงพลางบิดไปบิดมา สีหน้าบูดบึ้งหมดความสดใสลงไปราวกับไม่เชื่อคำพูดของผู้บรรยาย “มีรูปให้หนูดูมั้ยคะ?”
“ไม่มีหรอกค่ะ รูปวาดถูกพวกกบฏทำลายหมดแล้ว”
ว้า...แย่จัง เด็กหญิงบ่นงึมงำ ยกมือเล็กๆขึ้นเกี่ยวมือของพี่ผู้บรรยายหน้าสวยแล้วแกว่งไปมา
นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกซึ่งเห็นยืนก้มๆเงยๆ จดอะไรบางอย่างลงสมุดเล่มเล็กอยู่พักใหญ่สบโอกาสยกมือขึ้นถามบ้าง “Would you tell me the prince name please?”
“His royal highness prince Jaejoong…”
เหตุการณ์และบทสนทนาทุกถ้อยคำนั้นอยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด ยุนโฮหันกลับไปให้ความสนใจกับภาพวาดลายพู่กัน ‘ตำหนักแห่งคำมั่นสัญญา’ นั้นอีกครั้ง ก่อนจะกระตุกริมฝีปากยิ้มอย่างพึงใจ ทำงานเป็นช่างภาพให้นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังมาหลายต่อหลายปี ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าประเทศของเขามีประวัติศาสตร์หรือเรื่องเล่าอะไรทำนองนี้ด้วย
มือเรียวกระชับกล้องดิจิตอลในมือ ก่อนจะยกขึ้นเทียบระดับสายตา แสงแฟลชสว่างวาบไปทั่วบริเวณยามที่เขาลงมือกดชัตเตอร์ เก็บภาพความงดงามของราชตำหนักแห่งความรักซึ่งยังคงหายใจอยู่บนแผ่นกระดาษราวกับมีชีวิต
“ขอโทษนะครับคุณ ด้านนั้นห้ามถ่ายภาพครับ” เป็นเสียงหวานและนุ่มนวลที่เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนดังขึ้นด้านหลังชายหนุ่ม ยุนโฮค่อยๆลดกล้องคู่ใจลง พลางเหลือบมองป้ายพลาสติกแข็งสีขาวที่แขวนติดไว้กับเชือกกำมะหยี่สีแดงซึ่งใช้กั้นภาพไว้ให้ห่างมือ
“อ่ะ...ขอโทษครับ ขอโทษจริงๆ” ชายค้อมตัวคำนับปลกๆ เมื่อพบว่ามีสัญลักษณ์ห้ามถ่ายภาพอยู่จริงๆ และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้น สายตาก็ประสานเข้ากับนัยน์ตากลมโตสีดำสนิทดูลึกล้ำที่กำลังมองตรงมาทางเขาอย่างขำๆ
‘พี่ผู้บรรยายคนสวย’ คนนั้นนั่นเอง
“คุณลบภาพได้มั้ย?” เจ้าของดวงตาคู่นั้นเอ่ยถาม แต่พอเข้าหูซ้าย คำถามนั้นก็ทะลุหูขวา ยุนโฮเอาแต่จ้องมองดวงหน้าขาวใส เส้นผมสีเดียวกับดวงตาเงางามดั่งแพรไหม และริมฝีปากที่ขยับน้อยๆอย่างนุ่มนวลนั้นอย่างพิศวง
“อ...อะไรนะครับ?”
ริมฝีปากชุ่มชื่นที่หากสัมผัสดูคงนุ่มเหมือนเจลลี่คลี่ยิ้มจางๆ “ลบภาพเมื่อครู่ออกได้มั้ยครับ?”
“อ่อ...เออ...คือว่า...” ยุนโฮปั้นหน้าลำบากใจทันทีที่จับใจความได้ ชายหนุ่มแสยะยิ้มแหยๆ ก้มมองกล้องถ่ายภาพในมือ “หยวนๆไม่ได้เหรอครับ?”
คนถูกถามทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ ตาคู่สวยจ้องมองยุนโฮไม่วาง ราวกับกำลังละเลียดพิจารณาเก็บรายละเอียดเอาไว้จนยุนโฮแทบทำอะไรไม่ถูก สายตาแบบนั้น...ทำอย่างกับเขาเป็นโจรปล้นฆ่าอย่างนั้นล่ะ ร่างสูงย่นหน้าผากพลันถอนใจยาว ในที่สุดก็ยอมกดลบภาพออกแต่โดยดี
“ได้ครับ...ลบแล้ว...เรียบร้อย” บอกพลางยกกล้อง โชว์ผลงานให้ดู
“ขอบคุณครับ” รายนี้ค้อมตัวน้อยๆ ก่อนส่งยิ้มหวานให้เป็นการตอบแทน
ยุนโฮกระชับสายสะพายกล้องถ่ายรูปแสนรักแสนหวง อุปกรณ์เลี้ยงชีพที่ใช้ทำมาหากินมากว่าสองปีเข้ากับไหล่ หันกลับไปให้ความสนใจ เดินสำรวจของโบราณชิ้นต่างๆซึ่งถูกจัดไว้บนแท่นอย่างดีดูสูงราคา เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์คนเดิมยังคงจดจ้องเขาอยู่ราวกับจับผิด ยุนโฮรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติเอาก็ตอนนี้
“เอ่อ...ขอโทษนะครับ” ช่างภาพหนุ่มเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการชวนคุย “ทำงานที่นี่มานานหรือยัง?”
ร่างเพรียวที่ยืนมองเขาเหม่อๆ ราวกับสติหลุดลอยไปไกลสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกเรียก หน้าหวานเผยรอยยิ้มแบบเดียวกับที่ทำต่อหน้าเด็กๆ ตอบเสียงเรียบ “ไม่นานครับ เพิ่งเริ่มงานสัปดาห์นี้สัปดาห์แรกเอง ที่จริงแล้วผมอยู่ในช่วงฝึกงาน”
“อ้าว งั้นเหรอ เรียนอะไร ที่ไหนครับเนี่ย”
“เรียนประวัติศาสตร์อยู่มหา’ลัยโซลครับ”
“เจ๋ง... เพื่อนผมที่เรียนไฮสคูลมาด้วยกันก็จบม.โซลเหมือนกัน”
“จริงเหรอครับ ดีจัง”
ไม่มีหรอก... ไม่มีเพื่อนเรียนที่มหา’ลัยโซลซักคน ยุนโฮสารภาพผิดอยู่ในใจ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เมื่อเพิ่งรู้ว่าการชวนผู้บรรยายพิพิธภัณฑ์คุยมันยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้ ร่างเพรียวที่เคยส่งเสียงพูดแจ้วๆ เกี่ยวกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ คนที่มีแววตาเป็นประกายสดใสเมื่อครู่ ในเวลานี้กลับพูดน้อยและดูขี้อายเหลือเกิน
“เอ่อ...คุยกับมาตั้งนาน ผมยังไม่รู้เลยว่าคุณชื่ออะไร?”
“เอ๋?”
“ผมมองดูแล้ว ที่ตัวคุณไม่ได้ติดป้ายห้ามคุยด้วยไว้ ผมถามได้ใช่มั้ยครับ?”
คำถามของชายหนุ่มทำให้แก้มใสๆของร่างสวยระบายไปด้วยสีชมพูระเรื่อ คนถูกถามยกมือขึ้นจับปลายจมูก เขาหัวเราะน้อยๆ นัยน์ตาลึกล้ำเปี่ยมสุข โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาที่เขาหัวเราะนั้น เขาน่ารักมากแค่ไหน
“คุยได้สิครับ ผมเป็นคนนะ ไม่ใช่แจกันล้านปี... ผมแจจุงครับ... คิม แจจุง”
“แจจุง...” ยุนโฮทวนคำ ก่อนจะเบิกดวงตากว้างขึ้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “แจจุง... เชื่อเหมือนเจ้าชายเลย... His royal highness prince Jaejoong”
องค์ชายแจจุงคนตรงหน้านิ่งไปราวเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มแห้งๆออกมา เสียงหวานตอบอ้อมแอ้มด้วยความขวยเขิน “ที่จริงแม่ผมตั้งชื่อตามชื่อองค์ชายน่ะครับ แม่ผมเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์”
“ให้ตายเหอะ”
“อื้อ...”
“ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมคุณเก่งจัง บรรยายเหมือนในเทปเลย อัดเสียงไว้รึเปล่าเนี่ย”
“เปล่านะครับ ผมไม่ได้ลิปซิงค์”
“ล้อเล่นน่ะครับ ผม...จองยุนโฮครับ เป็นช่างภาพกิ๊กก๊อก” ยุนโฮแนะนำตัว พลางควักกระเป๋ายื่นนามบัตรให้เสร็จสรรพ แจจุงรับมาพินิจดูด้วยรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่เหมือนกับไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าหวานนี้
รอยยิ้มที่ยุนโฮรู้สึกราวกับว่า...เขาเคยเห็นมัน และยังคงเห็นอยู่ตลอดเวลา...
“ไม่กิ๊กก๊อกแล้วมั้งครับ เล่มนี้ผมอ่านบ่อยเลย” แจจุงพึมพำข้อความในกระดาษใบเล็กที่ติดกลิ่นหอมจางๆ ไม่ใช่กลิ่นหอมจากกระดาษ แต่เป็นกลิ่นหอมของดอกบ๊วยแดงหรืออาจจะเป็นอะไรที่คล้ายกันนี้
กลิ่นหอมกรุ่นติดจมูกทำเอาสมองของแจจุงสั่งงานช้าไปนิด “เอ่อ...เมื่อกี้คุณบอกว่าคุณชื่ออะไรนะครับ” เขาถามซ้ำ ทั้งที่สายตายังคงลากอ่านข้อความในกระดาษต่อไป
“จองยุนโฮครับ”
“คุณชื่อเหมือน...ราชองครักษ์จอง”
“ใครนะครับ?”
“อ..อ่อ... เปล่าครับ ไม่มีอะไร ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” แจจุงส่ายศีรษะไปมาเบาๆ จนดูคล้ายว่าเขากำลังพยายามสลัดข้อมูลในสมองที่มีมากจากเกินงามออกไปเสียมากกว่า เส้นผมเส้นเล็กๆนุ่มสลวยพลิ้วกระดิกไปมา คลอเคลียแก้มขาวและลำคอเชิดงามระหงส์
“ครับ ผมก็เหมือนกัน ระยะนี้ผมต้องทำเรื่องเกี่ยวกับตำหนักนี้ซะด้วย อาจจะต้องรบกวนคุณให้ช่วยแนะนำ...หวังว่าคงจะไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปนะครับ”
“ได้เลยครับ ยินดี แต่ต้องนอกเวลางานนะครับ”
“ไม่มีปัญหาครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วย”
ทันทีที่แจจุงตกปากรับคำ ยุนโฮรู้สึกราวกับได้ชีวิตใหม่ คนทั้งสองพากันเดินชมรอบบริเวณตำหนักเก่าแก่ คุยกันต่อไปได้สักพักอย่างถูกคอ กระทั่งเวลาผ่านไป... พอตะวันเริ่มคล้อย... ยุนโฮได้ยินเสียงนกร้องกลับรังแว่วมากับสายลมเย็น ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนพบว่าถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะลากลับ
“แจจุง... ผมคงต้องไปแล้ว” ช่างภาพหนุ่มทำปากยื่น พลางครางเหมือนเด็กๆ
“เหรอครับ เสียดายจัง” น้ำเสียงหวานรื่นหูมีแววเสียดายโดยสัจจริง “แล้วมาใหม่นะ ผมจะรอ”
“สัญญาแล้วนะว่าจะช่วยผม” ก่อนไป...ยุนโฮยกนิ้วก้อยขึ้น ไม่วายย้ำคำสัญญา
“อื้อ...จนกว่าจะได้พบกันใหม่” แจจุงยอมเกี่ยวก้อยตอบอย่างไม่มีบิดพลิ้ว ร่างบางบอกกับตัวเองว่า...อาจจะแค่เพราะถูกคอกันมากถึงสามารถสนิทสนมกันได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว หากทุกความอบอุ่นที่โอบกอดร่างกายเขาในตอนนี้ สุ้มเสียงนุ่มละมุนของยุนโฮ เขาสามารถสัมผัสมันได้ทุกอณู... อย่างคุ้นเคย... ความรู้สึกของเขาบอกเอาไว้เช่นนั้น
“จนกว่าจะได้พบกันใหม่... บ๊ายบายครับ...”
จนกว่าดวงจันทร์จะนำพาให้ได้พบกันใหม่...
- - -
ดวงจันทร์ดวงโตลอยอยู่กลางท้องฟ้ามืดดำ สะท้อนเงาในสายน้ำไหวระรอก กลิ่นหอมของละอองน้ำอันเย็นชื้นยิ่งทำให้ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดใต้ผ้าห่มผืนเดิมดูมีค่าขึ้นอีกโข
หนังสือประวัติศาสตร์กองพะเนินล้มระเนระนาดกองอยู่ปลายเตียง ส่วนหนึ่งถูกเปิดค้างเอาไว้บนเตียง รูปถ่ายหลายใบวางกระจัดกระจายอยู่ไม่ไกลกัน แสงจากโคมไฟอ่านหนังสือสีเหลืองนวลคล้ายแสงจันทร์ในคืนนี้อาบไล้บริเวณห้อง ความเงียบงันของราตรีโอบกอดร่างสองร่างที่นอนเคียงกันอย่างเป็นสุขใต้ผ้าห่มอุ่นสีขาวสะอาด
แจจุงขยับกาย พลางกระพริบลืมดวงตาที่เคยปิดสนิทเมื่อได้ยินเสียงพลิกหน้ากระดาษกรอบๆ ของหนังสือเล่มหนาอายุเกือบร้อยปีที่ข้างหู ร่างบางกระชับอ้อมแขนเล็กโอบรอบเอวหน้าของคนข้างๆ เหมือนลูกแมวอ้อนเจ้าของ
“ยุนโฮ...”
“ไงครับ?” ยุนโฮละสายตาจากหนังสือ เอนร่างที่เคยนั่งหลังพิงพนักเตียงลงนอนเคียงข้าง เขากุมมือแจจุงเอาไว้หลวมๆ บรรจงจูบใบหน้าหวานสวยที่หน้าผาก
สามสัปดาห์แล้ว... นับจากวันนั้น... ที่คนสองคนได้พบ ทำความรู้จัก และรักกัน...
กลิ่นหอมเหมือนกลิ่นดอกไม้อวลกรุ่นจากร่างกายของแจจุง กลิ่นซึ่งคล้ายกับกลิ่นในห้องแสดงชุดฮันบกเปื้อนเลือดขององค์รัชทายาทแจจุง ซึ่งไม่รู้ว่าอุปทานไปเอง หรือเป็นเขาที่เดินเข้าเดินออกราชตำหนักแห่งคำมั่นสัญญาเป็นว่าเล่นจนบ้าไปแล้วกันแน่
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหลงรักกลิ่นหอมของเจ้าชาย... กลิ่นหอมละมุนละไม บริสุทธิ์ และชวนให้หลงใหล...
“ชั้นฝันเห็นยุนโฮใส่ชุดฮันบกโบราณ” เป็นแจจุงที่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงง่วงงุน มือขาวยกขึ้นลูบข้างแก้มคนรัก มองชายหนุ่มอย่างรักใคร่
ยุนโฮได้ฟังพลันหัวเราะร่า มองคนตัวเล็กในอ้อมกอดอย่างเอ็นดูในความซื่อใส ร่างสูงส่ายหน้าเบาๆ “คุณอ่านหนังสือพวกนี้มากเกินไปรู้ตัวมั้ย? ผมเพิ่งจะเริ่มอ่านยังคิดว่าตัวเองกำลังค่อยๆบ้า ไม่อยากจะนึกสภาพคุณเลย โอ้ย! เจ็บนะแจจุง”
มือเล็กตะปบลงบนแผ่นอกแกร่งป้าบเบ้อเริ่มจนอีกฝ่ายร้องโอย “ก็ตีให้เจ็บนะสิ ชั้นแค่รัก ไม่ได้บ้า”
“แต่ผมทั้งบ้าทั้งรักแจจุงเลย”
“แหวะ”
“ไม่ต้องมาแหวะ” ยุนโฮรวบมือเล็กๆที่เริ่มอยู่ไม่สุขนั่นไว้ในอำนาจ ก่อนที่ร่างสูงโปร่งจะเคลื่อนกายเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น เขาหอมแจจุงที่แก้ม เรื่อยไปจนถึงขมับ ผิวของแจจุงนุ่มนิ่มเหมือนปุยนุ่น หอมเหมือนดอกไม้ และหวานเหมือนขนม...ขนมอะไรสักอย่างของชาววัง “บอกหน่อยสิว่าแจจุงก็รักผม”
“ยุนโฮก็รู้อยู่แก่ใจ จะให้พูดทำไม”
“ผมไม่รู้...แล้วก็จะเสียใจมากถ้าแจจุงไม่ทำให้ผมรู้”
“อะไรกัน” แจจุงกัดริมฝีปาก รู้สึกว่าตนถูกรุกหนัก เมื่อยุนโฮรบเร้า แจจุงขัดไม่เคยจะได้ แม้ยุนโฮจะอายุมากกว่าเขาไม่เท่าไหร่ และตลอดมาก็เป็นยุนโฮที่มักจะเอาอกเอาใจเขา หากแต่ร่างบางก็ยังรู้สึกเกรงใจและเทิดทูนชายหนุ่มอยู่มาก...ในความรู้สึก “อื้อ...ชั้นรักยุนโฮ...รักมากเหลือเกิน”
มือหนาเลื่อนขึ้นกุมหัวไหล่มนทั้งสองข้าง ก่อนจะประคองร่างของแจจุงเข้ามาประทับริมฝีปาก ความนุ่มละมุนยวนเย้ายังคงติดตรึง รสสัมผัสเร่าร้อนหากในคราเดียวกันก็เย็นฉ่ำชื่นหัวใจ
หากพระจันทร์ยังคงมองดูอยู่...
ยุนโฮย้ำจังหวะระหว่างกายร่างบาง นวลเนื้อขาวผุดผ่องประทับรอยแดงนับไม่ถ้วน เรียวขาขาวกระหวัดรัดรอบเอวร่างเบื้องบน ขยับสะโพกเป็นหนึ่งเดียวกัน รู้สึกรุ่มร้อนไปทั้งในอกและหน้าท้อง แจจุงกรีดร้องเมื่อยุนโฮดันกายเข้าไปลึกและหนักหน่วงยิ่งขึ้น
คิ้วเรียวโก่งได้รูปขมวดมุ่นทว่ารอยยิ้มยังไม่เลือนหายไป เขาพรมจูบบนใบหน้า จูบจนทั่วศีรษะชื้นเหงื่อ กลิ่นดอกบ๊วยแดงกรุ่นติดจมูก...ตรึงอยู่ในความรู้สึก... ริมฝีปากสีแดงสดเผยอรับเรียวลิ้นร้อนซึ่งกำลังละเลียดไล้ เร้าอารมณ์ให้ถึงขีดสุด
ผลัดกันปรนเปรอ มอบความรักให้กันและกัน หลายต่อหลายครั้งในค่ำคืนเดียว
ยุนโฮพริ้มดวงตาให้หลับลง สติของเขาหลุดลอยไปไกล ไปยังอีกที่หนึ่งที่ไกลแสนไกล ไปยังที่เดียวกันแต่ในอีกช่วงเวลา... เขาเร่งจังหวะเร้า หนักแน่นแต่เต็มตื้นไปด้วยความรัก หยาดเหงื่อที่ผุดพราวอยู่บนแผ่นหลัง เสียงครางของแจจุง...
น้ำตา... แสงสะท้อนจากโลหะเนื้อมันวาว... กลิ่นคาวเลือด... และคืนพระจันทร์เต็มดวง...
“....!!!!....”
“ย..ยุนโฮ...”
- - -
ฝันร้าย... คือฝันร้ายที่เหมือนจริงที่สุดในชีวิต...
แจจุงในชุดฮันบกโบราณเรืองศักดินา ทำไมมองเขาด้วยแววตาเช่นนั้น...
เปลือกตาอันหนักอึ้งค่อยๆเปิดออก แสงแดดยามเช้าส่องลอดช่องว่างเล็กๆ ของม่านบานเกล็ดเข้ามาทักทาย ยุนโฮครางในลำคอพลางบิดขี้เกียจน้อยๆ ก่อนจะพบว่าแขนขวาของเขาชาไร้ความรู้สึกโดยสมบูรณ์
เป็นแจจุงที่นอนอยู่ในอ้อมกอด เป็นแผ่นอกบางแสนอบอุ่นของแจจุงที่เขาหนุน เป็นแจจุงที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดคืน ร่างบอบบางงดงามไม่แพ้เด็กสาววัยแรกแย้มกำลังนอนหลับสบายอยู่เบื้องใต้ผ้าห่มสีขาวบริสุทธิ์ แจจุงเหมือนดอกไม้ของอุทยานในเขตราชตำหนัก เหมือนของล้ำค่าที่เขาอยากจะรักษา
ชายหนุ่มหยัดกายขึ้นจากที่ที่เคยอยู่ เอื้อมมือไปคว้ากล้องถ่ายรูปตัวเดิมมาไว้ในมือ เขากดชัตเตอร์เก็บรูปเหล่านั้นเอาไว้ ทีละภาพ... ทีละภาพ... กระทั่งเปลือกตาสีมุกค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำนิลเงาวับ ยุนโฮยิ้มอรุณสวัสดิ์แจจุงก่อนลงมือถ่ายรูปต่อ
“ถ่ายรูปแบ็คเมล์รึไง” แจจุงว่า ยิ้มระเรื่อย พลางซุกหน้าลงกับผ้าห่ม เผยเพียงเสี้ยวหน้างามงด ทว่าดวงตากลมสวยข้างที่เหลือสามารถจับได้อย่างเด่นชัด
ยุนโฮกดชัตเตอร์อีกครั้ง...
“เก็บรูปเจ้าชาย...ผิดด้วยเหรอ?”
- - -
รูปถ่ายของแจจุงกับผ้าห่มสีขาว... ถูกติดเรียงไว้ที่หน้าโต๊ะทำงานของยุนโฮ...
“เฮ้ย แฟนใหม่แกเหรอวะยุนโฮ”
ยุนโฮสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกทัก เขาเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์ที่จดจ่อสมาธิอยู่ ก่อนจะเจอใบหน้ารื่นเริงสุดขีดผิดจากพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ พึงมี ชายหนุ่มตอบเพื่อนร่วมงานเสียงเรียบ
“อืม”
อีกหนุ่มทำตาโตตื่นเต้นเมื่อได้รับคำตอบ “แล้วแม่นมตู้มนั่นล่ะ?”
“เลิกกันแล้ว” ยุนโฮตอบเสียงเรียบกว่าเก่า พลางทำหน้าเซ็งขึ้นมาทันใด ชายหนุ่มวางมือจากงานตรงหน้า หันเก้าอี้มานั่งคุยกับเจ้าเพื่อนจอมซักไซ้นี่ให้รู้แล้วรู้รอด
“จุ๊ๆๆ น่ารักเป็นบ้าเลยว่ะคนนี้ ไปเก็บมาจากไหนวะเนี่ย?”
“ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ตำหนักแห่งคำมั่นสัญญา”
“เฮ้ย เดี๋ยวนี้แกฟันนักประวัติศาสตร์เลยเหรอวะ!?”
“ไม่ใช่ซักหน่อย เค้าเป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์ มหาลัยโซล ต่างหาก”
“อ่าว...ห่า! ฟันนักศึกษาม.โซล หนักกว่าเก่า” หนุ่มร่างแกร็นอุทานเสียงลั่น มองเพื่อนรูปหล่ออย่างไม่ค่อยไว้วางใจ สายตาแบบนั้นทำให้ยุนโฮอดเถียงไม่ได้
“แต่ชั้นรักเค้านะเว้ย”
“จริงดิ เพิ่งรู้จักกันไม่นานเนี่ยนะ”
“อืม...ไม่รู้สินะ เวลาชั้นอยู่กับเค้าชั้นรู้สึกเหมือนได้รู้จักอีกตัวตนนึงของตัวเอง แล้วทุกครั้งที่ชั้นเห็นแววตาของเค้า แกดูสิ...” ชายหนุ่มคว้ารูปโปรดที่สุดในบรรดารูปทั้งหมดให้เพื่อนดู รูปที่เห็นเฉพาะดวงตาของแจจุง “ชั้นรู้สึกคุ้นเคยกับมัน เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน”
“งั้นแกก็คงตามรักเค้ามาแต่ชาติปางก่อนล่ะมั้ง”
“ไอ้บ้า พูดเป็นเล่น”
“ฮ่ะๆ เลิกอาร์ตไปมากกว่านี้ได้แล้วไอ้ยุนโฮ หัวหน้าเรียกพบแกอ่ะ”
“เออ รู้แล้ว เดี๋ยวตามไป”
พูดเป็นเล่น... ตามรักมาแต่ชาติปางก่อนหรือ มีที่ไหน... ยุนโฮหัวเราะออกมาเบาๆกับตัวเองในความปัญญาอ่อนไม่มีที่ติของเจ้าเพื่อนยาก หากแต่ภายในใจชายหนุ่มกลับรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาอย่างประหลาดทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นของเพื่อน
ภาพความฝันเมื่อคืน... กับภาพซ้อนในความทรงจำยังคงติดตาไม่จางหาย... มันช่างขาดห้วงและปะติดปะต่อไม่ได้ ที่สำคัญ...มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด
- - -
อาทิตย์หน้าก็ปิดเล่มแล้ว... ชายหนุ่มบอกตัวเอง ขณะโยนกระเป๋ากล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพขึ้นหลังรถ
ฟ้าหลังฝนมักจะสดชื่นเช่นนี้เสมอ ทำให้อากาศในเช้าวันใหม่สดใสกว่าเมื่อวานอยู่มากโข ยุนโฮสูดหายใจรับละอองบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ก่อนจะค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ นึกโกรธตัวเองอยู่นิดหน่อยที่ไม่รีบตื่นให้เร็วกว่านี้
เช้าวันนี้เป็นวันหยุด ใครหลายคนคงกำลังนอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มผืนอุ่น ยกเว้นก็แต่ช่างภาพอาชีพอย่างเขาที่ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์เหมือนใครๆ ชายหนุ่มอมยิ้มกับตัวเอง พลันกระโดดขึ้นรถ แม้สัปดาห์หน้าก็จะถึงวันปิดเล่มนิตยาสารแล้วก็เถอะ หากแต่หัวใจเอาแต่ตัวของเขามันสามารถโยนเรื่องนี้ทิ้งไปก่อนได้สบายๆ
ก็คนที่กำลังรอคอยอยู่ตอนนี้ต่างหากที่เขาคิดถึง...จับหัวใจ
ยุนโฮหักเลี้ยวรถที่หัวมุมถนนด้านหน้า เหยียบคันเร่งด้วยอัตราที่ไม่มากเกินไป ไม่นาน...รอยยิ้มที่เฝ้าฝันถึงก็ปรากฏ แจจุงในชุดสีฟ้าขาวกำลังโบกมือให้เขา ชายหนุ่มจึงค่อยๆชะลอความเร็ว ก่อนจอดรถเทียบฟุตบาธตรงหน้าวิทยากรส่วนตัว
“หวัดดี รอนานมั้ย?”
“ไม่เท่าไหร่ครับ สบายมาก” แจจุงทิ้งกายลงบนเบาะนั่งด้านข้างคนขับ รัดเข็มขัดนิรภัยจนเรียบร้อยแล้วรถถึงเคลื่อนออก เขาพริ้มหลับ ปิดเปลือกตาคู่สวยซึ่งประดับไว้ด้วยแพรขนตางอนยาว สูดหายใจเข้าเอากลิ่นหอมยวนใจ
กลิ่นดอกบ๊วย...มาจากที่ไหนซักแห่ง...
“ยุนโฮ...” เจ้าของใบหน้าสวยเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน พยายามสะกดใจ เก็บเรื่องดอกบ๊วยเอาไว้โดยไม่พูดถึง “เรากำลังจะไปไหนกันเหรอ?”
“ฉลองไง ผมอยากจะขอบคุณแจจุงที่ช่วยเหลือผมมาตลอดระยะสามสัปดาห์อันตรายของผมเนี่ย” ริมฝีปากได้รูปจุดรอยยิ้มที่มุมปาก รูปหน้าเรียวหล่อคมคายลอบมองปฏิกิริยางุนงงสงสัยของคนด้านข้าง “อาทิตย์หน้าก็จะปิดเล่มแล้วนะ...รออ่านได้เลย”
“จริงเหรอ!? ดีใจจัง”
“อืม...คนที่ผมอยากขอบคุณที่สุดก็คือแจจุงนะ รู้มั้ย...”
กลิ่นเหมือนดอกบ๊วย
กลิ่นดอกบ๊วย...เป็นยังไงเหรอ...
ค่ำแล้ว ท้องฟ้าเปิดกว้างจนเห็นดวงจันทร์ซึ่งยังคงแลดูเหมือนเต็มดวง ทั้งที่เราต่างรู้ดี...ว่าคืนนี้จันทร์ถูกความมืดกลืนหายไปเสี้ยวหนึ่ง
ยุนโฮส่งแจจุงลงบนถนนด้านหนึ่งตรงข้ามที่พัก และเนื่องจากเป็นคืนวันศุกร์รถราบนถนนจึงยังคงวิ่งกันขวักไขว่
คืนที่จันทร์อวดโฉม... ไม่จำเป็นต้องเงียบสงัดเสมอไป...
“แจจุง...จำวันแรกที่เราเจอกันได้มั้ย?” ยุนโฮถามทำลายความเงียบ ในขณะที่เดินเลียบมาตามแนวถนนเพื่อส่งแจจุง
“จำได้สิ มีอะไรงั้นเหรอครับ?”
“ตอนคุณได้ยินชื่อผม คุณบอกว่าผมชื่อเหมือนใครสักคน... บอกผมหน่อยได้มั้ยว่าใคร?”
ความเงียบเคลื่อนเข้ามาอีกครั้ง อึดอัด และหนักอึ้ง แจจุงแค่นยิ้มจาง มองยุนโฮด้วยแววตาที่คุ้นเคย “ก็แค่เรื่องบังเอิญ คุณจะอยากรู้ไปทำไม”
“ผมแค่อยากรู้ และคิดว่าผมสมควรจะรู้... แจจุง... เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า? อาจจะตอนที่เรายังเด็กมากๆ หรืออะไรเทือกนั้น”
“ไม่เคย... ชั้นแน่ใจ”
กระทั่งคนทั้งคู่หยุดฝีเท้าลงตรงสัญญาณคนเดินข้ามถนน ยุนโฮคว้าข้อมือของแจจุงมากุมเอาไว้อีกครั้ง สัมผัสอบอุ่นซ่านลึกลงไปถึงข้างใน แจจุงส่งยิ้มให้คนรักอย่างเคยชิน
“ผมส่งแค่นี้นะ” ยุนโฮพูด อากาศกลางคืนที่เหน็บหนาวทำให้มีควันขาวๆ พวยพุ่งออกจากริมฝีปากของเขา
“อื้ม ขอบคุณครับ” แจจุงตอบรับ ก่อนจะก้าวเท้าลงถนน แต่ก่อนจะได้เดินไปไหน เขากลับนึกอะไรขึ้นได้ก่อน ร่างบางหันกลับมาสบตาคนตัวโต มองยุนโฮด้วยแววตาที่มีความหมาย “ยุนโฮ ชั้นไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ชั้นเองอยากถามคุณ แต่ก็รู้ว่าคุณคงให้คำตอบชั้นไม่ได้”
“.............”
“ชั้นรู้ว่าเรารักกัน คุณรักชั้น แล้วชั้นก็รักคุณ... ซึ่งอย่าถามว่าทำไม ชั้นไม่รู้หรอก... แต่ในความรู้สึกชั้น...... เหมือนชั้นถูกสั่งให้รักคุณ”
ยุนโฮยิ้มรับเมื่อได้ฟัง เขาบีบมือบางๆนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะคลายมือออก “ลาก่อน แจจุง”
“ลาก่อน ยุนโฮ”
ทันใดนั้น... สัญญาณไฟรูปคนข้ามถนนเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง เสียงเครื่องยนต์ที่เร่งมาด้วยความเร่งสูงจู่ๆก็ดังแล่นเข้ามากระทบแก้วหู
“แจจุง!!!”
ไฟหน้ารถสว่างจ้าเสียดแทงเข้าในตา ราวกับแสงสะท้อนของดวงจันทร์บนคมดาบยาวที่ถูกริดออกจากฝัก
ไม่... เขาลืมบอกไปว่าเขารักแจจุง...
และเขาลืมบอกด้วยว่า... เขาจะตามรักแจจุงแบบนี้ตลอดไป...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม...
โคร้มมมมมมมมมมมม!
ลม...ไหววูบผ่านกายเพียงครั้งเดียว แจจุงรู้สึกว่าร่างของเขากระเด็นไปไกลจากที่ที่เคยยืนอยู่ และไหล่ของเขากระทืบพื้นถนนอย่างแรง
และทันทีที่ลืมตาขึ้น มองเห็นสภาพความเป็นไป… กลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งกระทบปลายจมูก ความแสบซ่านที่ผิวกายยังไม่ลึกและเจ็บร้าวเท่าหัวใจยามเมื่อเห็นร่างอันคุ้นตานอนแน่นิ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน
“ย..ยุนโฮ...ยุนโฮ!!!!”
เพราะฟ้า...กำหนดให้คนสองคน...
พบกัน...
รักกัน...
และพรากจากกัน...
ทุกชาติไป...
--- FIN ---

. . . ...... .
เช้าใจคำว่ารักกันทุกชาติ และคำว่าพรากจากกันทุกครั้ง แต่มัน....... โฮก
ถ้าผู้เขียนปราณีเขียนให้แจจุงถูกรถถอยมาทับตายเพิ่มอีกซีน คาดว่าป้าแก่จะมีความสุข
และถูกเติมเต็ม (คิดอะไรของมัน)
ไม่รู้!! มันรักกัน มันล่องลอยด้วยกระแสรักอันไหลบ่า
จนป้าแก่รู้สึกพองฟูด้วยความรัก และน้ำตา
ชอบ แต่เจ็บแค้นฝังหุ่น
ควรได้รับการบำบัด.... ด้วยฟิคอีกซัก เรื่อง 55555
มามะๆ
5555 ล้อเล่นนะน้อง แล้วแต่ผู้เขียนปราณี ตอนนี้นอนตายตาหลับแล้ว
ยุนแจมหากาฬ~~~~ ยิ้มด้วยน้ำตานองหน้า
#1 By Bony Chaos on 2007-05-03 00:38