Lovefurypassionenergy (5)
posted on 11 Sep 2006 17:39 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
5.
กล่องกระดาษสีน้ำตาลใบโตที่ถูกมือเล็กลากออกมาจากใต้เตียงนั้น นำพาเอาพายุฝุ่นขนาดย่อมตามมาด้วย อณูขนาดเล็กลอยฟุ้งคละคลุ้งไปทั่วบริเวณห้องนอนคับแคบ จนทำเอาร่างเล็กในชุดเสื้อยืดสีขาวพอดีตัว กับกางเกงขาสั้นสีเขียวหม่นจามชุดใหญ่จนน้ำหูน้ำตาไหล พลางโบกมือปัดไปปัดมาหวังให้ช่วยบรรเทา กระทั่งม่านหมอกฝุ่นหนาจางลง จึงถอนหายใจออกมายาวเหยียดรอรับอากาศบริสุทธิ์
แสงแดดยามเย็นส่องสว่างรำไรลอดผื่นผ้าม่านที่ถูกเปิดเอาไว้เพียงกึ่งหนึ่ง ท้องฟ้าสีแดงฉาน ดวงอาทิตย์สีส้มจัดฉายอยู่เบื้องบนท้องฟ้าอันเปิดกว้างรับฤดูร้อน จุนซูใช้เวลาว่างในวันที่ผับประจำปิดกิจการเฉพาะกิจด้วยเหตุสุดวิสัย หมดไปกับการนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้นปาร์เกต์สีน้ำตาลแดงในห้องเช่า แล้วรื้อค้นข้าวของที่เคยสุมกันอยู่จนรกออกมาจัดให้เข้าที่เข้าทางเสียใหม่
ไม่อยากเชื่อว่าตนเองและพี่ชายจะทนซุกหัวนอนอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาและข้าวของรกรุงรังนี้ได้โดยที่ปอดยังไม่พังไปเสีย แจจุงไม่ค่อยมีเวลาว่าง นอกเหนือจากทำงานพิเศษแล้วรายนั้นยังต้องวิ่งเต้นเรื่องค่ากินค่าอยู่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน รวมถึงค่าเทอมของน้องชายอีกไม่ได้พัก เมื่อก่อนนั้นจุนซูเองก็ทำงานพิเศษช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายในบ้านเช่นกัน แต่ระยะหลังมานี้เป็นเพราะแจจุงขอร้องให้เขาอยู่บ้านเฉยๆ เตรียมตัวรอให้หมดช่วงทัณฑ์บนแล้วจึงค่อยกลับไปทำหน้าที่เรียนให้ดีที่สุดก็พอ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย แจจุงจะจัดการให้เองทั้งหมด
พี่ชายทำให้ถึงขนาดนี้ สิ่งที่คนเป็นน้องอย่างเขาพอจะตอบแทนได้ก็คงเป็นการทำความสะอาดรังหนูนี่ให้กลับมาเป็นที่พักได้อย่างเดิม เท่านี้ก็คงจะทำให้แจจุงที่กลับบ้านมาอย่างเหน็ดเหนื่อยแทบทุกวันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้ไม่มากก็น้อย
เปิดกล่องกระดาษใบนั้นออกมา ก่อนจะโยนผ้าเก่าๆที่มีสภาพไม่ต่างอะไรกับผ้าขี้ริ้วจากกล่องนั้นลงไปในถังขยะ จุนซูหยีตากลั้นหายใจ พยายามคัดข้าวของไร้ค่าทิ้งไป และเลือกบางอย่างที่พอจะขายเป็นของเก่าได้ใส่ลงในตะกร้าอีกใบหนึ่ง...กระทั่งมือของเขาจะตะครุบเข้ากับม้วนวีดีโอเทปเล็กๆสีดำม้วนหนึ่งซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ที่ก้นกล่อง จุนซูขมวดคิ้ว
หยิบมันขึ้นมาพิจารณา และเมื่อพลิกไปอีกด้าน สายตาก็จับได้กับเส้นหนาๆของหมึกเคมีสีน้ำเงินลากประดิษฐ์ขึ้นด้วยลายมืออันคุ้นตา
‘My Everything’
วันที่ระบุไว้เมื่อสามปีก่อน...
จุนซูระลึกได้ทันทีว่าเทปนี้คืออะไร
น่ายินดีที่ภายในห้องเช่าคับแคบเก่าครำคร่านี้ มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พอรองรับความต้องการ เขาเสียบสายอุปกรณ์ต่างๆเข้าไปในช่องอินพุตต์ของโทรทัศน์จนครบทั้งสองช่อง ก่อนจะกระชับกล้องโฮมวีดีโอในมือจนมั่นเหมาะ แล้วกดปลายนิ้วลงบนปุ่มรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ อย่างระมัดระวัง ทั้งภาพและเสียงจึงปรากฏขึ้นบนหน้าจอที่เคยเป็นสีน้ำเงิน ติดๆขัดๆในทีแรกเพราะฝุ่นและราที่จับกันเขลอะจนหัวเทปสกปรก ก่อนจะเริ่มค่อยๆอยู่ตัว จนกระทั่งเจนจัดชัดแจ้งต่อทั้งสายตาและความทรงจำ
มุมกล้องค่อยๆเลื่อนเข้าไปใกล้จนขยายภาพชายหนุ่มร่างสูงในชุด
เสื้อกล้ามผ้ายืดสีดำกับกางเกงยีนส์ขายาวสีซีด นั่งอุ้มกีต้าร์โปร่งสีน้ำตาลเข้มไว้ในอ้อมแขนอย่างทะมัดทะแมง เส้นผมที่ถูกตัดจนสั้นพอดีของเขาพลิ้วไปตาม
สายลมโชยเอื่อย พัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ห้องนั่งเล่นซึ่งถูกตกแต่งอย่างเรียบๆ แต่ปรอดโปร่งด้วยสีสันสะอาดตา เสริมให้ภายในสถานที่แห่งนี้ดูมีราคามากยิ่งขึ้น ทิวทัศน์ด้านนอกสว่างสดใส ตึกรามสูงเสียดฟ้าเรียงรายกันกระจัดกระจายไปทั่วเมื่อมองจากที่สูง พื้นระเบียงนอกหน้าต่างกรุกระจกเลื่อนบานใหญ่ถูกประดับตกแต่งไว้ด้วยสวนสวยๆที่แม้จะใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย แต่กลับสร้างความสดชื่นผ่อนคลายได้อย่างประหลาด
กล้องไหวเล็กน้อยเป็นจังหวะเมื่อผู้ถือกล้องเดินไปนั่งลงที่โซฟาสีขาวตัวใหญ่ โดยหน้ากล้องยังคงไม่ได้ละไปจากชายหนุ่มคนนั้น ใบหน้าเรียวขาวเงยขึ้นมอง หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะสำลักหัวเราะขันแผ่วเบา ริมฝีปากบางได้รูปเผยอพูดตัดรอน แล้วจึงก้มหน้าลงหมกมุ่นอยู่กับกีต้าร์ของตนต่อไป
“ถ่ายอะไร...ไม่เล่นน่า...”
เสียงหัวเราะใสๆของผู้ถือกล้องดังแทรกขึ้นมา ก่อนจะซูมจี้เข้าไปที่ใบหน้าของนายแบบจำเป็น ไล่ตั้งแต่ริมฝีปากที่อ้าออกเพียงเล็กน้อย ส่งปลายลิ้นแล่บเลียริมฝีปากสีโอรสของตัวเองช้าๆ แล้วปิดเม้มลงจนสนิท เรื่อยไปถึงปลายจมูกโด่ง ผิวแก้มเนียนผ่องออกขาวเหลือง ขึ้นไปยังดวงตาเรียวซึ่งหลุบลงต่ำ แพรขนตาทิ้งตัวทื่อๆแบบแมนๆ อำพรางนัยน์ตาเจือน้ำหล่อเลี้ยงวาววับสีน้ำตาลคู่สวยเอาไว้เบื้องใต้ จนสิ้นสุดลงที่เส้นผมแลดูนุ่มน่าสัมผัส ถูกหวีเปิดหน้าผากและจัดทรงให้ชี้ตั้งอย่างดูดี
และแน่นอน...เขามีผมสีส้มจัดเป็นเอกลักษณ์
“ชองฮวา ยิ้มหน่อยสิ” เสียงเล็กๆเอ่ยขึ้นอ้อนๆ เบื้องหลังเลนส์กล้อง
“ไม่” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง ทำท่าวางมาด แถมยังเม้มริมฝีปากให้แน่นสนิทกว่าเก่า เขาเหลือบขึ้นมองกล้องเพียงนิดหนึ่ง แล้วจึงก้มหน้ากลับไปใหม่ ทำทีเป็นไม่ใส่ใจ
“ชองฮวา...น่านะ...”
“ไม่” ยังคงยืนยันหนักแน่น ผิดแต่ใบหน้าที่เริ่มเจือรอยยิ้มบางๆอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อผู้ถือกล้องเอื้อมมือไปลูบเบาๆที่ต้นคอ เรื่อยลงมายังไหล่หนาและต้นแขนแข็งแรง
“อ๊า ยิ้มแล้ว” ผู้ถือกล้องหัวเราะคิกคัก
“ไม่ได้ยิ้มซักหน่อย” แต่เขาก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธหน้าด้านๆ ทั้งที่ในยามนี้ยิ้มกว้างจนแก้มปริ ฟันขาวเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบกัดปลายลิ้นตัวเองเบาๆ ดวงตาที่ปกติเรียวเล็กอยู่แล้วหยีตี่จนกลายเป็นขีดโค้งๆ รอยยิ้มสดใสจริงใจและเสียงหัวเราะเบาบางซึ่งกำลังดังแว่วอยู่ภายในห้องกว้างและเงียบเชียบเช่นนี้ เสริมให้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เคยเรียบเฉยแลดูน่ารักน่าหยิกขึ้นมาได้ขนัดตา
ภาพที่ปรากฏชัดสั่นอีกครั้งและครั้งนี้รุนแรงกว่าเก่า เมื่อผู้ถูกบันทึกภาพโดยไม่ได้เต็มใจยื่นมือมาผลักกล้องออกไป เสียงหัวเราะของคนสองคนยังคงดังประสาน ครู่หนึ่งภาพจึงกลับมาชัดนิ่งจดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของหนุ่มผมสีส้มตามเดิม
มุมกล้องซูมออกจนสามารถเห็นได้เกือบเต็มตัว เสียงเล็กพ้อ “สอนฉันเล่นบ้างสิ กีต้าร์น่ะ วันๆนึงนายกอดมันนานกว่ากอดฉันซะอีก” ไม่เห็นหรอกว่า
ผู้พูดในยามนี้มีสีหน้าเช่นไร แต่เขาคนนั้นคงน่ารักมากพอที่จะทำให้คนที่สามารถมองเห็นได้ยิ้มบางๆ ออกมา
มือหนาเอื้อมผ่านกล้องไปยังที่ใดที่หนึ่ง ภาพไหวอีกเล็กน้อย
“เอาสิ วันนี้จะสอน”
“จริงนะ!?”
“อืม”
สิ้นคำ ทัศนะจึงไหววูบจนน่าปวดหัว นานครู่ใหญ่ก่อนที่จะนิ่งชัดเจนอีกครั้ง ในยามนี้ แม้มุมกล้องจะไม่กว้างพอจนทำให้สามารถมองเห็นทุกอย่างได้จนหมด แต่ก็ไม่โคลงไปเคลงมาอีกเมื่อกล้องถูกจัดวางไว้บนพื้นผิวเรียบสม่ำเสมอ
สิ่งที่ปรากฏอยู่หน้ากล้องคือเด็กชายหน้าใส คิ้วเรียว ดวงตาเล็กแต่นัยน์ตากลมใส ทั้งไร้เดียงสาและอ่อนวัยนัก จมูกนิด ปากอีกหน่อยสีแดงสด จัดเรียงอยู่บนดวงหน้าขาวสะอาดจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาที่แสนน่ารัก ร่างกายเล็กมีผิวขาวละมุนและเรื่อสีชมพูอ่อนๆ หากได้กอดคงนุ่มนิ่มไปหมด เขาอุ้มกีต้าร์โปร่งตัวโตไว้ในมือด้วยท่าทีเก้ๆกังๆจนผู้สอนซึ่งนั่งซ้อนอยู่เบื้องหลังอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือลอดใต้แขนบาง แล้วจัดท่าให้มือหนึ่งจับปิ๊กกีต้าร์ และอีกมือกำคอร์ด เรียงนิ้วลงบนเส้นสายได้ในท่าที่ถูก
ใบหน้าหวานหันไปหาคนที่เกยปลายคางลงบนไหล่ของตนแล้วยิ้มให้ ฝ่ายคนตัวสูงไม่ได้ตอบอะไร มุ่งมั่นจับมือเล็กค่อยๆบรรเลงนำจนเกิดเสียง
ผืนอกกว้างอบอุ่นแนบทับแผ่นหลัง กระตุ้นให้หัวใจดวงน้อยๆเต้นถี่
“นิ้วสั้น จับคอร์ดไม่ถึง เสียงบอด” เสียงทุ้มกระซิบที่ริมหู พลางจับนิ้วเล็กๆที่ประดับไว้ด้วยเรียวเล็บสีชมพูธรรมชาติซึ่งถูกตัดแต่งไว้อย่างสวยงามเหล่านั้นให้ถ่างออกจนถึงเส้นคอร์ดที่ต้องการ
“บ้า” หนุ่มหน้าหวานตอกกลับแทบจะในทันที เขาทำแก้มป่องปากยื่น ทว่ารอยยิ้มและสีหน้าอันเจือไว้ด้วยความสุขล้นท้นยังคงไม่จางหายไป
“จุนซู หัดกีต้าร์น่ะเจ็บนิ้วรู้ไหม มือก็จะด้านด้วย แถมถ้ายังไม่เก่ง พลาดนิดพลาดหน่อยเล็บฉีกเชียวนะ นายจะอยากเล่นไปทำไม”
“ก็ฉันอยากให้นายกอดฉันทุกวันเหมือนที่กอดกีต้าร์บ้างนี่นา”
ห้ามไม่ได้เลยสักครั้ง น้ำตาเหล่านี้ จะมีวันหมดบ้างไหม
ห้ามหัวใจไม่ได้ ไม่เคยลืมเลือน ไม่เคยหยุดรักได้
เมื่อไหร่...ถึงจะหายเจ็บ
ทำไม...ทำไมถึงไม่รักกัน ทำไมถึงได้ทิ้งกัน
ทำไมถึงมีแค่ฉันที่รักนาย
“ทำไม...”
เสียงเล็กๆที่แสนคุ้นหูฟังดูติดขัดจนทำให้ยูชอนชะงัก เขาค่อยๆผลักบานประตูเก่าๆที่ถูกแง้มไว้เพียงน้อยนิดเข้าไปภายใน สอดส่ายสายตาหาต้นเสียงสะอื้นไห้ซึ่งยังไม่หยุดดังแว่วตามมาสายลมเงียบเชียบ
ไม่พบใคร...ห้องเช่าเก่าๆว่างเปล่าและอับแสง ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ความมืดเริ่มโรยตัว ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปควานหาหวังจะกดเปิดสวิตช์ไฟให้แสงสว่าง ทว่ากลับชะงักการกระทำของตนไว้เสียก่อนเมื่อสังเกตเห็นประตูห้องด้านในสุดปิดไม่สนิท แสงบางสีออกฟ้าที่ดูคล้ายแสงจากโทรทัศน์ฉายลอดพ้นจากช่องว่างแคบๆนั้น
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเสียงสะอื้นจึงค่อยแจ่มชัด เขาหรี่ดวงตามองภาพเบื้องหลังประตู พลันความรู้สึกเจ็บตื้อก็แล่นปราดเข้ามาบีบในหัวใจ ไหล่เล็กไหวเบาๆ ฝ่ามือขาวยกขึ้นทาบปิดใบหน้า รองหยาดน้ำตาที่กำลังหลั่งรินนั้นไม่ได้ทั้งหมด
เบื้องหลังบานประตูที่ถูกปิดตาย จุนซูขังตัวเองไว้กับอดีต ไว้ในโลกอีกใบที่ยูชอนรู้ดีว่าเขาไม่มีวันเอื้อมถึง
จุนซูรอคอยให้อดีตค่อยๆกัดกร่อนเขาให้พังทลายลงทีละนิด ต่อ
ลมหายใจแผ่วๆไปได้แต่ละวัน รอคอยจนกว่าหัวใจดวงนี้จะแตกดับ
ประตูบานนี้ที่จุนซูไม่เคยเปิดออกมา...ไม่เคยลืมตาดูว่ามีใครรอคอยอยู่
ประตูบานนี้ที่จุนซูเป็นคนลงกลอนมันเองกับมืออย่างโหดร้าย ไม่ให้ตัวเองออกมา รอคอยวันตาย โดยที่หารู้ไม่ว่าแม่กุญแจแน่นหนาของเขายังขังอีกคนเอาไว้ ณ อีกด้านหนึ่ง
อีกคนที่รอคอยอย่างอดทน...รอให้หัวใจที่มันเต็มแน่นไปด้วยความรักที่จุนซูไม่เคยรับไว้นี้แตกดับไปพร้อมกัน
ปาร์คยูชอน คนนี้ ไม่มีจุนซูได้ แต่ไม่รักไม่ได้
เมื่อไหร่จะรับรู้ เมื่อไหร่จะยอมเปิดประตูออกมารับรู้ความรู้สึกนี้เสียที
“จุนซู” ยูชอนเอ่ย แม้รู้สึกระคายภายในลำคออันแห้งผากโดยสมบูรณ์ เสียงของเขาแหบพร่า ทั้งยังแผ่วเบาราวเสียงกระซิบของสายลม แต่เมื่อเทียบกับความเงียบงันว้าเหว่ในบริเวณห้องแคบๆนี้ ก็พอจะทำให้จุนซูสะดุ้งจนสุดตัวได้ทันทีที่ได้ยิน
ร่างเล็กลุกลี้ลุกลนใช้หลังมือขจัดคราบน้ำตาบนใบหน้า พลางกัด
ริมฝีปากอดกลั้นเสียงสะอื้น ก่อนจะรีบหันไปแสร้งยิ้ม พยายามซ่อนความอ่อนแอไม่ให้อีกฝ่ายเห็น
“หวัดดี ยูชอน” จุนซูทัก
ความในใจของจุนซู ยิ่งพยายามซ่อนเร้นมันไว้เท่าไหร่ กลับยิ่งทำให้เห็นชัดเจนขึ้นเท่านั้น ใจจริงยูชอนอยากรู้ อยากถาม ไม่ว่าต้นเหตุของความทุกข์ที่จุนซูเก็บงำเอาไว้นั้นคืออะไร เขาก็ยินดีจะช่วยแบ่งเบา หากเขารู้ดีว่าตัวเองทำได้แค่ไหน ใบหน้าหล่อเหลาแค่นยิ้มเศร้า
“ยังไม่อาบน้ำแต่งตัวอีกเหรอ”
“หืม...แต่งตัวไปไหน”
“ก็คอนเสิร์ตดิโอเมเดสวันนี้ไง”
ทันทีที่ยูชอนแถลง จุนซูก็อ้าปากหวอพลันร้องอ๋ออย่างเข้าใจ นึกขึ้นมาได้ทันทีว่าเหตุผลที่ทำให้วันนี้เขามีเวลาว่างมานั่งจัดห้องรกๆ เก็บข้าวของจนเข้าที่เข้าทางได้ รวมถึงผับกระจอกทั่วระแวกนี้จำต้องปิดทำการเกือบหมด ทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นเพราะอานิสงข์จากคอนเสิร์ตครบรอบสี่ปีก่อตั้งวงของวงร็อคใต้ดิน
รุ่นพี่วงนี้ทั้งนั้น
“ไม่อยากไปก็ไปหน่อยนะจุนซู” ราวกับรับรู้ความคิดของจุนซู ยูชอนพูดต่อโดยไม่รอให้คู่สนทนาได้แย้ง “แจจุงขอร้องมา”
ชางมินพรูลมหายใจออกมาอย่างระอาจิต รอบกายของเขาทั้งซ้ายขวา ไม่ว่าจะเหลือบสายตาไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่คราคร่ำไปด้วยฝูงมนุษย์ดำมืด บ้างก็ปุถุชนคนเดินถนนธรรมดา บ้างต่างแต่งองค์ทรงเครื่องกันตาม
ประสาขาร็อค สีสันเสื้อผ้าทะมึนเป็นปกติ แต่สีหัวนี่สิที่ฉูดฉาด วัตถุแม่สีมากมายเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้าเป็นระรอกชวนให้เส้นเลือดในขมับเต้นตุบ เด็กหนุ่มร่างสูงอดส่ายหน้าเบาๆอย่างเสียไม่ได้ เมื่อแจจุงเอื้อมมือมารั้งแขนเขาไว้ ก่อนจะจำต้องไหลกายไปตามแรงกึ่งจูงกึ่งลากเดินฝ่ากระแสฝูงชนไปในที่สุด
“เร็วสิชางมิน เดี๋ยวก็เข้างานไม่ได้กันพอดี” เมื่อสังเกตเห็นว่าสปีด
การเดินของมือกลองประจำวงเริ่มแผ่ว แถมสีหน้ายังออกไปทางเอ๋อๆ แจจุงจึงตะโกนเทศนาแข่งกับเสียงพูดคุยระเบ็งเซ็งแซ่ เสียงหวานๆแหวดลั่นอย่างไม่สนใจสายตาใคร ทั้งยังรัวเร็วลิ้นแทบพันชนิดที่ไม่ปล่อยจังหวะให้อีกฝ่ายได้อ้าปากเถียง “นี่ถ้าเข้างานไม่ได้นะ ฉันจะตีแกให้ตายคามือเลยคอยดูสิ”
ถลึงตาใส่อีกซักหนจนชางมินแทบหงายเงิบ ใบหน้าหวานสวยของ
พี่ใหญ่ประจำวงในยามนี้ฉายแววจอมปีศาจมารสมชื่อนักร้องนำอีวิล-โอเวอร์ลอร์ด ชางมินมองแล้วยิ่งชวนให้ปลงตก
รูปลักษณ์สังขารเป็นเพียงของนอกกาย
ตายไปก็เน่าเปื่อยสินะครับ พี่แจจุง
“อ้าว พี่แจจุง! เรื่องอะไรมาโทษผมล่ะครับ ผมมีหน้าที่ต้องเรียน เป็นความหวังของครอบครัวนะ ไม่มีเวลาว่างพอจะมาวิ่งโพยรับตั๋วผีให้พี่หรอก”
ชางมินเขยื้อนปากพูดเนือยๆ ท้ายเสียงเชิดสูงอย่างไม่ค่อยพอใจการถูกกล่าวโทษเช่นนี้นัก แววตาเชื่อมๆกับดวงตาหรี่ๆปรือๆ บ่งบอกดีกรีความเมามันในอารมณ์ของเขาได้ดีเกินคาด “พี่จุนซูก็ว่าง พี่ยูชอนก็ว่าง ทำไมต้องเป็นผมด้วยที่ต้องมารับบัตร”
“จุนซูถึงจะว่างแต่ฉันไม่อยากให้มา ส่วนยูชอนก็ต้องไปคอยรับจุนซู เหลืออยู่คนเดียวที่ว่างงานก็คือนาย เหตุผลพอไหมล่ะหืม?”
“แล้วพี่แจจุงล่ะครับ ทำไมไม่มารับ ยูโนของพี่คงดีใจที่พี่มาด้วยตัวเอง” ตอกกลับทันทีด้วยรู้จุดอ่อนของคู่ชก ก่อนจะยักคิ้วกวนอวัยวะส่วนล่างให้ได้คันยิบๆ พร้อมๆกับที่ชางมินสะบัดแขนหลุดพ้นจากการเกาะกุมและสามารถ
เอี้ยวตัวหลบฝ่ามือมฤตยูที่แจจุงวาดมาเต็มเหนี่ยวได้หวุดหวิด
“ฉันมัวแต่วิ่งวุ่นเรื่องแขกรับเชิญให้ทางนี้อยู่โว้ย ที่สำคัญ...ไอ้บ้ายูโนก็ไม่ใช่ของฉันด้วย” แจจุงกัดกรามกรอด พยายามหรี่น้ำเสียงให้อ่อนลงเมื่อทั้งเขาและน้องชายตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าผู้ชมซึ่งเริ่มทยอยกันเข้ามาในงานจนพื้นที่ที่เคยโล่งแน่นขนัดแล้ว
“โอ้ มีแต่ยองอุงสินะ ที่เป็นของยูโนหมดทั้งร่างกายและหัวใจ” ว่าปุ๊บก็กระโดดหลบวิถีหมัดของแจจุงได้อีกทันทีอย่างเหนือชั้น ก่อนที่เด็กหนุ่มจะระเบิดหัวเราะสะอกสะใจ
“ถ้าไม่ติดที่ฉันรีบ ศพนายไม่สวยแน่ชางมิน”
“ไม่เป็นไรหรอกพี่แจจุง แค่มองสภาพพี่ตอนนี้ก็ทำผมปลงไปได้หลายขุมแล้วล่ะ”
เหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลขนาดยักษ์ที่ถูกจัดไว้เหนือระแนงเวที
มันกำลังนับถอยหลังรอคอยเวลาเริ่มต้น แจจุงพะว้าหน้าพะวงหลัง อยากจัดการปิดบัญชีไอ้น้องเลวนี่เต็มแก่ หากแต่เวลาไม่เคยคอยท่า แจจุงยกมือขึ้นชี้หน้าทะเล้นๆตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง “ไอ้เด็กปีศาจเอ้ย! ฝากไว้ก่อนเหอะ”
ชางมินมองตามแจจุงที่เพิ่งสะบัดหน้าวิ่งหายไปขำๆ ก่อนที่เขาจะ
ละสายตา สอดส่ายสำรวจโดยรอบบริเวณสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของเมืองซึ่งในยามนี้ดูเล็กจิ๋วและคับแคบขึ้นมาได้ขนัดด้วยฝูงชนคับคั่ง เวทีที่ประดับด้วยแสงสีครบวงจรตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แม้ไกลลิบตาแต่กะเกณฑ์ดูแล้วก็มั่นใจว่ายิ่งใหญ่ไม่หยอก พื้นที่หน้าเวทีเต็มเอียดแน่นอนแล้ว เพราะเด็กหนุ่มเฝ้าสังเกตทุกครั้งที่เดินทางผ่านสถานที่แห่งนี้ แฟนเพลงทั้งในและนอกประเทศต่างลงทุนมาปูเสื่อกางเต็นท์นอนรอก่อนหน้าการแสดงจริงร่วมอาทิตย์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถจองที่ซึ่งดีที่สุด และสามารถมองเห็นหน้าค่าตานักร้องขวัญใจได้ชัดเจน
ชื่อเสียงอันเลื่องลือของดิโอเมเดสนั้นคนในแวดวงเพลงใต้ดินต่างยอมรับดี บ่อยครั้งที่ทั้งห้าคนถูกเชิญตัวไปแสดงถึงต่างประเทศ บางครั้งก็ถูกรายการโทรทัศน์เชิญไปปรากฏตัว ความสำเร็จเช่นนี้นี่ล่ะที่ชางมิน รวมถึงนักร้องเพลงใต้ดินทุกคนใฝ่ฝัน เด็กหนุ่มไม่เคยสัมผัสมันด้วยตา จนกระทั่งวันนี้...
ภาพตรงหน้าทำให้แรงฮึดในกายพลุ่งพล่านขึ้นมาได้อีกครั้ง เด็กหนุ่มถูฝ่ามือชุ่มเหงื่อทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ริมฝีปากบางเผยอยิ้มน้อยๆ ชะเง้อมองไม่นานก็เห็นแผ่นหลังของแจจุงไหวอยู่กรายๆจึงตัดสินใจวิ่งตามไปในที่สุด พร้อมกับจังหวะการเต้นของใจที่มันร่ำร้องอยากจะร็อคเสียเต็มประดาแล้ว!
กระดาษทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวๆ หน้าตาคล้ายตั๋ววางลงบนฝ่ามือขาว เปลือกตาสีมุกกระพริบปริบ พลางเพ่งนัยน์ตาสีดำสนิทนั่นมองวัตถุเปล่าเปลือยในมือ ก่อนที่กระดาษแผ่นใหญ่กว่านิดหน่อย แต่มีหน้าตาไม่ได้น่าโสภาไปกว่ากันเท่าไหร่จะถูกยัดเยียดตามมาให้ แจจุงเงยหน้าขึ้นสบสีหน้าเคร่งขรึมผิดวิสัยของร่างสูงตรงหน้าอย่างฉงนสนเท่ห์ใจ
ผู้ชายคนตรงหน้าที่ทำเอาใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นตึกตักไม่เป็นส่ำตั้งแต่แรกที่ได้เห็นในวันนี้
“แผ่นเล็กคือบัตรเข้างาน ส่วนแผ่นใหญ่นี่บัตรวีไอพี” ยุนโฮแจ้งเสียงแข็ง ดวงตาเรียวรีนั่นแทบไม่มองหน้าแจจุงด้วยซ้ำ “ไปสิ งานจะเริ่มแล้วนะ”
แจจุงพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบรับ หากสมองไม่ได้รับรู้ไปด้วย เขาเพ่งพิจารณาพลางพยายามตีความจากท่าทีเย็นชาของคนที่ปกติแล้วมักจะหูตั้งหางโผล่กับเขาเสมอ แม้จะไม่ค่อยชอบหน้ายุนโฮเท่าไหร่ หากแต่เขาก็ไม่ได้ไร้หัวใจถึงขั้นจะไม่ใยดีเลยหากต้องทำให้ยุนโฮลำบาก
“นายโกรธฉันสินะ” แจจุงเปรยเสียงเบาหวิว ถ้อยทีแข็งกระด้างที่มักมีให้กลับดูอ่อนลงไปจนยุนโฮเองยังแปลกใจ ทว่าชายหนุ่มยังคงมาด ไม่อยากจะเสียฟอร์มต่อหน้าคนที่ในยามนี้อยู่ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งของเขา
“เปล่า” ปฏิเสธเสียงแข็ง เขามองหน้าแจจุงแค่แวบเดียวก็หันกลับไปใส่ใจกับการเตรียมขึ้นเวทีต่อ
“งั้นนายงอนฉันใช่ไหม”
“ไม่มีเหตุผลที่ฉันต้องงอนนายนี่”
ยุนโฮเหล่แค่เพียงหางตา กระชากเสียงถอนใจแล้วยิ้มหยัน แต่อีกฝ่ายคงไม่รู้ว่ายุนโฮต้องพยายามกักกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้มากเพียงใด ผู้ชายตัวบางๆที่เอาแต่ยืนก้มหัวบิดมือตัวเองอยู่ตรงหน้าผิดจากยองอุง-แจจุงที่สุดแสนจะเซ็กซี่ราวหน้ามือกับหลังเท้า เสื้อผ้าสบายๆเหมาะกับเขาเป็นที่สุด
ริมฝีปากสีแดงจัดที่วันนี้ถูกฉาบไว้เพียงกลอสบางๆเพิ่มความชุ่มชื่นน่าลิ้มลองมากกว่าเนื้อลิปสติกสีเป็นไหนๆ แก้มขาวนวลขึ้นสีแดงระเรื่อ รวมถึงแววตาที่ฉายแววความลังเลใจเช่นนี้ ยุนโฮอยากจะโผเข้าไปกอดแล้วกล่าวขอโทษแจจุงแทนเสียเลยด้วยซ้ำ ผิดแต่แจจุงน่ารักยิ่งน่าแกล้ง ยุนโฮจึงขอแกล้งต่อให้
สาสมใจอีกสักหน่อย
ก็แจจุงที่เป็นธรรมชาติเช่นนี้ต่างหากเล่าที่เขาอยากสัมผัส...
“ฉันทำให้พวกนายลำบาก” เสียงหวานอ้อมแอ้มอยู่ในลำคอ
ความมั่นใจที่เคยมีในวันนี้กลับหายลับไปจนสิ้น เขาไม่ชอบถูกมองเป็นตัวปัญหา ยิ่งต้องมาเห็นคนอื่นรีบร้อนวุ่นวายกันก่อนขึ้นเวทีจริงไม่กี่นาทีเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำความผิดในใจ เขารู้ดีว่าค่ำคืนนี้คงเป็นคืนที่สำคัญและยิ่งใหญ่มากสำหรับสมาชิกดิโอเมเดสทุกคน
เขารู้...เขาเข้าใจเป็นอย่างดี...
เพราะตัวเขาเองก็ฝันที่จะมีวันนี้บ้างเหมือนกัน
“ก็รู้ตัวนี่หน่า แล้วทำไมถึงทำล่ะ?”
“ยุนโฮ” แจจุงคราง เสียงเริ่มสั่นเครือ “ขอโทษได้ไหม”
“แล้วใครปิดปากนายไว้กันล่ะ?” ถามย้อนพอกวนประสาท ยุนโฮปั้นหน้ายักษ์ ขลุกอยู่กับการปรับสายสะพายกีต้าร์ มือไม้พันกันเป็นระวิง เมื่อสต๊าฟตะโกนเร่งให้รีบขึ้นไปเตรีมตัว
ทันใดนั้นแสงสปอร์ตไลท์บนเวทีที่เคยสว่างก็ดับลง แจจุงยืนตัวแข็งทื่อ ริมฝีปากไม่ขยับเพราะสายตาคมกริบที่มองมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนยุนโฮจะวิ่งไปเตรียมพร้อมที่ทางขึ้นเวทีพร้อมเพื่อนๆอีกสี่คน
“ย..ยุนโฮ......”
เจ้าของชื่อหันมาเพียงเสี้ยวหน้า แววขุ่นเคืองฉายชัดไม่เลือนหาย เขาเม้มริมฝีปากแน่น ทั่วทั้งบริเวณอื้ออึงไปด้วยเสียงฮือฮาของเหล่าบรรดา
แฟนเพลงที่กู่ร้องเรียกและเริ่มต้นที่จะนับถอยหลังแล้ว
สิบ
พูดไปสิแจจุง ขอโทษเขาไป นายทำให้เขาลำบากกันไปทั่ว
เก้า
ขอโทษหรือ ขอโทษทำไม ที่แล้วมาก็ไม่เคยญาติดีกันสักเท่าไหร่นี่ ทำไมต้องง้อด้วย
แปด
ขอโทษเถอะ แค่นี้มันไม่ทำให้ศักดิ์ศรีนายลดลงสักเท่าไหร่หรอกน่า เห็นหรือเปล่า เขาโกรธนายจะแย่ แค่หน้าก็ยังไม่อยากจะมองเลย
เจ็ด
ก็ช่างสิ ไม่อยากมองก็ไม่ต้องมอง ทำไมต้องง้อด้วย
หก
แต่เขาดีกับนายนะแจจุง
ห้า
ทำไปเพราะหวังผลทั้งนั้นแหละ เห็นไหมล่ะ พอหมดประโยชน์แล้วก็ทำเมินไม่มองหน้า อยากจะชกให้คว่ำซักหมัดนัก
สี่
คิมแจจุง! นายมันใจแคบ
สาม
โธ่...
สอง
“ฉันไม่ได้โกรธนายเรื่องที่ไม่ยอมมาเป็นแขกรับเชิญให้หรอกนะ” เสียงของยุนโฮที่ตะโกนลงมาฉุดแจจุงขึ้นกับสงครามความคิดระหว่างด้านมืดกับด้านสว่างในจิตใจ ร่างบางเงยหน้าขึ้นสบสายตาวาววับที่ยามนี้กลับเจือแววความน้อยอกน้อยใจไว้เสียมากกว่าความเคืองแค้น
หนึ่ง
“ฉันนัดให้นายมารับบัตร ฉันรอนายตั้งนาน แต่นายเพิ่งมารับเอาตอนนี้ เคืองโว้ย!”
ศูนย์
“ไอ้ยุนโฮ! ไอ้บ้า!” แจจุงหวีดคำรามสุดเสียงไล่ท้ายคนที่เพิ่งวิ่งหายขึ้นไปบนเวทีอย่างรวดเร็ว แม้จะเพิ่งรู้ตัวว่าถูกแกล้ง หากแต่เขาไม่สามารถกลั้นรอยยิ้มไว้ได้ ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบแย้มยิ้มบางๆ กระชับตั๋วผ่านทางแปดใบในมือเอาไว้แน่น พลางมองพิจารณากระดาษเปล่าๆเหล่านั้น กระทั่งหลุดเสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอออกมาในที่สุด
‘ความฝันน่ะ ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆหรอกนะแจจุง’
อยากจะตบปากตัวเองสักร้อยครั้งที่ไม่ยอมพูดคำว่าขอโทษออกไป แจจุงเตรียมการไว้แล้วเชียวว่าหากวันนี้ยุนโฮยังไม่ยอมยิ้มให้เขา คงต้องแกล้งบีบน้ำตาให้อีกฝ่ายสงสารสักหน่อยจะได้หมดเรื่องค้างคา หากแต่กลับพลาดท่าถูกแกล้งกลับเสียได้ นึกแล้วเจ็บใจจริงๆ
‘ฉันรู้ว่านายอาจจะลืมคำพูดฉันหลังจากสร่างเมา แต่อย่าเพิ่งท้อนะ นายยังมีน้องๆ ในวง มีแฟนเพลง ที่สำคัญ...นายมีฝัน’
ก็ได้...ฉันไม่เกลียดนายก็ได้...
แต่ฉันหมันไส้นายเป็นบ้าเลยว่ะ ยูโน-ยุนโฮ
อีตาบ้า !
ยูชอนกระชับมือเล็กๆที่ในยามนี้เย็นเฉียบเพราะลมกลางคืนที่พัดผ่าน พยายามเร่งฝีเท้าพาจุนซูเดินตามหลังแจจุงกับชางมินที่ก้าวเท้าเร็วจนเกินคาดแทรกเข้าไปท่ามกลางกลุ่มคนบ้าคลั่ง แสงไฟกระพริบแปลบปลาบฉายไม่เป็นจังหวะ เลเซอร์วาดเส้นสายลากไล้เป็นตัวอักษร ‘ดิโอเมเดส’ บนท้องฟ้าที่เปิดกว้างและมืดสนิทไร้แสงจันทร์ ย้ำถึงช่วงเวลาการปรากฏตัวของห้าคนที่อีกกว่าพันต่างรอคอยอันกระชั้นเข้ามาทุกชั่วขณะจิต
กระทั่งโผตัวไปชนกับแผ่นหลังของชางมินที่จู่ๆก็หยุดเคลื่อนไหว ยูชอนถึงได้ชะงักฝีเท้า โสตประสาทสัมผัสได้ถึงเสียงดนตรีเบาๆแว่วมาในสายลม
พักใหญ่...ก่อนจะเงียบกริบ
เงียบ...ทั้งเสียงกู่ร้องของบรรดาแฟนเพลงที่เคยดังระงมก็กลับนิ่งสงัดไปพร้อมกัน ราวกับถูกสะกดไว้ด้วยพลังบางอย่าง ยูชอนโอบแขนเข้ากับหัวไหล่มนซึ่งงุ้มงอลงด้วยความหนาวของจุนซูไว้ แล้วโอบร่างน้อยๆนั่นเข้ามากอด
ห่มเนื้อหนังอันกำลังสั่นไหวไว้ด้วยผิวกายของเขา
ดวงตาเรียวเล็กเบิกขึ้นเล็กน้อย จ้องนิ่งไปด้านหน้าไม่วอกแวก แก้มใสเรื่อสีชมพูฉ่ำชัด กลีบปากแยกออกอ้าโดยไม่รู้ตัว ท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ เรียกให้ยูชอนอมยิ้มขำๆ ก่อนจะกดจูบลงบนกลุ่มผมหอมละมุนสีทองสว่างนั่น แล้วรั้งจุนซูเข้ามาให้แนบชิดในอ้อมกอดของเขายิ่งกว่าเดิม
“เริ่มแล้ว” จุนซูกระซิบ
และเพียงสิ้นคำ แสงสีขาวสว่างวาบจนต้องหรี่ตาลง เสียงดนตรีอันหนักแน่นและรุนแรงเป็นเอกลักษณ์จึงกระหน่ำบรรเลง คลื่นฝูงชนไหวระรอก โหมแรงดั่งพายุที่กำลังหิวกระหายการทำลายล้าง
นี่สินะ วันพิพากษาของพระเจ้า
ผู้สร้าง...และผู้ทำลาย...
ดิโอเมเดส
เสียงกรีดร้องระงมของบรรดาแฟนเพลงสาวๆ จึงได้แผดขึ้นอีกครั้งเมื่อแสงสปอร์ตไลท์ฉายชัดไปที่สมาชิกทั้งห้า แสบร้าวไปถึงประสาทหูชั้นในสุดจนจุนซูต้องยกมือขึ้นปิดป้อง ไม่แปลกใจที่ทั้งหมดปรากฏตัวด้วยชุดสีขาวทั้งชุดเพราะธีมของงานทุกอย่างล้วนเป็นสีขาว ผิดจากขนนกซึ่งทราบกันดีว่าเป็นคล้ายสัญลักษณ์แทนตัวของดิโอเมเดสเท่านั้นที่ถูกเปลี่ยนเป็นสีดำ โปรยปรายจนทั่ว พร้อมกับการเปิดตัวอย่างสมเกียรติด้วยเพลงที่คนในแวดวงรู้จักกันดี
ไซเฟอร์ประจำอยู่ที่ตำแหน่งกลอง หลังกลองชุดตัวใหญ่ที่เป็นสีขาวทั้งหมด พื้นที่ของเขาถูกยกขึ้นสูงจากพื้นเวทีทำให้ดูเด่นกว่ามือกลองวงอื่นที่มักขดตัวอยู่ในความมืด ฝีมือเดี่ยวกลองของเขาเป็นที่นับถือกันในหมู่คนในวงการเพลงใต้ดิน จนถึงขั้นขนานนามเขาว่าเป็นผู้ชายที่สามารถใช้กลองร้องเพลงได้
เวอร์จิล หัวหน้าวง สะบัดผมสั้นสีเงินไปพร้อมกับจังหวะดนตรีหนักแน่นจนพวกมันเล่นเงากับแสงไฟสีแสบซ่าน เขาประจำอยู่ในตำแหน่งกีต้าร์ริทึ่มทางซ้ายมือสุดในมุมมองของคนดู สวมชุดสีขาว กีต้าร์ของเขาก็มีสีขาวและฉลุลวดลายเป็นรูปขนนก
ถัดมาจากคือมือเบส เรโน น้องเล็กที่ปกติจะรวบผมสีแดงยาวๆ ของเขาขึ้นในวันนี้กลับปล่อยสยาย เขียนใบหน้าด้วยหมึกสีแดง สวมชุดสีขาว และประจำอยู่ในตำแหน่งเกือบกลางเวที เจ้าหนูกระโดดจนตัวลอยและดูจะทุ่มเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีไปกับเพลงแรก รอยยิ้มแสยะมุมปากแลดูกวนประสาทตามสไตล์ หากแต่สามารถเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากบรรดาแม่ยกรักเด็กได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ฮัวหลางดูหล่อเหลาและมีเสน่ห์เป็นพิเศษในชุดสีขาว หนุ่มนักร้องนำผู้นี้เป็นคนเดียวที่ไม่นิยมพรางใบหน้าที่แท้จริงด้วยเครื่องสำอางชนิดไหน ผิวขาวนวลออกขาวเหลืองนั้นเปลือยเปล่า ริมฝีปากเรียวบางซีดเผือดเมื่อกระทบแสงไฟหากแต่ใครตามแฟชั่นเป็นต้องรู้แน่ว่าอยู่ในเทรนด์ เส้นผมสีส้มจัด คิ้วเรียวเข้ม และดวงตาสีน้ำตาลของเขาโดดเด่นอย่างไม่เสริมแต่ง ชายหนุ่มร่างสูงวางฝ่าเท้าข้างหนึ่งไว้บนลำโพงเตี้ยๆด้านหน้า รายนี้ขึ้นชื่อเรื่องการเอนเตอร์เทนและสะกดคนดูให้มีอารมณ์ร่วมไปกับเขาได้เพียงแค่ชี้นิ้วสั่ง
จุนซูยิ้มขมขื่น พร้อมๆกับที่รู้สึกว่าคนข้างหลังสัมผัสกระแสอะไรบางอย่างได้ ยูชอนรัดจุนซูแน่นขึ้น ซุกปลายจมูกลงบนกลุ่มผมสีสว่าง มือเล็กกอดทับสัมผัสอบอุ่น พลางตบปลอบเบาๆแทนความหมายบอกว่าเขาไม่เป็นไร
ผละจากภาพตรงหน้าเหลือบมองพี่ชายของเขาที่นิ่งงันไป จากปกติที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ แต่แจจุงในยามนี้กลับรูดซิปปิดปากสนิท นัยน์ตากลมโตสีนิลวับดูว่างเปล่า หากแต่สติกำลังจดจ่ออยู่กับภาพเบื้องหน้าไม่ละไปไหน
คนสุดท้าย ที่มุมขวาสุด
ยูโน...
ร่างกายสูงโปร่งและหุ่นแมนๆเท่ๆนั่นทำให้ไม่ว่ายูโน มือกีต้าร์ลีด
ฝีมือเยี่ยมผู้นี้จะสวมใส่อะไรก็พลอยทำให้ดูดีไปเสียหมด เส้นผมสีน้ำตาลถูกต่อให้ยาวขึ้นและแซมแทรกไว้ด้วยปอยไหมสีซีดจัดจนเห็นเป็นเกือบขาว ใบหน้าคมคายรับกับทุกองค์ประกอบสมบูรณ์แบบ เสริมให้โครงหน้าเรียวยิ่งน่ามอง สีสันเข้มจัดแต่งแต้มบนหน้าตัดกับเสื้อผ้าสีขาวได้อย่างลงตัว กรอบตาเรียวเล็กเด่นขึ้นเมื่อล้อมรอบด้วยอายแชโดว์และปากกาเขียนขอบตาสีหม่น ริมฝีปากอิ่มชื้นเป็นธรรมชาติที่มักจะถูกปลายลิ้นแล่บเลีย แล้วเม้มเบาๆในยามที่สติจดจ่ออยู่กับการบรรเลงเครื่องดนตรีในมือนั้นทำเอาหัวใจคนดูตกไปถึงตาตุ่ม
ยูโนวาดลวดลายได้ถึงรส ไม่ให้เสียชื่อดีกรีมือวางอันดับหนึ่งนักกีต้าร์
ยอดฝีมือที่มีอายุน้อยที่สุดในวงการ ทุกครั้งที่เขาโซโล่กีต้าร์ ทุกสายตาจะสะดุดหยุดอยู่ที่เขา แจจุงกลืนคำโต พูดอะไรไม่ออก เขารู้ว่าสายตาที่จุนซูจ้องเขาอยู่นั้นสื่อความหมายเช่นไร หากแต่สมองของเขาว่างเปล่า นึกจัดสรรคำด่าแสบๆ คันๆออกมาไม่ได้เหมือนที่เคยเป็น
คอนเสิร์ตดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและถึงจิตวิญญาณอย่างที่สุด จนทั้งชางมิน แจจุง ยูชอน หรือแม้แต่จุนซูยังอดที่จะโยกตัวตามไปด้วยไม่ได้ กระทั่งมาถึงช่วงโลโซ่ที่เป็นช่วงที่หลายคนต่างรอคอย เริ่มต้นด้วยการโซโล่กลองของ
ไซเฟอร์ เดี่ยวเบสของเรโน ฝีมือเกลากีต้าร์ราวการรัวพิณของเวอร์จิล โซโล่กีต้าร์ไฟฟ้าอย่างร้อนแรงในแบบฉบับยูโน ซึ่งแอบหายไปเปลี่ยนเป็นชุดเสื้อยืดทับด้วยเสื้อนอกแขนกุดสีดำมาด้วย ทุกสายตาล้วนปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้น่าหลงใหลเหลือเกินเมื่อมือจับกีต้าร์
และปิดท้ายช่วงโซโล่ด้วยเพลงอะคูสติกช้าๆ ทำนองชวนหดหู่ที่ฮัวหลางเป็นคนเขียนขึ้นเอง เกลากีต้าร์ไปพลาง ใช้เสียงอันนุ่มทุ้มและมีพลังของเขาขับร้องไปพลาง จวบจนในตอนท้ายของเพลงที่เครื่องดนตรีทั้งห้ากลับมาประสานรวมกันในเพลงเดียวอีกครั้งในแบบที่รุนแรง ยิ่งเสริมให้เพลงรักไม่สมหวังเพลงนี้ฟังดูยิ่งเจ็บปวด ทรมาน
เพลงนี้มีชื่อว่า ‘Everything’
“จุนซู อยากกลับบ้านหรือเปล่า” ยูชอนกระซิบเสียงแผ่ว แววความสั่นเครือแฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขาเพราะอารมณ์เพลงที่เพิ่งจบลง
จุนซูนิ่งงัน ร่างเล็กคู้ตัว รั้งท่อนแขนแกร่งให้โอบรัดรอบกายเขาให้แน่นขึ้นพลางส่ายหน้าช้าๆ "ไม่ ฉันโอเค อยากดูต่อน่ะ"
“หนาวหรือเปล่า นายตัวสั่นมากเลย”
“อ..อืม...ฉันหนาว”
หนาว...
จนน้ำตาไหลเชียวล่ะ
ในช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ตที่คงจะตราตรึงไปในหัวใจของเหล่าบรรดากลุ่มแฟนเพลงที่เรียกตัวเองว่า ‘สาวกพระเจ้า’ ไปอีกนานเท่านาน ทุกชีวิต
ปิดปากเงียบราวกับถูกกดสวิตช์ สายตาทุกคู่จดจ่ออยู่กับภาพของชายหนุ่มห้าคนที่กำลังปลดเครื่องดนตรีไฟฟ้าทุกชนิดออกจากตัว เหลือไว้เพียงแต่กีต้าร์อคูสติกในอ้อมแขนยูโนมือกีต้าร์ลีด กีต้าโปร่งสำหรับเวอร์จิล และกีต้าร์คอร์ดอีกสองตัวที่จะถูกบรรเลงด้วยฝีมือของฮัวหลางแทนเสียงคอร์ดหลัก และเรโนแทนเสียงเบส ส่วนไซเฟอร์มือกลองซึ่งคงจะเป็นผู้ที่ล้ามากที่สุดตลอดระยะเวลาที่
การแสดงพ้นผ่าน สละไม้กลอง เปลี่ยนมาจับแทมโบรีนเบาๆแทน
“ก่อนที่จะจากกันไป พวกเรามีเพลงที่แต่งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อคอนเสิร์ตนี้” เวอร์จิลหรือเทซกกรอกเสียงผ่านไมโครโฟนซึ่งถูกทัดไว้กับขาตั้งสีดำสนิท เขากระชับกีต้าร์ในมือไว้มั่น หมุนแกนไขปรับเสียงมันไปพลาง “เนื้อร้องแต่งโดยฮัวหลาง” หัวหน้าและพี่ใหญ่ของวงยิ้มกริ่ม หันไปสบตากับเจ้าของบทเพลงที่พยักหน้าตอบเรื่อยๆ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เสียงปรบมือเกรียวกราวของแฟนเพลงดังตามมาอีกยาวเหยียด “ส่วนดนตรีพวกเราทุกคนช่วยกันเรียบเรียง”
เมื่อเห็นว่านักดนตรีทุกคนพร้อม เวอร์จิลจึงพยักหน้าให้กับไซเฟอร์ หนุ่มผมทองจึงเคาะแทมโบรีนในมือสามครั้งเพื่อให้จังหวะ ก่อนที่เสียงเกลากีต้าร์หวานหูจะดังขึ้นด้วยฝีมือของยูโน
“เพลงนี้คือเพลงของพวกคุณ” เสียงทุ้มของฮัวหลางกล่าว พร้อมๆ กับที่เสียงฮือฮาเงียบลงไปอีกครั้ง ทุกประสาทสัมผัสจดจ่ออยู่กับบทเพลงก้องกังวาน และภาพของผู้ชายห้าคนเบื้องหน้า
บทเพลงอันแสนวิเศษนี้ไม่ใช่เพลงเศร้า ไม่เชิงเนิบช้าและมีจังหวะ เสียงกีต้าร์สี่ตัวซึ่งผสมผสานกันได้อย่างลงตัวเสริมให้ท่วงทำนองยิ่งเพราะพริ้ง เสียงร้องนุ่มหูของฮัวหลางไม่ได้แผดร้องเพื่อความเมามันเหมือนเพลงอื่นๆที่บรรเลงไปแล้วก่อนหน้า ใบหน้าหล่อเหลาร้องไปยิ้มไป พร้อมๆกับเสียงประสานของอีกสี่คนที่ช่วยเสริมเป็นระยะ หวานใส จับหัวใจ ตราตรึง สะกดทุกความรู้สึกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
‘ฉันไม่เคยเป็นคนกล้าฝัน
ในขณะที่โชคชะตากำลังเล่นตลกกับชีวิต
แต่เธอคือคนเดียวที่จะช่วยให้ฉันมองเห็นเส้นทางที่สมควรค้นหา
เส้นทางของฉันเอง’
แจจุงมองไปรอบกาย ภาพที่เห็นทำให้ขนอ่อนที่ลำคอและสันหลังพลันลุกชูชันอย่างบอกไม่ถูก แฟนเพลงทุกคนอมยิ้มซาบซึ้งทั้งที่มีน้ำตานองหน้า แม้แต่ขอบตาของยูชอนยังแดงก่ำและมีหยาดน้ำใสๆเอ่อเครือ มันทำให้เขาตระหนักได้ในทันทีว่า...นี่สินะคือสิ่งที่ดิโอเมเดสทำได้ แต่อีวิล-โอเวอร์ลอร์ดยังห่างไกลนัก นี่คือสิ่งที่กลุ่มคนซึ่งคู่ควรแก่คำว่าสุดยอดกระทำ
ทั้งห้าคนตรงหน้า ขึ้นชื่อว่าคือสุดยอดในวงการเพลงใต้ดิน เขาไม่เคยยอมรับความจริงข้อนี้มาก่อน ทว่าในคืนนี้คงต้องยอมแพ้ราบคาบด้วยความจำนน
ที่แล้วมาเขาปิดตา ปิดหัวใจ ไม่เคยลองเอื้อมมือไปสัมผัส ทว่าวันนี้สำหรับดิโอเมเดส คำว่าสุดยอดคงจะน้อยไป
สุดยอดของสุดยอดก็คงจะยังไม่เพียงพอ...
ชางมินทิ้งร่างลงบนเก้าอี้เหล็ก พลางถอนหายใจออกมาอย่าง
สบายอกสบายใจ หลังจากสมาชิกอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดทุกคนถูกสต๊าฟงานพาตัวเข้ามาที่ด้านหลังเวที แจจุงเองก็โล่งใจที่งานสำคัญในค่ำคืนนี้จบลงได้อย่างราบรื่น วงดนตรีร็อคหญิงล้วนที่เขาหามาเป็นแขกพิเศษให้ทำผลงานได้ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจในสายตาแฟนเพลง แต่สำหรับความรู้สึกของสมาชิกดิโอเมเดสห้าคนนั้น แจจุงยังคงลุ้นจนตัวโก่ง
ยูชอนส่งถ้วยโกโก้ร้อนๆให้จุนซูรับไว้ ร่างกายเล็กๆแทบจะถูกกลืนหายเข้าไปในเสื้อกันหนาวตัวหนาหลายตัวที่ทั้งชางมิน แจจุง และยูชอนช่วยกันบริจาคเอาไปห่มให้ ใบหน้าหวานใสเงยขึ้นสบสายตาอบอุ่นและเจือประกายความห่วงใยอยู่จนคับแน่น “ขอบคุณนะ ยูชอน”
“อืม” เขายิ้มให้ เลื่อนฝ่ามือขึ้นลูบเส้นผมนุ่มลื่นมือนั่นเบาๆ เมื่อจุนซูปรือตาเยิ้มๆ แล้วเอนศีรษะพิงเขาอย่างง่วงงุน
แจจุงมองภาพตรงหน้าแล้วก็อดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้ ร่างบางเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อยังไม่มีแววว่าห้าคนที่เขาสมควรพบก่อนกลับบ้านจะคงยังไม่ปรากฏตัวง่ายๆ จึงเปิดประเด็นชวนคุยแก้ขัดไปพลาง “นี่ชางมิน ยูชอน จุนซู คิดว่าช่วงโซโล่ของใครเจ๋งสุดเหรอ”
ทันทีที่ถาม ยูชอนตอบขึ้นแทบจะทันที ราวกับว่าอยากคุยเรื่องนี้อยู่นานแต่ก็สนุกกับคอนเสิร์ตเสียจนลืมพูด “ชอบโซโล่กลองของไซเฟอร์ กับ
โซโล่กีต้าร์ของยูโน เจ๋งมากๆ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น”
“ผมชอบโซโล่กีต้าร์ของเวอร์จิล กับ...” จุนซูชะงัก คนฟังแทบลืมหายใจ “กับโซโล่เบสของเรโน” จบประโยคด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ก่อนจะซุกหน้าเข้ากับไหล่ยูชอนอีกครั้ง
แจจุงหัวเราะเบาๆ “พี่ว่าเจ๋งหมดทุกคน แต่ชอบโซโล่กลองที่สุดเหมือนกัน ชางมินก็เห็นด้วยใช่ไหม”
“ไม่ครับ ผมชอบโซโล่เบสที่สุด”
ผิดคาด...ชางมินผู้คลั่งไคล้เรื่องกลองเป็นชีวิตจิตใจกลับตอบคำถามได้ไม่ตรงใจผู้ฟังอย่างถึงที่สุด แม้แต่จุนซูที่ทำท่ากึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่นั้นยังเป็นอันต้องเด้งผึงออกมาจากอ้อมกอดของยูชอน พลางเบิกตามองน้องเล็กของวงอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมล่ะชางมิน”
“ก็...” เด็กหนุ่มเปรยเสียงเรียบ เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้เหล็กเย็นๆ ดูมีท่าทีไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรนัก “เพราะผมคิดว่าหากเรามีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบเป็นของตัวเองอย่างนี้บ้าง ผมมั่นใจว่าผมทำได้ดีกว่าเขาแน่”
“กลับบ้านไปกินนมให้ตัวโตก่อนค่อยอวดเก่งเถอะไอ้น้อง”
เสียงแหบห้าวดังขึ้นที่ด้านหลัง เรียกให้สายตาทั้งสี่คู่หันไปจับการมาถึงของหนุ่มหล่อร่างสูง เจ้าของเส้นผมสีทองกระจ่าง ลียองเจหรือไซเฟอร์ มือกลองยอดฝีมือของดิโอเมเดส ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ในสภาพเหงื่อโทรมกาย และยังคงอยู่ในชุดแสดงสีดำที่เพิ่งผ่านตา ชายหนุ่มยักคิ้วกวน พลางมอง ‘ไอ้น้อง’ คนตรงหน้ายิ้มๆ แต่แววตากลับฉายแววไร้ไมตรีหยิบยื่นให้
ชางมินสำลักกับคำพูดดูแคลนอย่างร้ายกาจที่ได้ฟัง ร่างสูงผุดกายลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่งด้วยความโกรธเกรี้ยว หากแต่จำต้องชะงักงันเมื่อยองเจ
เชือดเฉือนเขาด้วยสายตาแข็งกร้าว และส่วนสูงที่มีมากกว่าเป็นสิบเซนติเมตร
จ้องตากันนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ จนยูชอนเห็นท่าไม่ดีต้องรีบเข้าไปรั้งตัวชางมินไว้ก่อนที่จะเป็นเรื่องเป็นราว เด็กหนุ่มร่างสูงที่ในยามนี้ไม่ได้สูงที่สุดดั่งเคยสะบัดแขน อยากจะเข้าไปอัดหน้าตากวนฝ่าเท้าของไอ้รุ่นพี่นั่นสักหมัด หากแต่ขืนแรงของยูชอนไม่ไหวจึงปล่อยเลยตามเลย ยองเจกวาดส่ายตามองสำรวจ ก่อนจะกระตุกริมฝีปากยิ้ม
“เด็กเอ้ย”
“ไอ้...” ไม่รั้งรอให้พลาดโอกาส ชางมินวาดหมัดเต็มแรงจนสุดมือเอื้อม หากแต่ยองเจก้าวหลบเพียงนิดเดียวก็พ้นวิถี แจจุงรีบปราดเข้าไปช่วยยูชอนปรามชางมินไว้เพราะต่างรู้นิสัยน้องชายคนเล็กประจำวงคนนี้ดี
ยองเจส่ายหน้า ทำท่าจะเดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัวแล้ว ทว่าเสียงใสๆ เรียกเขาเอาไว้เสียก่อน
“ขอโทษนะฮะ พี่ยองเจ”
เป็นเสียงของจุนซู ยองเจเหลือบสายตามองร่างเล็กตรงหน้าที่ทั้งเล็กและบอบบางมากจนต้องแหงนหน้าสนทนากับเขา ริมฝีปากบางซึ่งประดับไว้บนใบหน้าหล่อเหลาแย้มรอยยิ้มออกมาในที่สุด
“ไม่เป็นไร” เขายักไหล่ “ถือว่าเห็นแก่น้องจุนซู” จบประโยคจึงเดินหายเข้าไปหลังประตูที่ถูกกั้นขึ้นไว้เพียงชั่วคราว ก่อนจะกระแทกปิดมันจนเสียงดังลั่น
เหตุการณ์สงบอยู่ได้เพียงไม่นาน เสียงพูดคุยโล้งเล้งพร้อมกับเสียงหัวเราะสดใสก็ค่อยๆดังใกล้เข้ามา กระทั่งสมาชิกอีกสี่คนที่เหลือของดิโอเมเดส
ปรากฏตัวอีกครั้งที่หลังเวที และเป็นเทซกคนแรกที่สังเกตเห็นแขกวีไอพีทั้งสี่คนนั่งรออยู่ เขารีบเปลี่ยนทิศ ตรงเข้ามาหาอย่างไม่รั้งรอ
ทว่า...สายตาของจุนซูกลับจับอยู่ที่อีกคนหนึ่งที่เดินตามเข้ามาหลังสุดไม่ยอมวาง
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เผยยิ้มกริ่ม นัยน์ตาแลดูอบอุ่นและเป็นผู้ใหญ่นั้นฉายแววความยินดีอย่างแจ่มชัด เขายกมือลูบเส้นผมชื้นน้ำสีเงิน ปัดมันให้เข้าทรงลวกๆ พลางเอ่ยปากทักทาย
“ต้องขอบคุณน้องๆ ทุกคนมากเลยนะครับที่ช่วยหาวงรับเชิญให้ ไม่ได้น้องๆ คอนเสิร์ตนี้คงแย่แน่”
คำขอบคุณและรอยยิ้มจริงใจของเทซกทำเอาแจจุงอึ้งไปได้หลายวินาที ใบหน้าหวานแค่นยิ้มแกนๆ ความรู้สึกผิดที่เคยห่างหายไปแล้วกลับเข้ามาเล่นงานเขาอีกครั้ง
ก็เพราะเขาตอบปฏิเสธไม่ใช่หรือไง การเตรียมงานมันถึงได้วุ่นวายปานนี้
คุณเทซกเอ้ย...คุณดีเกินไปแล้ว...
“ไม่เป็นไรครับ ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ” แจจุงตอบ พลางคำนับให้อย่างสำนึก เหลือบไปมองเอเจนซี่ตัวดีที่กำลังยืนยิ้มกรุ่มกริ่มน่าหมันไส้อยู่
ไม่ไกลกันนั้นก็อดต้องเข่นเขี้ยวด้วยความหมันไส้ไม่ได้ แจจุงลืมไปแล้วว่าประโยคที่ควรพูด ทว่ายังไม่ได้พูดออกไปนั้นคืออะไร ไม่วายลำบากยูชอนต้องออกปากให้แทนการย้ำเตือนความจำอยู่กรายๆ
“ต้องขอโทษพี่ยุนโฮด้วยนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะโดนแจจุงแพ่นกระบาลไปทีหนึ่งเน้นๆ ข้อหาเสือกไม่เข้าเรื่อง
“ไม่ขอรับคำขอโทษแล้วกันนะ” ยุนโฮหัวเราะ มือหนาวางทาบบ่าของยูชอนพลางตบเบาๆ “ขอเปลี่ยนเป็นยืมตัวหัวหน้าวงนายไปส่งบ้านคืนนี้แทนแล้วกัน”
“อ้อ เอาไปสิครับ แล้วไม่ต้องเอามาคืนนะ” ชางมินช่วยเสริมด้วย
“บ้าเรอะ!?” แจจุงแหว ก่อนที่ทุกคนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมเพรียงกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในยามนี้ แทบดูไม่ออกเลยว่าวงร็อค
รุ่นพี่ รุ่นน้อง สองวงนี้จะเคยเขม่นกันแทบแย่จนบรรดาแฟนคลับพากันอินแอนตี้กันและกันไปด้วย นึกแล้วก็เสียดายช่วงเวลาดีๆ...ที่ถูกกลืนหายไปพร้อมกับเสียงหัวเราะของคนเพียงสองคนในที่นี้
“พี่ชองฮวา" เรโนกระซิบ พลางกระตุกแขนเสื้อหนุ่มผมสีส้มคนข้างๆ “ทำไมไม่ทักพี่จุนซู”
“แล้วทำไมต้องทัก เขายังไม่ทักฉันเลยนี่”
“แต่เขามองพี่อยู่นะ”
ชองฮวาเสใบหน้าออกไป ลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายสักครั้ง ก่อนจะหันกลับเข้ามาในวงสนทนาอีกครั้ง
“ต่อจากนี้ถ้าพวกนายมีอะไรให้วงฉันช่วยก็บอกแล้วกัน” ลอบมองจุนซูที่ยูชอนกำลังพยายามกอดมอบความอบอุ่นให้ ก่อนจะเม้มเลียริมฝีปากอัน
แห้งผากของตนอย่างเป็นนิสัย “จะช่วยเต็มที่”
คุยกันอยู่ได้สักพักจึงถูกขัดจังหวะด้วยการมาเยือนของแขกวีไอพีอีกกลุ่ม เป็นเด็กหนุ่มสาววัยรุ่นสามคนพร้อมกับกล้องดิจิตอลในมือ เรโนหัวเราะพลันร้องทักในทันทีเนื่องจากจำได้เจนตาว่าสามคนนี้คือทีมเว็บมาสเตอร์เว็บแฟนไซต์ที่ใหญ่ที่สุด เป็นการเป็นงานที่สุดของดิโอเมเดส
“มาขอถ่ายรูปอีกแล้วสินะ” เด็กชายผมสีแดงสดร้องทัก ทั้งสามยิ้มเขินๆ ก่อนจะลงมือจัดพื้นที่ทันที
“เฮ้ยยองเจ! ออกมา!” เทซกรัวประตูเรียกยองเจที่ยังคงหมกอยู่ในห้องแต่งตัว โดยไม่ลืมเชิญแขกวีไอพีอีกสี่คนที่นั่งกันอยู่หน้าสลอนตรงหน้าด้วย
“ทั้งสี่คนก็มาถ่ายรูปด้วยกันสิ”
“ยิ้มหน่อยนะครับ”
ทันทีที่รวมตัวกันครบ เด็กชายคนสวมแว่นที่ถือกล้องอยู่จึงยกกล้องขึ้นเตรียม ที่ด้านซ้าย เรโนแย้มยิ้มพิมพ์ใจตามประสาคนรักกล้อง ที่ด้านขวา
ยุนโฮรวบเอวแจจุงเข้ามาแนบกายทันควันอย่างไม่ทันให้ได้ตั้งตัว แม้จะไม่ชอบใจนักแต่แจจุงก็ห่วงภาพพจน์เกินกว่าจะยอมให้รูปที่ออกมาดูไม่ดี จนตัดใจไม่เอาความ ที่ตรงกลางกลุ่ม ชองฮวาโอบแขนซ้ายเข้ากับไหล่กว้างของยูชอน อีกข้างที่เหลือโอบร่างเล็กๆของจุนซูเข้ามาใกล้ ยูชอนมองหวาดๆ ผิดจากจุนซูที่ใบหน้าหวานกลับแดงซ่าน เขาแค่ยิ้มบางๆ ทว่าน่ารักบาดใจ ที่ด้านหลังคนตัวสูงสองคนยืนทำหน้าไม่กินเส้น หากแต่พอคนถ่ายเตรียมกดชัตเตอร์ก็ร่วมใจกัน
ฉีกยิ้มเผล่เหมือนไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง ถัดมาคือเทซกพี่ใหญ่ซึ่งดูจะมีความสุขและอิ่มเอมใจที่สุดในที่นี้
“หนึ่ง สอง สาม”
แชะ!
ชองฮวาปล่อยแขนทั้งสองข้างออกทันทีที่พิธีการถ่ายรูปหมู่ตามธรรมเนียมสิ้นสุด ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปคุยกันคนละทาง บ้างเดินหายกลับเข้าไปในห้องแต่งตัว ชายหนุ่มถอนใจออกมาแรงๆอย่างจงใจให้ได้ยิน เมื่อสุ้มเสียงใสๆเอ่ยเรียกเขาไว้
“ช..ชองฮวา”
“...................” ไม่ตอบ เพียงแค่เลิกคิ้วเรียวขึ้นข้างหนึ่ง
“เหนื่อยหรือเปล่า” จุนซูละล่ำละลักถาม จนเมื่อพูดออกไปแล้วถึงได้รู้สึกเสียใจ เพราะรับรู้ถึงสายตาเศร้าๆอีกคู่ที่กำลังจ้องตรงมา
ชองฮวาลากสายตา พิจารณาร่างเล็กตรงหน้าที่แม้วันเวลาจะเปลี่ยนไป แต่คนคนนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน เขาหัวเราะลงคอเบาๆ
“ยังโง่ไม่เปลี่ยนเลยนะ”
จุนซูอึ้ง ทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้รับคำตอบที่ไม่คาดคิด ไม่รอให้ร่างเล็กได้ถามต่อ ชองฮวาว่าถ้อยตำหนิ
“คนที่นายควรเอาใจใส่คือหมอนั่นไม่ใช่หรอกเหรอ” เขาพะเยิดหน้า ปรายสายตาไปทางทิศที่ยูชอนยืนอยู่
สมองของจุนซูราวกับถูกราดด้วยสีขาว ร่างเล็กไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรักเก่าตรงหน้านี้เลย จึงได้แต่มอง...มองอย่างไม่เข้าใจ อย่างสับสน อย่างต้องการคำตอบ ทว่ากลับได้รับเพียงคำสบถทิ้งท้ายให้ได้ปวดใจเท่านั้น
“งี่เง่า”
จุนซูกรอกตามองตามแผ่นหลังของชองฮวาที่เพิ่งสาวเท้าเดินหนีไป ยิ่งรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งอกซ้ายราวกับหัวใจถูกเหยียบย่ำ จวบจนวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด...ชองฮวาถึงไม่รักเขาบ้าง ทำไมไม่เคยห่วงใยเขาเลยแม้เพียงเศษเสี้ยวเทียบกับที่ชองฮวาห่วงใยคนอื่น
ทำไม...เพราะอะไร...
“ยูชอน” คล้อยหลังชองฮวาไป จุนซูจึงอ้าปากออก เสียงเล็กเอ่ยแผ่วๆ เรียกชื่อคนที่ยืนนิ่งงันอยู่อีกฟากพักใหญ่แล้วให้สบตา
“ห...หืม”
“ฉันยังไม่อยากกลับบ้าน ไปต่อกันนะ”
“อ..อืม...เอาสิ”
ทันที่ที่สองเท้าเหยียบบนพื้นเงาวับของไนท์คลับหรูที่ยังคงเปิดบริการอยู่ แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนเกือบหนึ่งนาฬิกาของวันใหม่ เสียงดนตรีอึกทึกจึงดังสนั่นกระทบโสตประสาทที่ค่อนข้างอ่อนล้าให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ไม่รอคอยให้เสียเวลา...จุนซูเอื้อมมือไปจับข้อแขนยูชอนเอาไว้ ก่อนจะลากเขาตรงไปกลางฟลอร์ ผู้คนหนุ่มสาวยังคงวาดลวดลายกันอย่างสุดเหวี่ยงท่ามกลางแสงไฟ
วูบวาบและฟลอร์เต้นรำหลากสีสัน ยูชอนสัมผัสได้ถึงความร้อนแรงที่อวลอบอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ รวมถึงในจังหวะดนตรีเทคโนหนักหน่วงนี้ด้วย
จุนซูรั้งแขนยูชอนแน่นมากเท่าที่จะแน่นได้ เบียดแทรกกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังเต้นนัวเนีย กวาดสายตามองหาที่เหมาะๆ ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นสบตา พลางส่งยิ้มกว้างๆให้ร่างสูง
“เต้นกันเถอะ”
“จะไม่ดื่มก่อนเหรอ”
“ไม่ล่ะ ถ้าพี่แจจุงรู้ คงฆ่าฉันตายแน่” ว่าจบจึงคลายมือออกจากยูชอน เพื่อจะได้สามารถขยับกายได้อย่างอิสระขึ้นยิ่งกว่า
แววตาเป็นประกายจับจ้องคนที่แสนน่ารักตรงหน้าอย่างหลงใหล
ริมฝีปากอิ่มโค้งยกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อจุนซูกระแซะกายเข้ามาเต้นใกล้ๆ อุณหภูมิในสถานที่แห่งนี้เย็นจัดจนกระจกโปร่งบานสูงขึ้นฝ้า กลิ่นควันบุหรี่
กลิ่นแอลกอฮอล์เหม็นคลุ้ง หากแต่ความร้อนรุ่มในกายของทุกคนและบรรยากาศกลางฟลอร์เต้นรำนี้กลับทำให้คลายความหมองเศร้า
เบื้องใต้แสงพราวระยิบที่ได้จากดิสโก้บอลลูกโต ยิ่งเสริมให้นัยน์ตา
สีเข้มวาววับของเขายิ่งดูมีเสน่ห์ ร่างสูงโปร่ง ผิวขาวละเอียดแม้ไม่นุ่มนิ่ม หากว่าเนียนเรียบน่าสัมผัสไม่เบา เส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกจัดแต่งเป็นทรงทันสมัยเสริมให้ใบหน้าคมสันยิ่งดูดี สันจมูกโด่งรั้ง รับกับกลีบปากซึ่งเผยอน้อยๆ หากได้ลองจูบคงนุ่มดั่งกำมะหยี่ ทุกองค์ประกอบที่ผสมกันออกมาเป็นปาร์คยูชอน ทำให้เขาโดดเด่นออกมาจากกลุ่มคนมากมายบนพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆนี้
จู่ๆพื้นที่ระหว่างตัวเขาและยูชอนกลับถูกแทรกกั้นด้วยร่างอ้อนแอ้นของหญิงสาวผมยาวสีชาสลวย หล่อนสวมชุดสีแดงตัดดำวับๆแวมๆ เผยหัวไหล่มนขาวกระจ่างและเรียวขาเนียน จุนซูถอนใจยาวอย่างไม่สบอารมณ์นักเมื่อเผลอเพียงแผล็บเดียว รอบกายคู่เต้นของเขากลับถูกแทนที่ด้วยบรรดาแม่เสือสาวเสียแล้ว
“เต้นด้วยกันนะคะ” สาวสวยกระซิบเสียงพร่าอยู่ที่ริมหูของยูชอน เบาเสียจนถูกทำนองดนตรีดังสนั่นกลบกลืนยากที่จุนซูจะได้ยิน หากแต่หนุ่มหน้าหวานจับริมฝีปากอิ่มวาววับคู่นั้นได้ เหลือบมองสีหน้าของเพื่อนสนิทของตนก็ดูจะเป็นใจไม่หยอก ยูชอนยิ้มน้อยๆ ดวงตาคู่สวยที่เคยมีแต่ภาพของจุนซูกลับจับจ้องที่หญิงสาวคนตรงหน้าไม่วางตา ร่างสูงเพรียวสุดเท่เริ่มต้นที่จะขยับไปตามจังหวะอึกทึก มือไม้ไม่วายเอื้อมสอดใต้วงแขน โอบองเอวเพรียวบางของหล่อนไว้หลวมๆ
ไหนบอกว่ามองแต่ฉัน...
จุนซูตั้งคำถามในใจ ริมฝีปากเล็กสีสดเม้มเข้าหากันแน่นจนเกือบเป็นเส้นตรง คิ้วบางขมวดมุ่นแทบจะชนติดกัน เขาไม่เข้าใจตัวเองนักหรอกว่าเพราะอะไรความรู้สึกที่ไม่เคยคาดคิดนี้ถึงได้แล่นเข้ามารุมเร้าจิตใจ
ไหนบอกว่าจะรักแค่ฉัน...
ที่แล้วมา...จุนซูรู้ดีว่ายูชอนรักเขาเกินเพื่อน หากตลอดเวลาจุนซูคิดเพียงว่ายูชอนเป็นเพียงเพื่อนที่เขารักที่สุด ยูชอนยอมรับความจริงข้อนี้ แต่ไม่ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่จุนซูพยายามแนะนำผู้หญิงดีๆ ให้ยูชอนสักกี่คน ชายหนุ่มก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนใจไปรักใคร ทั้งยังยืนยันเสียงแข็งว่ารอได้และคงไม่มีวันรักใครได้อีกนอกจากจุนซู
แล้วไหนล่ะ คำสัญญาของนาย ?
สุดท้ายก็เหมือนกันทุกคน ทิ้งฉันทุกคน ไม่รักฉันจริงเลยแม้แต่คนเดียว!
ลมหายใจแผ่วระรินค่อยๆพรูผ่านกลีบปากสีเชอรี่ที่เผยออ้าเพียงน้อยนิด มือขาวเลื่อนขึ้นขยับปกเสื้อนอก ก่อนจะกระตุกพรึบเดียวจนกระดุมที่เคยเกี่ยวอยู่หลุดออก จุนซูโยนเสื้อตัวหนานั่นออกไปจนพ้นทาง เหลือเพียงเสื้อเนื้อผ้ายืดตัวบางแนบผิวกายขาวละมุนชื้นเหงื่อ เขาพริ้มเปลือกตาลงแช่มช้า ไม่อยากจะมองเห็นภาพตรงหน้าเนิ่นนานไปกว่านี้ ศีรษะสะบัดจนเส้นผมสีน้ำตาลทอง
โบกพลิ้ว แขนบางยกชูขึ้นเหนือหัวเพียงครู่ ก่อนจะลูบสัมผัสมือขาวบนใบหน้าและลำคอ เสียงดนตรีจังหวะเร่าร้อนดังแทรกอยู่ในทุกอณูอากาศ
แผ่นอกราบเรียบสะท้อน เอวบางบิดส่าย สะโพกโค้งกระตุกยักย้าย กับบั้นท้ายงอนนั้นช่างเชิญชวนเหลือเกิน...
จุนซูคงไม่รู้ว่าท่าทางยั่วยวนชวนคิดของตนสามารถตรึงสายตาหลายคู่ไว้ที่เขา รวมถึง...คนที่เขาต้องการให้กลับมาสนใจ...
ยูชอนผละออกจากหญิงสาวชุดแดงนั่นในทันที แล้วก้าวฝีเท้าตรงรี่เข้าไปหาจุนซูให้เร็วเท่าที่จะเร็วได้ก่อนที่หนุ่มอื่นจะเข้าถึง คิ้วเข้มขมวด มองจ้องร่างเล็กตรงหน้าที่ยังเอาแต่เต้นไม่สนใจสิ่งใดรอบข้างอย่างไม่พอใจ ร่างสูงก้มเก็บเสื้อนอกขึ้นมาห่มที่ไหล่เล็กให้ ทว่ากลับถูกปัดออกไปอีกครั้ง ไม่ใยดี
“นายทำบ้าอะไรน่ะจุนซู” ยูชอนเค้นถามเสียงดุ บีบฝ่ามือลงบนหัวไหล่ขาวอวบอิ่มเต็มแรง พยายามข่มจังหวะหัวใจที่เต้นถี่ของตนให้สงบ ทว่าทำได้ยากเย็นนัก
ร่างของจุนซูเซไปตามแรงกระชาก ทว่าไม่ขัดขืนเคืองโกรธ เขาเพียงแค่เหลือบตาขึ้นสบอีกฝ่าย พลางตอบเสียงเรียบ “เต้นกับฉันสิ อย่ายุ่งกับคนอื่น”
“จ..จุนซู...”
“มาสิ” จุนซูกระซิบเสียงแผ่วหากยังพอให้ได้ยิน ยูชอนจึงยอมก้าวเข้าไปตามแรงดึงอย่างเต็มใจ รอยยิ้มจางที่ห่างหายค่อยๆปรากฏบนใบหน้าหล่อช้าๆ เมื่อจุนซูเบียดเบื้องล่างเข้าแนบชิดคร่อมต้นขาข้างหนึ่งของเขาไว้ ยูชอนครางในลำคอเบาๆ เมื่อการกระทำนั้นบีบบังคับให้แผ่นอกกว้างตึงเน้น รู้สึกเสียวซ่านไปทั่วท้อง
ยูชอนเลื่อนฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นพักไว้ที่ไหล่เล็กของจุนซู ในขณะที่
ร่างเล็กขยับเข้าใกล้ เขย่งปลายเท้าเล็กน้อยจนพอที่ริมฝีปากของเขาจะสามารถ
กดเม้มเบาๆที่ติ่งหูของร่างที่สูงกว่า ทุกครั้งที่จังหวะเร้าตีกระหน่ำ จุนซูขับร่างกายไปด้านหน้าเพื่อสัมผัสยูชอน สะโพกบิดเร่า เสียดสีจุดสัมผัสที่เริ่มตื่นตัวบนหน้าขา ใบหน้าของยูชอนค่อยๆ เรื่อสีเลือดแดงก่ำ หัวใจสั่นรัวอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อ
ลมหายใจร้อนผ่าวของจุนซูรินสัมผัสซอกคอ
มือหนาลูบเรื่อยลงจากไหล่บางไปยังสะโพกโค้งใต้เนื้อยีนส์เน้นรูปทรงที่คนตัวเล็กสวม เสื้อยืดตัวบางที่จุนซูสวมในยามนี้เปียกชื้นจนดูเหมือนโปร่งใส เผยให้เห็นยอดอกสีชมพูสวยลุกชูชันอยู่ภายใน ยูชอนอดไม่ได้ที่จะสอดไล้ฝ่ามือเข้าไป ลูบสัมผัสหยอกเนื้อหนังละเอียดลื่นนี้ “ยูชอน...” จุนซูเคลื่อนไปข้างหน้า จูบเบาๆบนเนื้อกายอันร้อนรุ่มบริเวณลำคอของยูชอน ศีรษะของเขาผงะไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อจะรับรู้ความนุ่มนิ่มบนริมฝีปากซุกซนได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น เสียงต่ำครางเครือด้วยอารมณ์ที่เริ่มปะทุ ร่างของยูชอนสั่นสะท้านเมื่อจุนซูจูบพรมไปทั่วซอกคอ แนวกระดูกซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อ บ้างขบเม้มและดูดรั้งตามจังหวะ มือเล็กกระชับยึดสะโพกของยูชอนไว้
“อย่ายุ่งกับใครอีกนะ” เสียงหวานย้ำหนักแน่น เลื่อนปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาระบังใบหน้าเกลี้ยงเกลาของคนตรงหน้า
“ท..ทำไมล่ะ...นายหึงเหรอ” สุ้มเสียงแหบต่ำครูดผ่านลำคอแห้งผาก แต่ก่อนจะรอให้ได้รับคำตอบใดๆ ยูชอนก็อดใจไม่ไหวที่จะตรงเข้าฉวยประกบจูบร้อนแรงบนริมฝีปากสีเชอรี่อันกำลังเผยอออกน้อยๆนั่น จุนซูไม่อยากให้จูบนี้ถูกแทรกขัดอีก จึงเลื่อนเข้าไปแนบชิด กระหวัดแขนโอบรัด พริ้มดวงตาหลับแน่น ในขณะที่เรียวลิ้นแทรกเข้าไปภายในโพรงปากร้อน ดุนดันกันอย่างโหยหา
แทบจะในทันทีที่ผละออก จุนซูครางเสียงสั่น
“เปล่า ไม่ได้หึง”
“แล้วทำไม”
“แต่ฉันหวง”
โครม !
เสียงประตูห้องน้ำซองหนึ่งถูกกระชากปิดรุนแรงอย่างไม่สนใจสายตาใครในที่นั้น ก่อนที่จุนซูจะผลักหน้าอกหนาของร่างสูงจนแผ่นหลังกระทบพื้นเรียบแข็ง ริมฝีปากแดงจรดจูบรุนแรงโดยไม่ทันให้ได้ตั้งตัว อารมณ์ร้อนที่คุกรุ่นอยู่ภายในแทบจะกักกลั้นเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป แสงสลัวในบริเวณหมองหม่น หากใบหน้าขาวจิ้มลิ้มนี้ยิ่งแจ่มชัด แผ่นอกของคนทั้งสองแนบสนิทจนรู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ
ถอนจูบออกช้าๆ เมื่อริมฝีปากเล็กเจ่ออ้าและแดงช้ำจัดเพราะรสจูบหนักหน่วงเมื่อครู่ ยูชอนสัมผัสอ้อยอิ่งด้วยเสียดายความหอมหวาน อยากได้อีก... ต้องการอีก... เสียงหอบกระเส่าดังระงมครอบครองทั่วบริเวณห้องน้ำชายของไนท์คลับหรูและซองห้องน้ำที่ถูกแบ่งซอยไว้อันแสนคับแคบนี้
ร้อน...จนแทบระเบิด...
จุนซูก้มจูบซ้ำที่ลำคอ ก่อนจะย่อตัวคุกเข่าลงตรงหน้า พลางถอดเข็มขัดและซิปกางเกงของยูชอนออก แม้จะแปลกใจกับการกระทำนี้เพราะที่แล้วมาล้วนแต่เป็นยูชอนที่เต็มใจปรนเปรอจุนซูด้วยความรักใคร่ แต่ก็เลือกที่จะยืนนิ่งรอคอยสัมผัสต่อไปด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ ยูชอนลูบฝ่ามือลงบนเส้นผมสีทองและปรางแก้มเนียนที่ในเวลานี้ยิ่งน่ารัก เมื่อใบหน้าหวานใสนั่นแย้มริมฝีปากส่งยิ้มให้เขา
“ถ้าอยู่กับฉัน นายห้ามยุ่งกับคนอื่นนะ” ปลดกางเกงยีนส์สีซีดตัวโตนั้นลงมาแค่หมิ่นสะโพก จุนซูย้ำอีกครั้ง ก่อนจะลิ้มเลียหยอกล้อความเป็นชายที่แข็งขึงลุ้นรับความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่า ชายหนุ่มรู้สึกเสียวที่หน้าท้องเมื่อกลีบปากสวยสีเหมือนผลเชอรี่ครอบครองเขาในที่สุด
ในมุมมองของเขาตอนนี้ เห็นเพียงใบหน้าขาวใสไร้แม้แต่รอยขีดข่วนหรือตำหนิแม้แต่น้อยนิด แพรขนตางอนยาวแผ่ออกเป็นแผงปกคลุมดวงตาที่กำลังหลับพริ้ม แก้มนวลกับปลายจมูกเล็กๆที่กลายเป็นสีแดงน้อยๆไล้ต่ำลง และทำหน้าที่ปรนเปรอเขาอย่างช่ำชองด้วยเพราะมีครูดี
ลิ้มเลีย เย้าหยอก และดูดรั้ง ทุกช่วงจังหวะร้อนที่จุนซูมอบให้ ยูชอนไม่สามารถเก็บกักอารมณ์ที่มีไว้ได้จนต้องครางออกมาเบาๆ มือหนาสอดแทรกบนไรผมนุ่มเคล้ากลิ่นหอมยวนใจ บางครั้งก็เผลอขยุ้มรั้งเส้นผมสวยอย่างลืมตัว
“อ่า...จุนซู...”
ลดฝ่ามือที่เคยรั้งจุนซูเข้ามาใกล้เขาลงไปกุมที่ไหล่มนทั้งสองข้างเพื่อยับยั้ง เมื่อยูชอนรู้สึกว่าตนเองกำลังจะทนไม่ไหว ชายหนุ่มอ้าริมฝีปากพรู
ลมหายใจออกมาแรงๆ เสียงทุ้มพร่ำเรียกชื่อเดิมซ้ำๆไม่หยุด แข้งขาสั่นเทิ้มจนแทบทรุด ไหล่หนาไหวระริก กระทั่งความต้องการทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับความร้อนรุ่มในกายจนหมด
ก้มลงมองร่างเล็กที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า ก่อนจะไล้ฝ่ามือช่วยทำความสะอาดคราบไคลที่ฉีดเลอะเปรอะหน้าท้อง รวมไปถึงใบหน้าหวานใสของจุนซู
ริมฝีปากสีแดงสดนั่นค่อยๆผละออกจากส่วนนั้นของเขาช้าๆ ก่อนที่จะส่ง
เรียวลิ้นสีสดเลียริมฝีปากของตนเองเป็นอันดับแรก แล้วใช้มันแลบเลียส่วนนั้นและนิ้วมือของร่างสูงเพื่อทำความสะอาดให้
ยูชอนพยุงจุนซูขึ้นมา เค้นฝ่ามือหนักหน่วงบนสะโพกผาย พลาง
ริมฝีปากอิ่มชื้นบรรจงละเลียดจูบ สัมผัสรสหอมหวานนุ่มลิ้นจากริมฝีปากแดงๆ นั้นด้วยความหลงใหล ตาคู่เล็กแลดูฉ่ำหวาน ริมฝีปากแยกออกคลายลมหายใจรวยริน แก้มใสแดงระเรื่อ เส้นผมสีทองนุ่มมือชื้นน้ำระไล้ลำคอขาวเนียนเคล้ากลิ่นหอมละไม
จุนซูต่างหาก...ที่เขาหวง...
จุนซูต่างหาก...ที่เขาหึง...
จุนซูคนนี้...ที่เขารักหมดหัวใจ...
แม้จะเจ็บปวดที่ต้องรับรู้ว่าแท้จริงแล้วจุนซูรักใคร แม้จะรู้ว่าจุนซูมองเขาเป็นอะไรในสายตา
ก็แค่...ของตาย...
ก็แค่...ของเล่นที่นายไม่อยากแบ่งใช้กับใคร...
ใช่ไหม จุนซู ?
To be continued...

มานยาวไปอ่ะ..ม่ะมีกามลังจัยอ่าน..
อิอิ..แต่หล่อมากมายเรยน่ะ..
tkecare ด้วยน่ะข้าเจ้า
#1 By ~ 원숭이 chee-y * 원숭이 ~ on 2006-09-11 17:51