Lovefurypassionenergy (4)
posted on 27 Aug 2006 09:28 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
4.
“จะหนีไปไหนน่ะ คิมแจจุง! กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะ”
ยุนโฮตะหวาดกร้าวกลางลานจอดรถกลางแจ้งของผับดัง ในขณะที่
ฝ่ามือแกร่งของเขาโผเข้าบีบกระชับข้อแขนบอบบางของแจจุงเอาไว้ได้พอดี
ร่างสูงออกแรงกระชากคนที่เอาแต่ก้าวเท้าฉับๆเดินหนี ไม่ได้สนใจเสียงเรียกของเขาเลยแม้แต่น้อยอย่างมีน้ำโห จนกระทั่งร่างที่ทั้งเล็กและผอมบางกว่าเขาอยู่มากจะเซเข้ามาปะทะกับแผงอกหนาอย่างจัง
ใบหน้าสวยโฉบเฉี่ยวของแจจุงในยามนี้มีสีแดงจัดด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ นัยน์ตากลมโตสีดำนิลนั้นวาววับเป็นประกายหวานเยิ้ม ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบคลี่รอยยิ้มมุมปากราวกับกำลังยั่วโทสะให้พุ่งสูง หากแต่แจจุงหาได้รู้ไม่ว่ารอยยิ้มนั้นกลับจุดอารมณ์อย่างอื่นให้ปะทุเดือดขึ้นมากกว่า
มือเล็กทั้งสองข้างผลักยันแผ่นอกของผู้คุกคามอย่างไม่ยอมกันจนหลุดออกจากการเกาะกุมในที่สุด ทำเอาร่างใหญ่โตของยุนโฮที่ถูกผลักไสอย่างไม่ใยดีนั้นถลาเข้าไปชนกับประตูรถยนต์คันหนึ่งทำให้เกิดเสียงดังโครมใหญ่ ท่ามกลางความเงียบงันของราตรีช่วงต้นฤดูร้อนเช่นนี้ จึงพอจะเรียกสายตาของผู้คนที่เริ่มทยอยออกมาจากตัวผับให้หันมาให้ความสนใจที่พวกเขาทั้งสองได้
“เรื่องผัวเมีย คนอื่นอย่าเสือก!”
หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อกลับเป็นแจจุงเสียเองที่หันไปขู่ฟ่อใส่บรรดาผู้เห็นเหตุการณ์ ก่อนที่ร่างบางจะหันมาตะปบฝ่ามือเข้ากับผิวเรียบลื่นของ
กระจกรถข้างใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากอิ่มเอิบตรงเข้าครอบครองอีกฝ่ายปากต่อปากอีกครั้งอย่างรุนแรง แจจุงรั้งต้นคอของยุนโฮให้โน้มลงมาใกล้เพื่อสามารถกดจูบให้ลึกยิ่งขึ้น กระหวัดปลายลิ้นเข้าสัมผัสรุกทุกกระเบียดนิ้วภายใน
โพรงปากร้อน
“ให้มันน้อยๆหน่อยยองอุง-แจจุง นายกำลังทำให้ฉันโกรธ” เสียงหอบกระเส่าที่แผ่ลอดช่องว่างระหว่างริมฝีปากของคนทั้งคู่ยามเมื่อทิ้งระยะเพื่อปรับเปลี่ยนมุมสัมผัส พัดพายุอารมณ์ที่เคยค้างคาให้โหมขึ้นมาใหม่ ยุนโฮวาดแขนรวบเอวคอดกิ่วให้เบียดเข้ามาแนบใกล้ ก่อนที่จะฉวยโอกาสพลิกขึ้นมาเป็นฝ่ายควบคุมร่างบางเสียเอง
“แล้วจะทำโทษยังไงดีล่ะ ยูโน-ยุนโฮ” กระซิบเสียงหวาน พลางประทับจูบเบาๆที่ต้นคอของชายหนุ่ม ร่างบางเริ่มต้นที่จะบดเบียดเบื้องล่างหยอกล้อส่วนที่กำลังแข็งขึงอยู่เบื้องใต้เนื้อยีนส์ราคาแพงที่มือกีต้าร์รูปหล่อสวมใส่ ขยับสะโพกน้อยๆเสียดสีเนื้อกายกับหน้าขาที่กำลังสั่นระริกอย่างอดทนนั้นของยุนโฮ
ยุนโฮกำลังจะทนไม่ไหว ลมหายใจร้อนผ่าวของแจจุงที่เป่ารดอยู่ริมหู ชวนให้เม็ดเหงื่อผุดซึมอยู่ทั่วใบหน้าและแผ่นหลังของเขาอย่างช่วยไม่ได้ “นายเมามากรู้ตัวหรือเปล่า” เขากัดฟันกรอด พยายามต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่กำลังร้อนรุ่มอยู่ภายใน “ฉันไม่อยากจะทำทั้งๆที่นายกำลังไม่ได้สติอยู่อย่างนี้หรอกนะ”
“นายไม่กล้ามากกว่า” แจจุงช้อนตามองหยั่งเชิง รอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวสวยของเขาเมื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังถือไพ่เหนือกว่า
"นายโชคดี...ที่ฉันชอบนาย แจจุง" จ้องสายตาอวดดีของแจจุงเขม็ง ก่อนที่เขาจะยอมปล่อยมือแล้วถอยห่างออกมา ยุนโฮถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองดูแผ่นหลังบางของคนที่เมาจนไม่รู้สึกรู้สาว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้างค่อยๆ เดินโซซัดโซเซจากไปไม่ต่างอะไรกับปูเมาๆตัวหนึ่ง พลันใบหน้าคมสันก็เป็นอันต้องส่ายหน้าละเห็ดละเหี่ยใจ คนเมากับคนบ้านี่มันไม่ได้ต่างกันซักเท่าไรเลยนะนี่ ไม่อยากจะนึกเลยว่าหากคนที่พาแจจุงมาเลี้ยงเหล้าไม่ใช่เขา คนสวยปากเก่งจะยังคงยิ้มออกได้อยู่ไหม
ไม่วาย ‘เสร็จ’ ไอ้หื่นแถวนี้ไปเรียบร้อยแล้วหรอกหรือ
“เดี๋ยวแจจุง! แล้วคำตอบล่ะ” ยังไม่ทันที่สองขาจะพาร่างกายกับหัวสมองมึนๆไปได้ไกล เสียงทุ้มของยุนโฮก็ตะโกนขึ้นดักไว้เสียก่อน เรียกให้แจจุงหันกลับมาสู้สายตาเขาจนได้ สีหน้าของยุนโฮในยามนี้ดูเคร่งเครียดจริงจังกว่าที่เคยหลายเท่านัก ยังไม่เคยลืมเหตุผลหลักที่ทำให้เขาพยายามทำตัวสนิทชิดเชื้อกับนักร้องนำวงร็อครุ่นน้องเช่นนี้ ทว่าน้ำเสียงกลับมีแววออดอ้อนและอ่อนลงอย่างประหลาด
“ช่วยฉันได้ไหม”
ยักหัวไหล่ พลางเอียงคอมองหน้า กลีบปากสีแดงฉ่ำแถมยังมีรสหวานราวน้ำผึ้งแย้มยิ้มบางๆ “ขอฉัน...คิดดูก่อน แล้วพรุ่งนี้นายค่อยมาเอาคำตอบแล้วกัน”
คำตอบนั้นแม้จะยังคลุมเครือ แต่ก็พอจะทำให้รอยยิ้มที่ห่างหายจากใบหน้าไปนานของยุนโฮหวนกลับมาได้อีกครั้ง
ขอคิดดูก่อนงั้นหรือ
ห้าสิบเปอร์เซ็นต์คือ ‘ตกลง’ สินะ
ยูชอนบรรจงจูบลงบนหัวไหล่มนเบื้องหน้า ก่อนจะฝังปลายจมูกเข้ากับซอกคอขาวเนียน ซึ่งแต่งแต้มไว้ด้วยรอยรักที่เขาเป็นผู้สร้างไว้ ชวนให้อดยิ้มอยู่กับตัวเองอย่างภาคภูมิใจไม่ได้เมื่อนึกถึงค่ำคืนอันแสนหวานที่เพิ่งพ้นผ่าน
เขามีจุนซูอยู่ในอ้อมแขน
จุนซูที่เขารัก...
คนตัวเล็กเอี้ยวตัวน้อยๆ เมื่อรู้สึกถึงสัมผัสชวนจั๊กจี้ที่เพื่อนตัวสูงมอบให้ ตาเรียวเล็กที่ยังคงปิดพริ้มกระตุกน้อยๆ ก่อนที่มือเล็กซึ่งเคยวางราบอยู่ใต้หมอนจะยกขึ้นมาดันแขนของยูชอนออกจากเอวบางของตนอย่างรำคาญ
“ยูชอน อึดอัดน่า” จุนซูพึมพำในลำคอด้วยความง่วงงุน ขยับดิ้นภายใต้ผืนผ้าห่มอุ่น
ยูชอนเข้าใจความหมายของประโยคและท่าทางนั้นได้ไม่ยากเย็นนัก ร่างสูงรีบคลายกอดทันที
“ขอโทษ” เขายิ้มแห้งๆ ก่อนจะพลิกตัวหันกลับไปอีกด้านอย่างเสียดาย
โลภมากจริงๆ ปาร์คยูชอน ลืมไปแล้วหรือไงว่าทำได้แค่ไหน ลืมไปแล้วหรือไงว่าตัวเองเป็นใคร
แม้จะได้ครอบครองแต่ก็แค่ชั่วข้ามคืน ภาพที่ปรากฏชัดเจนในสายตาของเขามันไม่ใช่นาย
หัดเจียมกะลาหัวซักทีสิ...
แสงแดดอ่อนๆในยามสายลามเลียใบหน้าขาวใสอย่างอ่อนโยน ลมเย็นพัดผ่านบานหน้าต่างที่ถูกเปิดไว้จนสุดอาบพรมร่างกาย แม้จะสบายมากเสียจนอยากฝังตัวอยู่ในเตียงนอนนุ่มๆนี้ทั้งวี่วัน แต่ความสว่างจ้าของแสงอาทิตย์ที่
ทิ่มแทงผ่านม่านสายตาก็ทำให้จุนซูไม่สามารถทำตัวเกียจคร้านฝืนหลับต่อไปได้ รสสัมผัสของริมฝีปากอุ่นนุ่มและความอ่อนโยนของคนตัวสูงยังคงโอบกอดเขาเอาไว้กระทั่งในเวลานี้ จุนซูถอนหายใจออกมายาวๆ ทั้งที่เปลือกตายังคงปิดสนิทอยู่ เข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่ต้องมองก็รู้ว่าคงกำลังซึมอยู่เป็นแน่
เขากระทุ้งข้อศอกของตนให้กระทบน้อยๆกับต้นแขนของอีกคนซึ่งนอนอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “เป็นอะไร ทำไมเงียบไปล่ะ”
“ฉันก็เงียบมาตั้งนานแล้วนี่” มือเบสตอบด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา มือกีต้าร์จึงสวนกลับแทบจะในทันที
“กวนประสาท”
ยูชอนกระตุกยิ้มขัน ก่อนจะกระทุ้งศอกคืนไปหนึ่งที ถึงจะถูกว่าแต่ก็ไม่ได้เคืองโกรธอะไร เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรก็แค่เพื่อนหยอกเพื่อน ที่สำคัญ...ในเวลานี้เขามีความสุขมากเกินกว่าจะมารู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจกับเรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้ได้
คืนก่อนที่จุนซูมีเรื่องและยูชอนรู้ดีกว่าเกิดเพราะอะไร เขาโล่งใจที่เห็นคนซึ่งร้อยวันพันปีก็ดีแต่ปากเก่งยังคงปลอดภัย ถึงแม้จะพอรับรู้ได้ว่าภายในจิตใจของจุนซูนี้ไม่ได้แคล้วคลาดการถูกทำร้ายเหมือนอย่างร่างกายนัก
เขารู้...เพราะก่อนที่จะพบจุนซูนั่งร้องไห้ปานจะขาดใจตายอยู่นั้น สายตาก็ดันเหลือบตามเสียงย้ำเครื่องรถมอเตอร์ไซค์ดังลั่น เจ้าของใบหน้าหล่อเหลากับเส้นผมสีส้มเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นตากวดรถตัดหน้าไปจนควันโขมง
ชองฮวาที่ไม่ว่าปรากฏตัวเมื่อไร ก็ราวกับจะรังแต่ย้ำรอยแผลในหัวใจของจุนซูมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
“ยูชอน นายว่าพี่แจจุงจะกลับบ้านหรือยัง”
จุนซูที่นอนนิ่งๆอยู่นานในที่สุดก็ออกปากถามความคิดเห็น เหตุผลที่ทำให้เมื่อคืนนี้เขาต้องรบกวนนอนค้างที่ห้องเช่าของยูชอนต่อเป็นเพราะคืนก่อนเขาดันลืมขอกุญแจบ้านจากแจจุงไว้ เลยทำให้ต้องรอจนกว่าพี่ชายจะถึงบ้านเสียก่อนจึงกลับได้ แต่นี่อะไร...โทรเข้าเบอร์มือถือก็แล้ว เช็คที่บ้านก็แล้ว แจจุงก็ยังไม่ตอบรับ จุนซูนึกค่อนขอดพี่ชายสุดที่รักอยู่ในใจ แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
“ควรจะกลับได้แล้ว” ยูชอนว่า พลางเหลือบไปมองนาฬิกาที่หัวเตียงช้าๆ “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า พี่นายโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ เหมือนนายซะที่ไหน ต้องให้ฉันคอยดูแลตลอดเวลา”
สิ้นคำ ก็ต้องลูบแขนปอยเพราะโดนศอกกระทุ้งกลับมาอีกครั้งแรงๆ “ฉันก็อายุเท่านายนั่นแหละ อย่าเหยียดกันให้มากนักเลย” จุนซูสบถฉุนๆกับมุกตลกร้ายที่ชางมินเป็นคนเริ่ม บ่อยครั้งที่เขาถูกมองเป็นน้องเล็กของวงด้วยการจำแนกโดยส่วนสูง และคนอื่นๆก็ดูจะชอบอกชอบใจมุกนี้นักหนา
“แต่สำหรับแจจุง ยังไงนายก็เป็นน้องชายคนเล็กอยู่ดี ทีหลังก็อย่าทำซ่าให้เขาห่วงมากนัก รายนั้นยิ่งวิตกจริตอยู่”
“จ้ะพ่อ หนูรู้แล้ว... โอ้ย! ยูชอน!” จุนซูหยอดกลับหน้าตาเฉย พร้อมๆ กับที่ยูชอนกระทุ้งข้อศอกแหลมๆเข้ามาที่ต้นแขนอีกทีจนปวดเลยทีเดียว คนตัวเล็กร้องโอดโอย แต่ไม่วายหัวเราะคิกคักพลางกระทุ้งแขนกลับ ทว่ายูชอนกลับเปลี่ยนแผนพลิกตัวมากดไหล่จุนซูลงกับเตียง แล้วใช้ไม้ตายลงมือจี้เอวผอมบางนั่นจนคนเบื้องใต้ต้องดิ้นพล่าน หัวเราะลั่นจนท้องคับท้องแข็ง
ปล้ำกันจนเหนื่อย ก่อนจะต้องทิ้งกายลงนอนแผ่หลาเคียงกันทั้งคู่ เสียงหัวเราะสดใสดังแว่วในสายลมเงียบเชียบ
จุนซูเหลือบมองใบหน้าหล่อสะอาดในแบบผู้ดีที่กำลังระบายด้วยรอยยิ้มเรียบๆ แต่นัยน์ตาดูเศร้า เพื่อนรักของเขาคนนี้แต่ก่อนมีอะไรไม่สบายใจก็มักจะเล่าสู่ ไม่ค่อยเก็บกักอะไรเอาไว้ หากแต่หมู่นี้ยูชอนแปลกไป
แจจุงคิดว่ายูชอนคงกำลังเริ่มโตเป็นหนุ่ม ต้องการมีโลกส่วนตัว ทว่าชางมินค้านว่ายูชอนเป็นหนุ่มนานแล้ว สาเหตุที่ทำให้ซึมจึงอาจเป็นเพราะระยะนี้ทะเลาะกับจุนซูบ่อยๆ จุนซูไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดของเขา จึงตัดสินใจถามคำถามที่เขาข้องใจมานาน
“ยูชอน คิดถึงบ้านไหม”
ชายหนุ่มเกือบจะปฏิเสธ กลับเปลี่ยนใจตอบเสียงเย็นว่า “คิดถึงสิ” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่แล้วก็หันกลับมาจ้องตายิ้มกริ่ม “ทำไมเหรอ”
“ถ้าคิดถึง ทำไมไม่กลับไปล่ะ” จุนซูพูดตรงไม่ได้อ้อมค้อม เขากำลังสงสัยจริงว่าหากยูชอนคิดถึงบ้านจนซึมเศร้า เหตุใดถึงไม่กลับไป
“ยังไม่กลับตอนนี้หรอก เรายังไม่ได้ออกอัลบั้มเลยนี่ ขืนกลับตอนนี้พ่อได้ด่าเปิงว่าขี้แพ้” ยูชอนหัวเราะ นึกถึงเมื่อครั้งที่เขารวบรวมเงินเก็บซื้อตั๋วเครื่องบิน และหนีจากครอบครัวมาเกาหลีตามลำพังโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของผู้เป็นบิดา “ที่สำคัญ ฉันอยากอยู่เล่นดนตรีกับนาย”
สายตาที่ยูชอนมองมาฉาบฉายแววความรักอันคับแน่น จุนซูสัมผัสและรับมันไว้ได้ทั้งหมด น่าเศร้าที่เขาคงไม่สามารถตอบแทนความรักมากมายเพียงนั้นให้อีกฝ่ายได้เท่ากัน มือเล็กสอดเข้ากระชับในอุ้งมืออุ่นของคนข้างตัว บีบมันแน่นๆ ก่อนจะยิ้มอ่อนหวานให้อย่างซึ้งใจ
“ขอบคุณนะยูชอน”
แต่มิตรภาพระหว่างกันจะยังคงสว่างไสว ไม่มีวันต้องเดียวดายบนเส้นทางสายนี้
“ก็ฉันรักนายนี่นา ลืมแล้วหรือไงนะ จุนซู”
ฮัวชองฮวานั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนมอเตอร์ไซค์คันงามคู่ใจ ก่อนที่ฝ่ามือเรียวผ่องในแบบผู้ดีซึ่งถูกสวมทับไว้ด้วยสนับมือหนังจะต้องยกขึ้นเกาศีรษะใต้กลุ่มผมสีส้มอย่างขุ่นเคือง สายตาเรียวคมกริบจ้องผ่านช่องว่างระหว่างประตูรั้วสีดำมะเมื่อมเบื้องหน้าเขม็ง ราวกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกจากนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นี้จะสามารถเนรมิตบุคคลที่กำลังรอคอยให้ปรากฏตัวขึ้นได้เดี๋ยวนั้น
ดูจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ที่จำต้องแหกขี้ตาตื่นตอนบ่ายสามโมงเย็น ทั้งที่เพิ่งจะได้ล้มตัวลงนอนตอนสิบโมงเช้า เพราะโทรศัพท์เรียกตัวจากยุนโฮคะยั้นคะยอให้มารับเขาที่บ้านในเวลานัดหมาย ชองฮวาระบายลมหายใจออกอย่างไม่สบอารมณ์นัก นี่ก็ห้าโมงสิบห้าแล้ว...เลยเวลานัดไปสิบห้านาที อุตส่าห์รีบบึ่งมารอตามคำขอ หากแต่คุณชายสายเสมอก็ยังไม่ปรากฏแม้แต่เงาหัว
เจอหน้าล่ะก็จะถีบให้หัวทิ่มบ่อเลยคอยดู...
คิดได้ไม่ทันไร 'คุณชายสายเสมอ' ก็โผล่หน้าระรื่นน่าหมันไส้ออกมานอกประตูบ้าน ไขกุญแจล็อคประตูเสร็จสรรพ แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งรี่มาหาเพื่อนที่ยังคงนั่งหน้าบูดรออยู่ ยุนโฮทักทายอย่างแจ่มใส ผิดจากชองฮวาที่ทักตอบด้วยน้ำเสียงเซ็งทางโลกสุดชีวิต
“หวัดดีพวก!”
“ไหว้พระเถอะเพื่อน” หนุ่มหัวสีแครอทง่วงจนขี้เกียจแม้แต่จะขยับปาก “ฉันนึกว่านายจะออกมาซะพรุ่งนี้ทีเดียว”
“แหม...” กระชับเสื้อโค้ชเข้ากับตัวอย่างไม่อยากให้เสียหล่อ ยุนโฮเอื้อมมือไปตบบ่าเพื่อนแรงๆจนไหล่แทบเดาะ “ช้านิดช้าหน่อยน่า ซี้ๆกันอยู่แล้ว ไม่ต้องเกรงใจ”
ชองฮวาฟังแล้วกรอกตาไปมา พลางกระตุกยิ้มหยัน รู้ดีว่าหากต่อปากต่อคำชาตินี้ก็คงไม่จบ จึงพยายามทำใจให้ปลงตกเกี่ยวกับความเนียนได้ทุกสถานการณ์ของเพื่อนรักจะดีกว่ามานั่งปวดเศียรเวียนเกล้าหาประโยคเถียงกลับ เขายกแว่นตากันลมกรอบโตๆที่เคยคล้องไว้รอบคอขึ้นคาดเส้นผมยาวพอดีที่ทิ้งตัวดิ่งปรกหน้า ก่อนจะเตรียมสตาร์ทเครื่องรอ
ย้ำเครื่องเสียงดังพอกวนเมือง รอจนควันขาวๆที่พุ่งออกจากแกนท่อไอเสียจางลงจึงหันไปถามยุนโฮเสียงห้วน “แล้วนายชวนฉันมา จะพาไปไหน”
“เดอะไนธ์เกต” รายนี้ตอบยิ้มๆอย่างภาคภูมิใจ เตรียมพร้อมกระโดดขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนเต็มที่หากไม่ถูกปรามไว้ก่อน
“เดี๋ยวๆ” ชองฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง
ขึ้นชื่อว่า ‘เดอะไนธ์เกต’ แน่นอนว่าไม่ต่างอะไรกับแหล่งกบดานขนาดย่อมของเหล่าสาวกอีวิล-โอเวอร์ลอร์ด ใครๆต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่ใช่แค่สมาชิกของสองวงหรอกที่เป็นปรปักษ์ แฟนเพลงก็ต่างเป็นอริมีอคติต่อกันตามไปด้วยแบบไม่มีข้อสงสัย...
ชองฮวาเป็นคนฉลาด เขารู้ดีว่าไปกันง่ายๆอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสาวกผีแดง เดินอาดๆเข้าไปยืนจังก้าท้าความตายกลางหมู่เด็กหงส์ ชายหนุ่มจึงอดถามไม่ได้
“ไปหาเตี่ยอะไร”
“ไม่ได้ไปหาเตี่ย” ยุนโฮฉีกยิ้มกว้างกว่าเก่า ไม่วายยักคิ้วกวนเบื้องล่างเพื่อนอีกทีสองที “ไปหา Guest ต่างหาก”
“Guest?” หนุ่มหน้าหล่อนักร้องนำวงร็อคใต้ดินชื่อดังทวนคำเสียงสูง ทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจะต้องออกสำเนียงกระแดะตามไอ้เพื่อนบ้านี่ด้วยฟะ
“ใช่...Special Guest ในคอนเสิร์ตของเราไงครับ คุณฮัวหลาง” ยุนโฮแถลงไขมั่นอกมั่นใจ พร้อมๆกับที่ชายหนุ่มจะกระโดดขึ้นซ้อนท้ายเตรียมตัวออกรถแล้ว แต่ยังไม่วายยื่นมือมาขอหมวกกันน็อคจากชองฮวา ตามประสาประชาชนคนเดินดินที่ในวันนี้เกิดอยากเป็นพลเมืองดีขึ้นมาตะหงิดๆ
ยุนโฮกระดิกนิ้ว...ชองฮวาคิ้วขมวด...
“อะไร”
“กันน็อคไง”
“ไม่มี” เขาตอบเสียงเย็นอย่างไม่ใยดี ตั้งหน้าตั้งตาปรับระดับของกระจกส่องหลังแทนไม่ได้ใส่ใจ
“เฮ้ย! ไม่มีได้ยังไง!?” ยุนโฮร้อง ดวงตาที่ปกติเรียวเล็กกลับเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
เข้าใจดีว่าชองฮวาไม่เคยกลัวกฎหมายจราจรยิบย่อย เพราะหากถูกจับก็เพียงใช้เส้นสาย ไม่ก็แค่จ่ายค่าปรับ ซึ่งคงไม่คณามือลูกชายคนเดียวแห่งตระกูลฮัว เจ้าของธุรกิจนำเข้าและส่งออกยนตรกรรมชื่อดังเช่นเขา
แต่แล้วตัวยุนโฮเล่า ไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนรักจะทิ้งให้เขาซ้อนมอเตอร์ไซค์ท้านรกด้วยหัวเปลือยๆเช่นนี้ได้ลงคอ!
พลาดนิดเดียว หัวแตกโผละคาพื้น มันสมองไหลนองเชียวนะเฟ้ย!
นึกแล้วสยอง...
“ก็เหมือนกับที่นายขับรถยนต์ไม่ขาดเข็มขัดนิรภัยไงล่ะ” ชองฮวาย้อนหน้าตาเฉย ก่อนหนุ่มนักซิ่งจะบิดคันเร่งจนรถพุ่งออกตัวไปตามถนนข้างหน้าอย่างไม่รอให้ทันตั้งตัว
ร่างเล็กๆของจุนซูนั่งงอเข่าอยู่บนโซฟาตัวเก่าโกโรโกโส พลางโยกตัวไปมาจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดเสียดหู นัยน์ตากลมใสจ้องภาพสะท้อนของพี่ชายคนสวยผ่านบานกระจกเงาตรงหน้าอย่างคลางแคลงใจ แจจุงที่ยังคงแฮ๊งค์ได้ที่นั่งแต่งเสริมเติมสีสันให้กับใบหน้าที่แลดูอิดโรย แถมยังซีดเผือดเกินกว่ามนุษย์เป็นๆ พึงมี ผู้เป็นน้องชายถอนหายใจออกมาดังๆอย่างจงใจให้คนที่นั่งนิ่งตกเป็น
เป้าสายตาอยู่นานนี้รู้ตัว
“พี่แจจุงไหวไหมเนี่ย”
แจจุงเม้มริมฝีปากย้ำรอยลิปสติกสีเข้มที่เพิ่งทาบทา ก่อนจะหันมายิ้มแห้งๆ สบตากับน้องชายสุดที่รักซึ่งในยามนี้แต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมขึ้นเวทีเรียบร้อยแล้วตรงๆ “ไหวสิ แค่นี้จิ๊บจ๊อยน่า”
“แค่นี้จิ๊บจ๊อยเหรอ จิ๊บจ๊อยขนาดนอนแหมะหมดสภาพอยู่หน้าประตูห้องเนี่ยนะ โคตรจะจิ๊บจ๊อยเลยให้ตาย” จุนซูประชด แต่ในแววตาเจือความห่วงใยจนสามารถดูได้ไม่ยากเย็น ใบหน้าหวานอ่อนเยาว์นั้นค่อยๆซุกหายเข้าไปกับเข่าของตน “พี่แจจุงไปไหนมา ทำไมถึงเมาเละเทะขนาดนั้น ผมเป็นห่วงพี่แทบตาย พี่ก็ไม่โทรหาเลย”
แจจุงแอบหัวเราะเบาๆให้กับวิธีหลบตาที่แสนน่ารักของร่างเล็ก สำหรับแฟนเพลงหรือใครต่อใครอาจจะมองว่าซีอา-จุนซูผู้นี้ดูร้อนแรงเซ็กซี่ อาจจะจริงที่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนนี้ร้อนแรงเมื่อมือจับกีต้าร์ แต่ถ้าเปรียบในสายตาแจจุง
ยูชอน หรือแม้แต่ชางมินแล้ว ถึงอย่างไรจุนซูก็ยังเป็นคนที่น่ารัก สดใสไร้เดียงสา น่าทะนุถนอมที่สุดอยู่ดี
หลายครั้งแจจุงอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าใครบนฟ้าอาจจะสร้างจุนซูมาเพื่อเป็นกำลังใจให้เขา เพราะหากว่าวันนี้ไม่มีจุนซู เด็กกำพร้าอย่างเขาก็อาจจะกัดลิ้นตายเนื่องจากทนความทรมานที่ต้องอดๆอยากๆไม่ไหว
คงไม่มีแรงใจที่จะสู้จนมาถึงทุกวันนี้
“พี่โทร...กำลังจะโทรอยู่แล้ว แต่...” ความจริงในใจแจจุงนั้นก็อยากเล่าอยู่ ติดอยู่ตรงที่เขาเองกลับจำอะไรไม่ได้เลยนี่สิว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาบ้างในคืนนั้น ร่างบางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางส่งยิ้มแกนๆให้กับน้องชาย
“ขอโทษนะ จุนซู”
“ไม่เป็นไรฮะ แค่พี่แจจุงปลอดภัยก็ดีแล้ว” จุนซูตัดความ กระโดดลงมาจากเบาะนั่ง พลางส่งรอยยิ้มหวานให้กับพี่ชาย
แจจุงอดยิ้มตามไม่ได้เมื่อมองเห็น จุนซูโตขึ้นมาก ทั้งใสสะอาดและน่ารักในแบบที่แจจุงฝันอยากให้เป็น แม้จะยังรู้สึกเสียใจอยู่จนถึงทุกวันนี้ที่ไม่สามารถเลี้ยงจุนซูให้เติบโตขึ้นนอกกรอบสังคมและชีวิตในรูปแบบนี้ได้ก็ตาม ทว่าบางครั้งที่แจจุงนึกถึงสีหน้าเปื้อนยิ้มอย่างเป็นสุขเวลาที่ได้จับเครื่องดนตรี ฝีมือการเล่นกีต้าร์ และความใฝ่ฝันของจุนซู เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าพระเจ้าไม่ก็ซาตาน อาจจะสร้างจุนซูมาเพื่อสิ่งนี้
สร้างคิมจุนซูมาเพื่อเป็นอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดเช่นนี้...
“พี่แจจุง จวนถึงเวลาแล้วนะ”
“จ้ะ เดี๋ยวพี่ตามไป” มองตามจนจุนซูวิ่งหายลับไปหลังประตูเหล็กเก่าครำคร่า ก่อนที่แจจุงจะถอนหายใจออกมายาวๆ พลางยิ้มอยู่กับตัวเองบางๆ อย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
จริงสินะ...เราทุกคนต่างก็สู้เพื่อความฝันกันทั้งนั้น หากไม่มีความฝัน ไม่มีแรงบันดาลใจ ชีวิตนี้จะมีค่าอะไร จุดมุ่งหมายข้างหน้าจะสิ้นสุดที่ตรงไหน อะไรคือความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิต
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความฝันเป็นตัวแปร
ยุนโฮเดินนำชองฮวา พยายามพาแทรกมากับกลุ่มคนที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่จนคับแน่นนี้ไปใกล้เวทีให้ได้มากที่สุด บรรยากาศเดิมๆ สถานที่เดิมๆ ทว่ากลุ่มเป้าหมายกับมุมมองที่แตกต่างก็พอจะทำให้ชองฮวาแปลกใจได้มากเอาการอยู่ ชายหนุ่มหันมองหน้าเพื่อน พลางพยักหน้าน้อยๆ เป็นสัญญาณบอกว่าการแสดงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปให้ใกล้เวทีกว่านี้อีกเพราะอาจจะทำให้ดูผิดสังเกตได้
ทั้งยุนโฮและชองฮวาสวมแว่นตากันแดดสีเข้มกับหมวกผ้าเพื่อพรางตัว แม้จะแน่ใจว่าคงไม่มีใครจำหน้าค่าตาพวกเขาได้ เพราะแต่ละครั้งที่แสดงบนเวทีก็ใช่ว่าจะชอบเผยโฉมหน้าที่แท้จริงกันสักเท่าไหร่ แต่กันไว้ดีกว่าจะไม่มีโอกาสได้แก้...รู้ตัวอีกทีอาจจะถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยรถขนศพเสียแล้วก็เป็นได้ สองหนุ่มจึงไม่ประมาท
รวบคอเพื่อนเข้ามาใกล้ๆ พลางกระซิบกระซาบตามประสาพวกสอดแนม จู่ๆไฟที่เคยสว่างอยู่เพียงรำไรก็ถูกดับลงจนทั่วบริเวณมืดสนิท เสียงกู่ร้องของบรรดาสาวกซาตานดังกึกก้องขึ้นหลายเท่า พร้อมๆกับที่เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วๆดังคลอขึ้นในที่สุด
“ตื่นเต้นว่ะ” ยุนโฮหันไปพูดกรอกหูเพื่อนรัก พลางถูฝ่ามือที่ในยามนี้เย็นจัดเข้าด้วยกันไปมา เล่นเอาชองฮวาคิ้วขมวด
“ตื่นเต้นบ้าอะไร”
“อยากรู้ว่าเวลาแฟนๆ ดูพวกเราแสดงจะรู้สึกเหมือนที่ฉันรู้สึกหรือเปล่า”
“เหอะ” ชองฮวาสบถ ก่อนจะยักไหล่ เขากำลังไม่สบอารมณ์อย่างแรงชนิดที่หากยุนโฮเห็นสีหน้าเขาได้ในยามนี้ พ่อหนุ่มคงละความคิดที่จะพูดพล่ามอะไรได้อีกแล้ว “ฉันว่าไม่เหมือนกันหรอก เพราะดิโอเมเดสกับอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดมันคนละชั้นกัน”
“นายจะโกรธไหมชองฮวา ถ้าฉันขอปากดีบอกว่าเราเอาสองวงมาเทียบชั้นกันไม่ได้” ยุนโฮเถียงด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “พูดง่ายๆ ดิโอกับอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดคนละแนวกัน ประสบการณ์ก็ยังต่างกัน เทียบชั้นกันไม่ได้หรอก แล้วอีกอย่าง นายยังจำสมัยที่เรายังเป็นวงโนเนมได้อยู่ไหม ตอนที่ใครๆก็พากันด่าเรา เอาเราไปเทียบกับวงโน้นวงนี้ นายยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ไหมว่าเป็นยังไง”
มือหนาเอื้อมไปโอบไหล่เพื่อน พลางตบปลอบอารมณ์คุกรุ่นนั้นเบาๆ สองสามที
“ทั้งเราทั้งเขาก็พวกใต้ดินด้วยกันทั้งนั้น อย่าเกลียดกันเลยนะ” ว่าจบก็ลอยหน้าลอยตาหันไปสนใจกับภาพบนเวทีต่อ ปล่อยให้เพื่อนซี้จมอยู่กับความคิดของตัวเอง
เพลงที่ดูจะเพิ่มความหนักหน่วงและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆกลบเสียงแผ่วๆ ที่เปล่งออกจากริมฝีปากบางได้รูปของชองฮวาจนหมดสิ้น เป็นถ้อยคำที่ยุนโฮไม่สามารถได้ยิน หรือแม้แต่สัมผัสได้ถึงจิตใจเพื่อนรักของเขา
“นายว่าฉันเกลียดเขาเหรอ ฉันน่ะเหรอเกลียด เมื่อไหร่กัน”
แสงสปอร์ตไลท์แว่บปลาบขึ้นเมื่อเสียงรัวกลองอันเป็นเอกลักษณ์เปล่งผ่านลำโพงขยายเสียง สะท้อนก้องสถานที่อับทึบแห่งนี้จนราวกับมันตีย้ำไปมาในโสตประสาท เสียงฝูงชนเงียบกริบ ต่างตั้งใจรอคอยการปรากฏตัวของวงดนตรีสุดโปรด ผิดจากอีกสองสาวกแปลกหน้าแห่งซาตานที่กลับมาเหยียบเยือนสถานที่นี้อีกครั้ง
ที่เงียบ...เป็นเพราะพลังบางอย่างฉุดให้ขนอ่อนบริเวณลำคอลุก
เกรียวกราวได้ไม่น้อยเลย
กระทั่งไฟดวงใหญ่ที่ด้านหลังส่องสว่างพรึบก็สามารถปัดเป่าความมืดออกไปได้จนสิ้น
ชเวคัง-ชางมินปรากฏกายในชุดผ้าขนสัตว์สีเทาเข้ม กับผ้าพันคอที่พันเลยไปถึงครึ่งใบหน้าสีแดงเลือดนก เส้นผมชี้แข็งสีแดงสดถูกปัดลงมาปิดบังใบหน้าคมคายจนเกือบมิด เขาสลับเรียวนิ้วควงไม้กลองได้พลิ้วสบายไม่มีติดขัด ก่อนจะวาดมันลงกระแทกแรงๆให้จังหวะที่หนักแน่นและรุนแรงกว่า
มิกกี้-ยูชอนสวมเสื้อคลุมสีแดงเข้ม แลดูมันวาวเล็กน้อยคล้ายทำจากผ้าไหมชั้นดี ตวัดพันร่างสูงโปร่งอย่างสร้างสรรค์ ศีรษะคาดไว้ด้วยผ้าคาดสีเดียวกัน ตัดกับกางเกงกับหมึกดินสอเขียนขอบตาสีดำสนิทได้อย่างลงตัว
สองแขนอุ้มกีต้าร์เบสสีดำเงาวับตัวโตที่ในวันนี้ดูแปลกตาเพราะมีลายดอกซากุระสีทองประดับอยู่ด้วย
ซีอา-จุนซูกรีดสายกีต้าร์เป็นทำนองบาดขั้วหัวใจ มือน้อยๆที่สลับนิ้วไปมาอย่างชำนิชำนาญหยุดทุกลมหายใจของทุกคนเอาไว้ ร่างเล็กในชุดกิโมโนเต็มยศสีแดงปักดิ้นทองเป็นลายดอกซากุระ เข้าชุดกับมือเบสซะไม่มี แปลกตาจากที่เคยเห็นเมื่อครั้งใส่เพียงยูกาตะเรียบๆ ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มถูกแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางเฉดสีร้อนแรง เส้นผมสีทองสว่างสะบัดไปมายามเมื่อเขาโยกศีรษะไปตามจังหวะดนตรี
ยองอุง-แจจุงในวันนี้สวมกิโมโนแบบเดียวกันกับมือกีต้าร์ข้างกาย หากจะแตกต่างกันอยู่ที่ว่ากิโมโนของเขาเปิดไหล่กว้างจนเผยให้เห็นหัวไหล่โค้งกลมกลึงขาวเจิดจ้าทั้งสองข้างอย่างง่ายดาย เส้นผมยาวถึงสะโพกสีดำสนิทถูกรวบขึ้นไปมั่วๆ แล้วคาดด้วยปิ่นปักผมหลายเล่ม นัยน์ตาดำขลับเป็นประกาย ริมฝีปากฉาบด้วยสีม่วงเข้มจนเกือบดำ เรียวขาเนียนละเอียดที่โผล่พ้นชายกิโมโนอย่างไม่ได้ตั้งใจ...หรืออาจจะตั้งใจ สามารถเรียกน้ำลายคนดูได้อย่างเกินความคาดหมาย
“วันนี้คอนเซ็ปท์อะไรกันวะเนี่ย” ภาพตรงหน้าทำเอาคนดูผมส้มคน กับผมน้ำตาลคนอดที่จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ยุนโฮเปิดประเด็นก่อน
“ไม่ชิโนบิหรือเกอิชา ก็คงเป็นประเภทหนังจีนกำลังภายในล่ะมั้ง”
ชองฮวาออกความคิดเห็นสนับสนุน ยังไม่ทันจับความผิดปกติในน้ำเสียง
คู่สนทนาว่าตอนนี้ละเมอเพ้อพกไปถึงไหนต่อไหน หากยังไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง
“ยองอุงน่ารักชะมัดเลย” ยุนโฮรำพัน
ชองฮวาหันกลับไปมองหน้าคนข้างๆ ก่อนที่จะจำต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แทบไม่อยากเชื่อว่ามือกีต้าร์ที่เรียกได้ว่าร้อนที่สุดในวงการอย่างยูโน-ยุนโฮจะกำลังทำตัวเหมือนพวกบ้าดารา ยืนตาวาว ปากสั่นอยู่เช่นนี้
“อยากให้ยองอุงมาเห็นนายตอนนี้จัง จะได้เลิกอคติ เกลียดฉันแล้วพาลไปเกลียดนายซักที”
“น่ารัก น่ารัก น่ารัก” แต่ดูคล้ายกับว่ายุนโฮจะไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูดแม้แต่น้อย
“คิดผิดคิดใหม่ว่ะ ไม่ต้องมาเห็นแหละดีแล้ว” หนุ่มผมสีส้มส่ายหน้าปลงๆ “เสียภาพพจน์ เหอๆ”
ด้วยจังหวะดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์และบรรยากาศในสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังของเหล่าแฟนเพลงเช่นนี้ ทำให้สถานการณ์เริ่มคับขัน ชองฮวารู้สึกว่าตนเองถูกคนดูด้านหลังเบียดเข้ามาจนเซไปถามกระแสผู้คน ร่างสูงเอื้อมมือจับต้นแขนยุนโฮไว้ ก่อนที่จะพากันไหลเข้าใกล้เวทีมากขึ้นเรื่อยๆด้วยกัน
ดูคล้ายว่ากำลังเกิดจลาจลขนาดย่อมขึ้นที่ด้านหลัง จนทำให้ผู้คนขยายตัวแหวกออกเป็นวงกว้าง ยุนโฮหันไปมองงงๆ แต่ก็คงปลงไม่แพ้กับชองฮวา กลุ่มแฟนเพลงหัวรุนแรงที่ท่าทางจะเมามายกันได้ที่กำลังมีเรื่องชกต่อยกันอยู่จริง ภาพแบบนี้เห็นได้บ่อยเหลือเกินในคอนเสิร์ตของพวกเขา
อีวิล-โอเวอร์ลอร์ดทั้งสี่คนแม้จะไม่ได้หยุดการแสดง แต่ก็มีสีหน้าแตกตื่นประหลาดใจไม่ต่างกัน มองจากมุมนี้ ผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่แน่นขนัดค่อยๆ เซล้มลงไปอย่างกับโดมิโน ระหว่างนั้นเองที่สายตาของจุนซู กลับไปสะดุดเข้ากับใครบางคนที่คับคล้ายคับคลาว่าจะรู้จัก
ชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาวเหลือง ที่มีเส้นผมยาวระลำคอสีส้มบาดตา สว่างเด่นออกมาจากกลุ่มผู้คนมากมายเบื้องหน้าอย่างประหลาด แต่สำหรับจุนซูแล้วคนคนนี้เจิดจ้าเสมอ เด่นออกมาจากผู้คนเสมอ และไม่มีทางที่เขาจะจำผิดไป
ชองฮวา!?
แจจุงลดไมโครโฟนในมือลง มองกลุ่มคนที่กำลังแตกฮือด้านหน้าอย่างไม่สบอารมณ์นัก เขาหยุดร้องเพลงเสียเฉยๆ หวังจะให้แฟนๆ ที่ทั้งรักและศรัทธาในตัวพวกเขาสำนึกบ้าง แต่ก็ดูว่าสาวกซาตานผู้กำลังตกเป็นทาสแอลกอฮอล์ จะยังไม่มีสติสัมปชัญญะมากพอที่จะคิดได้ถึงขั้นนั้น
จุนซูเหวี่ยงสายสะพายกีต้าร์ไปข้างลำตัว มือหนึ่งประคองอุ้มเครื่องดนตรีคู่ใจเอาไว้ หากมือหนึ่งเอื้อมไปกระชากคอเสื้อของมือเบสหน้าหล่อประจำวงให้เข้ามาใกล้ตัว ริมฝีปากบางอันถูกฉาบไว้ด้วยลิปสติกสีสดตรงเข้าตักตวง จูบยูชอนอย่างกระหาย ส่งเรียวลิ้นที่ทั้งอุ่นและนุ่มลากไล้บนริมฝีปากอิ่มชื้น เรื่อยลงมายังลำคอ ก่อนจะคุกเข่าลงแล่บเลียหลังมือขาวสะอ้าน และเส้นสายเบสที่ยูชอนอุ้มอยู่อย่างร้อนแรง
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!
ฝูงชนที่ดูจะแตกฮืออยู่แล้วยิ่งแตกฮือเข้าไปใหญ่ แต่ในคราวนี้กลับเป็นคนละสาเหตุกัน แฟนเพลงสาวๆแผดเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เรียกให้ทุกสายตาหันกลับมาสนใจที่บนเวทีมากกว่าความงี่เง่าของคนบางกลุ่มซึ่งกำลังก่อปัญหา
ยูชอนเบิกดวงตาขึ้นในทีแรก ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆหรี่ปิดลงในที่สุดอย่างจำยอม ชายหนุ่มแสยะยิ้มมุมปากอย่างสะใจ ฝ่ามือของเขายังคงไม่หยุดบรรเลงลงบนเส้นสายไม่ชะงัก แรงจูบของจุนซูทิ้งไว้ซึ่งรอยลิปสติกสีแดงเปื้อนที่ขอบปาก ลำคอ และหลังมือของยูชอน ให้อารมณ์เร่าร้อนเป็นบ้า เล่นเอาชางมินที่ยังคงประจำอยู่หลังกลองชุดด้านหลังยังอดที่จะขนลุกซู่ซ่า แล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆกับตัวเองไม่ได้
จุนซูหยัดกายขึ้นอีกครั้ง พลางรั้งกีต้าร์ไฟฟ้าข้างตัวมาบรรเลงต่อ ทำนองดนตรีที่เคยขาดหายจึงถูกเติมเต็มขึ้นอีกหน เขาเงยหน้าขึ้นสบตายูชอนที่ยังคงมองมายิ้มๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาจูบกันอีกครั้งเนิ่นนาน ลิ้นร้อนหยอกล้อ กระหวัดรัด แล่บเลียกันจนสาสมใจ ก่อนจะผละออกมาอย่างถึงอารมณ์คนดู
เสียงกรีดร้องโห่ฮาดังระงมไปทั่วบริเวณ ตัวการคู่กรณีทั้งสองถูกยามรักษาความปลอดภัยหิ้วปีกออกไปชกกันให้หนำใจต่อด้านนอกแล้ว เหล่าสาวกซาตานกลับมาให้ความสนใจและสนุกสนานกับดนตรีเช่นเดิมอย่างงดงาม จุนซูหันไปยักคิ้วให้ยูชอน ก่อนจะเบือนสายตามองจิกและยิ้มหยันใครอีกคนที่กำลังยืนอึ้งอยู่ด้านล่างเวที
ยูชอนมองตาม และภาพที่ปรากฏในสายตานั้นก็ทำให้เขาต้องยิ้มเศร้ากับตัวเอง
หัดเจียมกะลาหัวซักทีสิปาร์คยูชอน...
เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด ทำเอายุนโฮสำลักคำพูดตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลาเบือนไปข้างตัวอย่างรู้สึกเป็นห่วง ก่อนจะตบฝ่ามือลงบนไหล่ชองฮวาแรงๆ
สีหน้าของชองฮวาในยามนี้เรียบนิ่งเสียจนไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ได้ เขายังคงจ้องไปด้านหน้า ไม่รู้สึกรู้สาอะไร จนยุนโฮเองชักเริ่มจะไม่แน่ใจว่าเขาเพียงแค่เฉยเมยหรือช็อคไปแล้วกันแน่
“อ่า...เฮ้ย! ชองฮวา! ทำไมเงียบไป เป็นอะไรหรือเปล่า”
“เปล่านี่” ชองฮวาตอบเรื่อยๆ
“จริงเหรอ นาย...ไม่โกรธเหรอ”
ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ท้ายสุดก็เพียงแค่ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ชองฮวาถอดแว่นตาดำที่สวมอยู่ออก ก่อนจะยกมือเกาหัวทำหน้าตากวนโอ้ย “เออ จะให้โกรธอะไรล่ะ อยากทำอะไรก็ทำเหอะ”
ทันทีที่พูดจบ ชองฮวาก็กลับหลังหันทำท่าจะเดินออกไปในทันที ยุนโฮจึงไม่รีรอที่จะรั้งเอาไว้ ตลอดเวลาที่คบหาเป็นเพื่อนกันมา สมาชิกดิโอเมเดส
ทุกคนต่างรู้ดีว่าฮัวชองฮวา หรือฮัวหลางที่แฟนๆรู้จักคนนี้เป็นคนฟอร์มจัด อีโก้สูง เขามักจะไม่พูดหรือแสดงอารมณ์อะไรเท่าไรนักเมื่อเจอเรื่องขัดใจ หากมันสุดกู่จริงๆ ชองฮวาถนัดหาทางระบายโดยการอัดใครสักคนแถวนั้นมากกว่า ความจริงข้อนี้จึงทำให้ยุนโฮเป็นห่วงเพื่อนหัวสีแครอทคนนี้เป็นพิเศษ
“แล้วนั่นนายจะไปไหน!?”
ชองฮวาหันมากลับมาเพียงเสี้ยวหน้าตามเสียงเรียกของยุนโฮ
“อยากบุหรี่ เดี๋ยวไปรอข้างนอก นายคุยธุระซะให้เสร็จแล้วค่อยตามออกไปแล้วกัน”
ยองอุง-แจจุงวิ่งลงบันไดเตี้ยๆหายเข้าไปหลังฉากที่ถูกกั้นไว้เพียงแค่ผ้าบางๆ สีดำให้พ้นจากสายตาผู้คนเท่านั้น ใบหน้าสวยกระจ่างเรื่อสีเลือดฝาดเพราะความร้อนระอุจากภายในร่างกาย หากแต่รอยยิ้มจางๆก็ยังคงไม่ห่างหายไปเลย
เขามองจุนซูที่พอสะบัดกีต้าร์ออกไปจากตัวได้ก็กระโดดขี่หลังยูชอน พากันวิ่งหายเข้าไปในห้องแต่งตัวด้วยความดีใจ กับชางมินที่เดินตามหลังสองคนนั้น พลางส่ายหน้าปลงๆอยู่คนเดียว จึงอดขำออกมาไม่ได้
การแสดงในวันนี้จบลงอย่างน่าประทับใจ...มากสุดๆสำหรับแจจุง รับรองว่าคงได้รับเงินอื้อซ่าแน่ในงวดนี้ โดยเฉพาะทิปจากกลุ่มแฟนคลับมิกกี้-ซีอา พวกนี้ยินดีทุ่มสุดตัวขอแค่ได้เห็นภาพชัดๆสดๆ ซึ่งพอจะทำให้จิตใจสาวโสด
ชุ่มชื่นได้เป็นบุญตา
ดังนั้นงวดนี้...รับเละ
“เฮ้ย!”
จมอยู่กับความคิดตัวเองเพลินๆจนไม่ทันรับรู้ถึงการมาถึงของใครอีกคน รู้สึกตัวอีกทีแจจุงก็ถูกรวบตัวเข้ามาตัวชิดติดกำแพง พื้นที่บริเวณนี้เป็นมุมอับและทึบแสง จึงยากที่จะมองเห็นได้ในทันทีว่าผู้บุกรุกเป็นใคร หากแต่น้ำเสียง
ทุ้มห้าวที่ดังอยู่ใกล้ๆกกหู กับความรู้สึกคุ้นเคยเวลาที่ลมหายใจร้อนเป่าพรม
ซอกคอขาว สามารถบอกแจจุงได้ดีว่าพลาดท่ายูโน-ยุนโฮเข้าให้อีกแล้ว
“ไง ยองอุง...” ยุนโฮกระซิบ “วันนี้นายสวยเป็นบ้าเลย”
“ปล่อยฉันนะ ยูโน! ไม่งั้นฉันจะร้อง”
“ไหน? ยูโนอะไรกัน นี่ยุนโฮต่างหาก”
“นี่ก็แจจุงหรอกว้อย!” ร่างบางดิ้นขลุกขลักอยู่ภายใต้การควบคุมของวงแขนแกร่ง แต่ดูเหมือนว่าการสวมชุดกิโมโนยาวรุ่มร่ามนี้จะเป็นอุปสรรคเหลือเกินสำหรับแจจุง “อย่ายุ่งกับคอฉัน! อย่าให้มันเป็นรอยเชียวนะ!”
ยุนโฮสำลักขำกับคำกล่าวนั้น นี่เขายังไม่ได้คิดจะทำอะไรเลยสักนิด คนหน้าสวยกลับคิดไปก่อนแล้ว ชายหนุ่มก้มมองคนตรงหน้าที่กำลังหลับตาปี๋ยิ้มๆ “อะไร ฉันแค่มาทวงคำตอบ ไม่ได้จะทำอะไรนายซักหน่อย”
หน้าหวานซ่านสีแดงก่ำทันทีอย่างไม่ได้ตั้งใจ แจจุงเริ่มหมดแรง กระทั่งสงบลงในอ้อมแขนของคนตัวโต “คำตอบ...”
“ใช่ นายสัญญาว่าจะให้คำตอบฉันวันนี้ ตกลงหรือไม่ตกลง”
ผู้ถูกถามนิ่งไปสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสู้สายตา ประกาศคำตอบอย่างหนักแน่นและมั่นใจ “ไม่ตกลง”
“ว่าไงนะ?”
“ไม่ตกลง อีวิล-โอเวอร์ลอร์ดจะไม่ไปเป็นเกสต์ให้กับดิโอเมเดส”
ยุนโฮอึ้งไป แจจุงจึงใช้จังหวะนี้ผลักตัวร่างสูงให้ออกห่างเขา ทิ้งระยะให้ได้หายใจหายคอสะดวก
“นายต้องเข้าใจ ฉันไม่อยากได้ชื่อว่าใช้ดิโอเป็นบันไดเพื่อจะดัง และที่สำคัญ...ฉันก็มั่นใจด้วยว่าวงฉันมีความสามารถพอที่จะเดบิวด้วยตัวเอง”
“แต่แจจุง นายจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ เราหาวงอื่นไม่ทันแล้ว”
“ฉันสัญญาว่าจะช่วยติดต่อวงอื่นให้” พูดจบก็ทำท่าจะเดินหนีไป หากแต่ยุนโฮไวกว่า ฉวยข้อมือบางไว้ได้ทันควัน
“มันไม่ใช่แค่นั้น! ฉันอยากให้นายไปจริงๆ”
ท่าทางและแววตาอ้อนวอนของยุนโฮทำให้แจจุงถอนหายใจออกมาแรงๆ ร่างสวยยกแขนขึ้นกอดอก จ้องหน้าคนตรงหน้าด้วยแววตาคล้ายรำคาญ แต่หารู้ไม่ว่าในใจก็กำลังหัวเราะท่าทางตลกๆ ของพ่อมือกีต้าร์สุดฮ็อตตรงหน้าเหมือนกัน
“แล้วฉันบอกนายตอนไหนว่าจะไม่ไป”
“ห..ห๊ะ”
“ฉันกับสมาชิกอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดทุกคนจะไป...ในฐานะคนดู ถ้านายมีบัตรฟรีไว้สำหรับพวกฉันอ่ะนะ” แม้จะพยายามกลั้นไว้เท่าไหร่ แต่พอสิ้นคำ
ริมฝีปากอิ่มชุ่มอันฉาบไว้ด้วยลิปสติกสีเข้มจัดมันวาวก็คลี่ยิ้มออกมาในที่สุด แจจุงพ้อเสียงเอาเรื่อง แก้มยิ่งแดงเมื่อถูกจ้อง “มองอะไร ยิ้มทำไม มีปัญหา
งั้นเหรอ”
ยุนโฮยืนหน้าระรื่น แววความกังวลใจที่เคยมีเลือนหายไปเป็นปลิดทิ้ง เขาส่ายหน้านิดๆแทนคำตอบ ก่อนจะคืบเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นจนแจจุงถอยหนีไปติดกำแพงด้านหลังอีกครั้งในที่สุด ร่างสูงขยับใบหน้าหล่อคมสันนั้นเข้าไปใกล้ๆจนปลายจมูกของคนทั้งคู่แนบกันสนิท
ทั้งใบหน้าและร่างกายของแจจุงชุ่มเหงื่อ ทว่าให้ความรู้สึกหอมยวนใจกว่าทุกครั้งที่เคยสัมผัส แจจุงที่ยืนนิ่งๆให้เขาจูบ ยุนโฮแทบคลั่งตายเพราะจังหวะหัวใจที่กำลังเต้นไม่เป็นส่ำของตัวเอง ริมฝีปากเจ่อเผยอเชิญชวน
เสียงหายใจหอบผะแผ่วและแก้วนัยน์ตาสีดำทอประกายเว้าวอนตรงหน้านี้ทำให้เขาอดไม่ไหวที่จะลิ้มลอง มือหนารั้งเอวเพรียวบางให้เข้ามาใกล้ ลูบสัมผัสสะโพกผาย ก่อนจะลามปามเลยไปถึงบั้นท้ายงามงอนเป็นกำไรชีวิตอีกซักที
เพี้ยะ !
กำไรชีวิตของยุนโฮที่ดูจะงอกเงยขึ้นได้เพียงชั่ววินาทีนั้นเป็นอันต้องสิ้นสุดลง เมื่อมือเรียวยกขึ้นผลักหน้าอกแรงๆจนเซไปก้าวหนึ่ง ก่อนที่ฝ่ามือนุ่มนิ่มจะวาดเข้าปะทะที่ข้างแก้มจนลั่นเสียงเพี้ยะเน้นๆในโสตประสาทลามก ยุนโฮนิ่งอึ้ง ความรู้สึกแสบปร่าทำเอาเขาพูดไม่ออก
“มากไปแล้วนายน่ะ” แจจุงด่าทอด้วยน้ำเสียงเรียบเชียบเกินกว่าแรงตบ เล่นเอายุนโฮปรับอารมณ์ตามแทบไม่ถูก คนสวยว่าต่ออย่างไม่รีรอให้ได้เถียง “คิดอยากจะทำอะไร ตอนไหน ก็ได้หรือไง”
ยุนโฮงงเต้ก ยกมือขึ้นลูบแก้มที่ในยามนี้ประทับด้วยรอยฝ่ามือแดงๆ ปอยๆ “แล้วทีนายล่ะ ก็พอกันแหละน่า”
“อะไร ฉันทำอะไร”
แจจุงย้อนเสียงแข็ง ยุนโฮยิ่งงงหนัก
“ก็เมื่อคืนก่อน...”
“เมื่อคืนก่อนทำไม”
“น..นายจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ” ยุนโฮคอตก ร่ำคำด้วยน้ำเสียงผิดหวังอย่างแรง
แจจุงขมวดคิ้วมุ่น “อะไร...ท่าจะบ้า” ก่อนจะเดินสะบัดบั้นท้ายที่เพิ่งถูกจับหนีไปทันที
ยุนโฮถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำตาเศร้าเหงาเป็นหมาหงอย มองตามคนที่เพิ่งจากไปด้วยสายตาอาลัยผสมเสียดายสุดๆ คิดว่าที่แจจุงยอมให้จูบจะเป็นเพราะร่างบางยินยอมพร้อมใจกันสานต่อเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ให้จบๆไปเสียอีก
ที่ไหนได้...สุดท้ายก็ปล่อยให้ค้างอยู่คนเดียว
ต๊ะไว้ก่อนเถอะคิมแจจุง ไว้จะกลับมาคิดบัญชีทั้งต้นทั้งดอกเชียว...
บ่ายวันต่อมาในห้องซ้อม แจจุงผลักประตูเหล็กบานเก่าๆเข้ามาแรงๆ จนแทบหลุด ก่อนจะพบเหล่าสมาชิก อีวิล-โอเวอร์ลอร์ด ที่เหลือนั่งหน้าสลอนอยู่กันพร้อมหน้า ทุกคนล้วนขานเสียงทักทายคนที่เป็นพี่ใหญ่และหัวหน้าของวงโดยพร้อมเพรียง ผิดจากแจจุงที่ไม่มีแม้แต่กะจิตกะใจจะทักตอบ
เขายังคงครุ่นคิดไม่หยุดตั้งแต่เมื่อคืนจนไม่เป็นอันกินอันนอน คืนก่อนนั้นเขาทำอะไรงั้นหรือ นึกให้ตายก็ยังนึกไม่ออกเหมือนยังติดอยู่ที่ส่วนลึกในสุดของหลืบเร้นเซลล์สมอง พยายามเรียบเรียงเหตุการณ์หลังจากพบจองยุนโฮคนนั้นที่หน้าสำนักงานใหญ่แบล็คโฮล เร็คคอร์ด เขาทวนคำซ้ำไปซ้ำมางึมงำอยู่กับตัวเอง
“เจอเจ้านั่น ชวนไปกินเหล้า แล้วพอเมาเจ้านั่นก็พามาส่งที่บ้าน ฉันเลยบอกว่าให้มันมาเอาคำตอบพรุ่งนี้ ซึ่งก็คือเมื่อคืนนี้ ใช่ๆ ก็เท่านี้นี่ ไม่เห็นมีอะไรเลย”
หนุ่มน้อยร่างสูงโปร่งที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็ก หน้าจอคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปคู่ใจได้ยินเสียงบ่นพึมพำเต็มสองรูหู ทว่าเขาไม่ได้ใส่ใจมันไปมากกว่าเว็บไซต์ตรงหน้า ชางมินลากไล้สายตาไปบนตัวหนังสือหยุบหยับบนหน้าจอ
เบราเซอร์ ที่โชว์ภาพของเว็บบอร์ดแฟนคลับอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดไม่วอกแวก ในปากเคี้ยวขนม ท่าทีเงียบเฉยไม่ใส่ใจ ในมือคลิกเม้าส์เลื่อนเบราเซอร์ สมาชิกคนอื่นๆในวงต่างก็คุ้นภาพชางมินที่เป็นแบบนี้
“แฟนฟิคมิกกี้-ซีอานี่มันแพร่กระช่อนบอร์ดจริงๆนะเนี่ย...” เด็กหนุ่มบ่น เรียกให้จุนซูที่นั่งอยู่บนโซฟาหันไปมองหน้ายูชอนซึ่งกำลังขึ้นสายกีต้าร์เบสอยู่ไม่ไกลกัน
ทว่าจู่ๆท่าทางประหลาดใจกับเสียงรำพึงรำพันของชางมินกลับหยุดทุกอากัปกิริยาของทุกคนในห้องนี้ไว้ เมื่อเขาคลิกนิ้วเข้าไปในกระทู้ที่ขึ้นไอคอนประเด็นร้อนไว้จนสะดุดตา “แฟนฟิคข้ามวง” เสียงห้าวของเด็กหนุ่มอ่านออกเสียงดังๆ “คู่...ยูโน-ดิโอเมเดสคูณยองอุง-อีวิลโอเวอร์ลอร์ด”
ฉิบหายแล้ว...
เพียงเท่านั้น สมาชิกทั้งสี่ที่เคยแตกแยกนั่งอยู่กันกระจัดกระจายก็รี่เข้ามารวมกลุ่มซุกหัว เบียดกันส่องหน้าจอแล็ปท็อปเครื่องน้อยๆของชางมินอย่างสนอกสนใจในทันที
“ยูโนผลักยองอุงจนแผ่นหลังบางกระทบกำแพง หลังฉากกั้นหลังเวทีนั้น ร่างสูงโอบเอวบางเข้ามาแนบชิด พลางเบียดริมฝีปากซุกไซร้หาความหวานหวามอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากยองอุง ใบหน้าหวานสวยฉายแววไม่แน่ใจและหวาดระแวงอยู่ในที ยูโนจึงกระซิบย้ำความปรารถนาว่า
‘ยองอุง ฉันต้องการนาย’
ใบหน้าหวานฉีดสีแดงซ่าน ยองอุงซุกใบหน้าเข้าหาอ้อมอกอุ่นและแข็งแกร่งของคนรัก
‘แต่ถ้าใครมาเห็นเข้า...’
‘ไม่มีใครเห็นหรอกน่า เรื่องนี้จะมีแค่เราสองคนเท่านั้นที่รู้’
‘ฉันรักนายยูโน’
‘ฉันก็รักนายยองอุง’
ริมฝีปากของคนทั้งสองสัมผัสกันอีกครั้ง แผ่วเบาในทีแรก หากเริ่มหนักหน่วงและรุนแรงขึ้นในเวลาต่อมา”
ชางมินอ่านออกเสียงให้ได้ยินกันจนถ้วนทั่ว จุนซูกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ยูชอนอมยิ้มบางๆอย่างกลั้นเอาไว้ไม่ได้ ผิดจากแจจุงที่ใบหน้าเริ่มขาดสีเลือด
ซีดเผือดจนเห็นได้ชัด
“โอ้ว...วูบวาบ วาบหวาม วูบหวิว ตื่นเต้นยิ่งกว่าของพี่ยูชอนกับพี่จุนซูซะอีก แบบนี้ต้องหาอ่านต่อ” ชางมินกระเซ้าหน้าระรื่น ก่อนที่สองคนที่เหลือจะระเบิดหัวเราะกันออกมายกใหญ่
“ฉันล่ะทึ่งในความสามารถของแฟนเพลงกลุ่มนี้จริงๆว่ะ” ยูชอนเสริมด้วย พลางโอบจุนซูเข้ามากอดสนุกๆ
“ช่างคิดเนอะ ขืนเป็นจริงโลกคงแตก” จุนซูว่า ทำท่าเขย่งเท้าน้อยๆให้คนตัวสูงอุ้มจนตัวลอย
ส่วนแจจุง...เขานิ่งแข็งเป็นรูปสลักพูดอะไรไม่ได้ ทั้งที่อากาศในนี้ค่อนข้างเย็นด้วยเครื่องปรับอากาศ แต่เหงื่อกาฬกลับไหลพรากอย่างควบคุม
ไม่อยู่ มือเรียวขาวสั่นระริก หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอกอยู่รอมร่อ ภาพเขากับยุนโฮแลกจูบกันอย่างเร่าร้อนเมื่อคืนนี้แล่นพล่านอยู่ในสมอง พยายามสลัดออกไปเท่าไรก็ดูยิ่งจะฝังแน่นไม่ยอมหาย
แจจุงมั่นใจว่าเขาจะไม่ตื่นตูมจนออกอาการมากขนาดนี้เลย หากว่าเหตุการณ์ในแฟนฟิคชั่นบ้าๆนั่นไม่มีส่วนจริงอยู่สักนิด
แล้วมาดูกันต่อว่าชีวิตของคิมแจจุง จะมีอะไรฉิบหายไปยิ่งกว่านี้อีกไหม!
To be continued...

#1 By YOSHINAKIs on 2006-08-27 12:44