Lovefurypassionenergy (3)
posted on 27 Aug 2006 09:26 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
3.
เปลือกตาบวมช้ำกระพริบปริบในความมืด พยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงสีเหลืองซึ่งฉายเข้ามาเพียงรำไร พื้นเตียงนุ่มลั่นอาดเมื่อร่างเล็กขยับกายไล่ความเมื่อยล้า สมองอันตื้อตันกำลังครุ่นคิดถึงสถานที่ที่เขาอยู่
ห้องนอนของยูชอน...
ห้องเล็กๆที่ถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม่มากมาย เตียงขนาดควีนไซส์ที่มุมห้อง ตู้เสื้อผ้าไม่ใหญ่โต กับโต๊ะเล็กๆอีกตัว...
จุนซูคุ้นเคยกับบรรยากาศอบอุ่นนี้
เสียงกีต้าร์โปร่งบรรเลงคลอกับความเงียบงันยามเช้ามืด คับคล้ายคับคลาว่าเกือบเป็นเพลง แต่ก็ยังติดๆขัดๆเกินกว่าจะเป็นเพลงได้ จุนซูมองไปรอบๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะหยุดลงที่กรอบรูปบานหนึ่งซึ่งนอนอยู่ใกล้หมอน แสงไฟส่องลอดผ่านบานประตูซึ่งถูกแง้มไว้เพียงน้อยนิด แต่ก็สว่างพอจะทำให้เห็นภาพใบหน้าอารมณ์ดีของเด็กหนุ่ม และรอยยิ้มอันแสนคุ้นเคย
ยูชอนในกรอบรูปใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวคุณแม่ อีกข้างหนึ่งโอบไหล่คุณพ่อหน้าขรึม ใกล้ๆกันนั้นมีเด็กชายอีกคนที่น่าจะมีอายุไล่เลี่ยกันนั่งคู้ตัวยิ้มร่า ลมที่กำลังพัดแรงทำให้ผมของเขายุ่งเหยิง ฉากหลังของภาพคือเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ เทพีเสรีภาพตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลสาบสีคราม
คงเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับยูชอน กับการต้องจากครอบครัวที่เขารักมาไกลถึงอีกซีกโลกเพื่อตามหาความฝัน คงไม่ง่ายที่ต้องทิ้งความสะดวกสบายและความเพียบพร้อมในชีวิต เพื่อรอพบเจอกับอุปสรรคอีกมากมายซึ่งทอดตัวรอให้เขาฟันฝ่า
แค่นี้...มันก็เหนื่อยเกินพออยู่แล้ว
จุนซูถอนหายใจออกมาเบาๆ ใบหน้าหวานใสก้มลงสำรวจตัวเองก่อนพบว่ายังคงอยู่ในชุดเดิม คิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะมาอยู่ที่นี่...
เขากำลังกอดเข่าร้องไห้เหมือนกับจะขาดใจ ท่ามกลางความมืดอันอ้างว้างและหนาวเหน็บ ยูชอนตามมา ซับน้ำตาให้ด้วยริมฝีปากอุ่น ไม่ได้ไต่ถามซ้ำเติมให้บอบช้ำไปมากกว่าที่เป็น กอดเขาไว้จนรู้สึกปลอดภัย ก่อนที่เขาจะพบตัวเองนอนอยู่ในห้องห้องนี้ บนเตียงของยูชอน
จุนซูอดคิดไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน...เหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง เขาทำร้ายยูชอน คนที่แสนดีกับเขาอีกแล้ว
ทำให้ยูชอนเหนื่อยใจอีกครั้งแล้ว...
ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่ที่ตนนั่งอยู่ จุนซูค่อยๆย่องไป พยายามให้เงียบเสียงที่สุด เขาแนบใบหน้าลงกับช่องว่างแคบๆ ระหว่างประตูที่ถูกแง้มไว้นั้น ร่างเล็กหรี่ตาเมื่อแสงสว่างกระทบสายตาที่เพิ่งปรับชินกับความมืดได้เมื่อครู่ มองภาพของชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อยืดกับกางเกงขายาวสบายๆ โอบกีต้าร์ไว้ในอ้อมแขน เกลามันเป็นจังหวะในหลายๆคอร์ด
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาทำหน้าเคร่งเครียดเมื่อไม่ได้เสียงที่ต้องการ และริมฝีปากชุ่มชื่นได้รูปมักแย้มน้อยๆ เมื่อเจอเสียงที่ถูกใจ เขาก้มลงจดอะไรบางอย่างลงในกระดาษ เสียงทุ้มฮัมเพลงหรือพึมพำประโยคบางอย่างที่จับใจความไม่ได้ไปด้วย
“ยูชอน...”
เป็นเสียงของจุนซูที่เรียกยูชอนไว้ ทำเอาร่างสูงโปร่งบนโซฟาตัวยาวสะดุ้ง ลนลานเก็บแผ่นกระดาษหลายใบที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะรับแขกไปซ่อนไว้ด้านหลัง ปากที่เคยจ้อเก่งกลับกลายเป็นอัมพาตไปเสียดื้อๆ ยูชอนอ้ำอึ้งขานตอบ
“อ่า...จ..จุนซู”
“เสื้อผ้าฉันอยู่ไหนเหรอ เหนียวตัวจัง อยากอาบน้ำ” ไม่เหลือเค้าของน้ำเสียงแข็งกร้าวที่ตะหวาดเขารุนแรงเมื่อคืน จุนซูถามเบาๆถึงเสื้อผ้าของเขาที่เคยเอามาทิ้งไว้ที่นี่จำนวนหนึ่ง ใช่...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาค้างห้องเช่าของยูชอน ในทางกลับกัน มันเป็นครั้งที่เท่าไหร่นั้นก็ไม่สามารถนับได้ถ้วนเสียแล้ว
“อยู่ในตู้เสื้อผ้า ข้างล่างซ้ายน่ะ เห็นไหม เดี๋ยวฉันหาให้ดีกว่า”
“ขอบคุณนะ” จุนซูยิ้มน้อยๆให้ เป็นยิ้มสำหรับเขาที่ไม่ได้เห็นมานานตั้งแต่เมื่อวันก่อน
“อืม ไม่เป็นไร” ยูชอนยิ้มตอบ ช่วยคลายให้บรรยากาศชวนอึดอัดระหว่างคนทั้งสองบรรเทาลงได้ในที่สุด
มองตามแผ่นหลังกว้างเดินสวนเข้าไปในห้องนอน แล้วก้มๆมุดๆหาเสื้อผ้าจากตู้ที่ทั้งรกทั้งมืด จุนซูกอดอก เอนไหล่พิงฝาผนังใกล้ๆ ก่อนจะถามขึ้นทำลายกำแพงความเงียบรอบกาย “นายทำอะไรอยู่เหรอ หมายถึง...ก่อนหน้าฉันตื่นน่ะ”
“แต่งเพลงน่ะ ไม่ต้องสนใจหรอก อ่ะนี่...เสื้อผ้านาย” ตอบปัดๆแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“แล้วชั้นในล่ะ” จุนซูทำแก้มป่อง จ้องคนตรงหน้าอย่างงอนๆ
“เออใช่ ลืม...”
มันเป็นเช่นนี้เสมอ ทุกครั้งที่โกรธกันหรือมีเรื่องขัดใจ ถ้ายูชอนไม่เป็นฝ่ายง้อ พอนานๆเข้าก็กลับมาพูดคุยกันเองทุกที ตลอดเวลาเกือบปีที่มีเพื่อนคนนี้อยู่เคียงข้าง จุนซูยอมรับว่าเขารู้สึกดีใจมากกว่าเสียใจ ดูภายนอกยูชอนอาจจะคล้ายเด็กนักเรียนนอกหัวรุนแรงทั่วไป แต่ในอีกมุมหนึ่งที่ทุกคนไม่เห็น ยูชอนกลับมีด้านที่อ่อนโยนและอบอุ่นอย่างประหลาด
แววตาวาววับดุจแก้วเจียระไนคู่นั้น มักมองมาที่เขาอย่างเอาใจใส่เสมอ
“แต่งเพลงอะไร ขอดูบ้างไม่ได้เหรอ” หอบผ้าผ่อนไว้กับอก บนไหล่เล็กพาดผ้าเช็ดตัวสีขาวสะอาดไว้เตรียมอาบน้ำเต็มที่ แต่ก่อนจะเดินผ่านประตูบานนั้นเข้าไป จุนซูยังไม่วายแวะถามอีกคนที่เริ่มเอากระดาษยับยู่ยี่เหล่านั้นมากางไว้บนโต๊ะอีกครั้ง
“ไม่ได้ มันยังไม่เสร็จ”
“ขอดูหน่อยน่า จะได้ช่วยติไง”
“ไม่ได้หรอก” ยูชอนส่ายหน้า ก่อนที่เขาจะหันมาสบตากับจุนซู “แต่สัญญา ถ้าเสร็จเมื่อไหร่จะร้องให้นายฟังเป็นคนแรก” พูดจบก็กลับไปจดจ่ออยู่กับกองกระดาษที่ดูเผินๆคล้ายกองขยะนั้นต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ
จุนซูถอนหายใจเฮือกใหญ่ จนในที่สุดก็ตัดสินใจเดินหายเข้าห้องน้ำไปโดยปล่อยให้ยูชอนอยู่ในโลกของเขาเพียงลำพัง
ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงสลับส้ม แสงสีทองแผ่ลอดกลีบเมฆหนาทึบนั่นช้าๆ ความอบอุ่นของรุ่งอรุณโอบกอดร่างกายของเด็กหนุ่มเอาไว้
รุ่งเช้ากำลังมา...วันใหม่กำลังจะมาถึง...
วันใหม่ที่สดใสด้วยรอยยิ้มของจุนซู
‘รับสมัครออดิชั่นวงดนตรีไม่จำกัดแนวเพลง เฟ้นหาผู้มีความสามารถเข้าเซ็นสัญญาเป็นศิลปินสังกัดแบล็คโฮล เร็คคอร์ด’
แบล็คโฮล ค่ายเพลงร็อคยักษ์ใหญ่ เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นอันดับต้นๆ ของเกาหลี และแน่นอน...รวมไปถึงของเอเชียด้วย แจจุงมองป้ายประกาศที่ถูกติดไว้บนบอร์ดประชาสัมพันธ์หน้าโรงเรียนสอนดนตรีกลางห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร่างบางรู้สึกว่ามือซ้ายที่กำถุงสินค้าไว้แน่นของเขาเริ่มชุ่มเหงื่อ รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกกับข่าวโครงการนี้
คิดได้เท่านั้น มือเรียวเร่งควานหาโทรศัพท์มือถือพัลวัน
ต้องบอกจุนซู ต้องบอกยูชอน ต้องบอกชางมิน!
“สัญญาของแบล็คโฮลไม่เห็นรัดกุมเลยซักนิด เขาไม่ได้รับรองว่าวงนายจะได้ออกอัลบั้มหรือเปล่า แล้วอีกอย่าง...นี่มันแค่ออดิชั่นเข้าประกวดนะ อ่านดูให้ดีสิ”
ยังไม่ทันจะได้กดเบอร์หาใครหรือแม้แต่ได้จับโทรศัพท์ด้วยซ้ำ น้ำเสียงที่ไม่อยากได้ยินก็ดังขัดจังหวะที่ข้างหู
“โครงการเด็กประถมพรรค์นี้ไม่เห็นเหมาะกับยองอุงคนสวยเลย สู้ทำตัวเด่นๆให้บริษัทหน้าเงินพวกนั้นมาเชิญให้ไปออดิชั่น แน่นอนกว่าตั้งเยอะ”
แจจุงหลับตา พ่นลมหายใจออกมาจากกระพุ้งแก้มแรงๆ นึกกร่นด่าคนบนฟ้าที่ลิขิตโชคชะตาอยู่ในใจ ร่างบางรู้สึกอยากจะกระโดดเอาหัวโหม่งพื้นห้างชั้นล่างเสียเดี๋ยวนั้น
ตายซะดีกว่าจะต้องเห็นหน้าตาบ้านี่
ยูโน-ยุนโฮ...
“นายตามฉันมาทำไม”
“ซื้อของเยอะจัง ช่วยถือนะ”
“ฉันถามว่านายตามฉันมาทำไม ต้องการอะไรจากฉันอีก” เสียงหวานๆ แผดตะหวาด ทำเอาพ่อหนุ่มสุดฮ็อตถึงกับชะงักไป
ยุนโฮคิ้วตก นัยน์ตาที่มักจะฉายแววร้อนแรงในตอนนี้กลับดูอ่อนหงอลงเหมือนลูกกวางน้อย เขายู่ใบหน้าคมเข้มที่ในวันนี้ปราศจากแว่นตากันแดดสีดำสนิทเหมือนที่เคยเห็นนั้นอย่างน้อยใจ พลางทิ้งตัวพิงกับบานกระจกใสๆบานใหญ่ซึ่งใช้กั้นแทนผนังของโรงเรียนสอนดนตรี อารามว่าน่ารักเต็มที่ แต่แจจุงกลับไม่ได้เห็นดังนั้น
เขายังจำยูโน-ยุนโฮคนเมื่อคืนได้ติดตา คนที่คำรามขู่ด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันน่าสยดสยองให้เขาเงียบเสียง
สำหรับแจจุง...ลูกกวางน้อยตรงหน้า แม้จะแสร้งทำให้เนียนสักแค่ไหน ยังไงก็เป็นได้แค่สุนัขจิ้งจอกเขี้ยวแหลมที่ปลอมตัวเป็นคุณยายใจดี ล่อหลอกให้หนูน้อยหมวกแดงไปติดกับก็เท่านั้น
นายมันปีศาจ จองยุนโฮ...
“ว่ากันตามตรง” เขาเริ่ม “ฉันอยากได้วงนายเป็นเกสต์ให้ดิโอในคอนเสิร์ตเดือนหน้านี้”
“ฉันว่าเราคุยกันรู้เรื่องไปแล้วนะ” แจจุงตอก คิ้วบางขมวดนิ่วอย่างไม่สบอารมณ์
“แต่ฉันจะไม่ยอมรู้เรื่องด้วย จนกว่านายจะตอบตกลง” รายนี้ไม่วายตื๊อไม่หยุด ยุนโฮก้าวเข้าไปใกล้แจจุงมากยิ่งขึ้น แตะฝ่ามือหนาลงบนไหล่บางทั้งสองข้าง พลันกดร่างของแจจุงเข้ากับบานกระจกเงาด้านหลังดังโครม เล่นเอาเด็กนักเรียนในนั้นหันมองกันเป็นแถบ ยุนโฮส่งกระแสเว้าวอนบางอย่างลึกลงไปในดวงตากลมโตสีนิลเงาวับนั่น “อย่าดื้อสิแจจุง ฉันไม่ได้จะเอานายไปฆ่าไปแกงซักหน่อย”
“นี่! ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ อายเค้า!” แจจุงร้อง ข้อแขนเล็กถูกยุนโฮบีบและกดมันแน่นจนเกิดรอยแดงๆเป็นจ้ำ
“ไม่เห็นต้องอายเลย คนน้อยกว่าในผับตั้งเยอะ”
“ถ้านายไม่ปล่อยฉันจะร้องล่ะนะ!”
“ไม่มีใครสนใจหรอก เรื่องผัวๆเมียๆ”
“ยุนโฮ!?”
"จ๋า..."
“บ้าเอ้ย! ปล่อยฉันนะ” เขาดิ้นอยู่ในอ้อมกอดของคนตัวโตที่กำลังทำรุ่มร่ามเอาจมูกมาซุกไซร้ตรงลำคอขาวผ่อง ใบหน้าสะสวยในยามนี้เรื่อสีแดงแจ๋ เขาหลับตาปี๋ พยายามผลักอีกฝ่ายให้ออกห่างตน แต่ก็ดูจะสู้เรี่ยวแรงมหาศาลของชายหนุ่มได้ลำบาก
“ยอมหรือยัง”
“ไม่! ปล่อยฉันนะ!”
“ไม่ยอมก็ไม่ปล่อย”
“อย่าสิ ฉันบ้าจี้นะ ยุน...”
พูดยังไม่ทันจบประโยคดี ดวงตากลมโตก็เป็นอันต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นกลัว คลองตาร้อนผ่าวตื้นขึ้นด้วยน้ำตา ภาพเบื้องหน้าที่เคยชัดใสกลับพร่ามัวไป ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากดวงตาเรียวเล็กที่กำลังหลับพริ้ม และสันจมูกโด่งรั้งเป็นสันของอีกฝ่ายซึ่งบดเบียดอยู่กับจมูกของเขา แนบสนิท...แจจุงพบว่าคำพูดมากมายที่เคยพรั่งพรูออกจากปากถูกกลืนหายไปกับคนตรงหน้า
ยุนโฮประกบริมฝีปากของเขาปิดปากแจจุง ไม่ใช่สัมผัสที่หนักหน่วงทว่าเล้าโล้มอยู่ในที เนิ่นนานจนร่างเพรียวที่เคยขัดขืนอยู่ในอ้อมอกอ่อนระทวยลง ราวกับจะทำให้ละลายหายไปเสียตรงนั้น
ใบหน้าหวานร้อนวาบ เรื่อสีแดงสุกบนแก้มขาวใสดุจเกล็ดหิมะ พยายามขบฟันป้องกันการรุกรานจากเรียวลิ้นซุกซนนั้นจนกรามลั่นกรอด แจจุงไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่กว่ายุนโฮจะยอมถอนริมฝีปากออกจากเขา หัวใจของเขาเต้นระทึก แผ่นอกสะท้านหอบแรงๆด้วยต้องการอากาศหายใจ
“ฉันเกลียดนาย ยุนโฮ” แจจุงสบถ เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดแรงๆที่ปาก พลางจ้องสายตาอาฆาตมาที่เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาซึ่งกำลังยืนยิ้มกริ่มอย่างสะใจ
“แต่ฉันชอบนาย” ยุนโฮสวน “แล้วก็รู้ด้วยว่าจริงๆแล้วนายก็ชอบฉันเหมือนกัน"
“เอาบ้าอะไรมาพูด”
“ดูสิ นายกำลังเขิน หน้านายแดงมากเลยรู้ตัวหรือเปล่า”
“ฉันกำลังโกรธต่างหากเล่า!?”
“นายเขิน...เพราะนายเองก็ชอบฉัน”
“ไม่มีทางซะหรอก ฉันไม่โง่ขนาดนั้น”
ใช่...ไม่มีใครโง่ขนาดนั้น จะสักเท่าไหร่กัน ยูโน-ยุนโฮ
ก็แค่รูปหล่อ ฉลาด บ้านรวย มากความสามารถ ไม่ได้วิเศษวิโสมาจากสวรรค์ชั้นไหนหรอกน่า
หรือว่าไม่จริง?
ยุนโฮคลายพันธนาการของเขาออกจากท่อนแขนขาวบางซึ่งในยามนี้เลอะไปด้วยจ้ำแดงๆเป็นรอยมือชัดเจน เมื่อเห็นว่าแจจุงบิดข้อมืออย่างเจ็บปวด ต่างคนต่างจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร “ว่าไง แจจุง จะช่วยฉันได้ไหม”
“ไม่...”
ยุนโฮถอนหายใจออกมายาวๆในที่สุด ถ้อยคำสั้นๆอันแสนเย็นชาของแจจุงทำให้เขารู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นั่นทำเอาหนุ่มหล่อถึงกับคอตก ล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกง ก่อนทำท่าจะเดินจากไป แต่ก็กลับถูกเรียกเอาไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวยุนโฮ!” แจจุงมองแผ่นหลังของร่างสูงอย่างเคืองแค้น “ทำไมนายต้องจูบฉันด้วย” แม้น้ำเสียงจะเค้นถามอย่างเอาเรื่อง แต่ก็ไม่สามารถควบคุมสีเลือดที่เริ่มระบายบนใบหน้าของตนเองได้
ยุนโฮหันกลับมาช้าๆเพียงเสี้ยวหน้า เขาหัวเราะลงคอหึๆ
“ก็บอกแล้วไงว่าฉันชอบนาย”
“ห๊ะ...”
“ฉันไม่ถอดใจแค่นี้หรอกนะ แจจุง” ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินหายลับไปในที่สุด
ร่างบางยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางพื้นที่โล่งกว้าง เขากวาดสายตาไปรอบๆลานชั้นหกของห้างสรรพสินค้าที่เขากำลังยืนอยู่ แม้ว่าผู้คนจะไม่พลุกพล่านมากมายนักในชั้นซึ่งมีแต่โรงเรียนสอนพิเศษกับสถานความงามครบวงจร แต่เขาก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้เมื่อพบว่าทุกคนกลับกำลังจับจ้องมาที่เขาด้วยสายตาส่อแววประหลาด
พยานผู้ร่วมเหตุการณ์อุกฉกรรจ์เมื่อครู่ รีบหลบตา ก่อนจะหันไปดำเนินกิจกรรมของตัวเองต่อ
แจจุงก้มลงรวบถุงสินค้าที่เขาเพิ่งจับจ่ายมาหอบไว้ในแขน อดไม่ได้ที่จะลูบมือลงที่แก้มนวลเนียนของตนซึ่งอีกคนที่เพิ่งจากไปกล่าวหาว่ามันกำลังแดงแจ๋ พลางกู่ร้องอยู่กับตัวเองในใจ เขาคงไม่มีหน้าเดินผ่านชั้นนี้อีกจนกว่าเด็กในความปกครองของป้าๆพวกนี้จะเรียนจบจากที่นี่ไปจนหมด
ทำได้เจ็บแสบมาก ยุนโฮ...
ร่างสูงเดินตัวปลิวออกมาจากร้านจำหน่ายเครื่องดนตรีเล็กๆแต่มีสไตล์ที่มุมถนน พร้อมกับสายกีต้าร์จำนวนหนึ่งและไฟแช็กในมือ จุดบุหรี่ที่คาบไว้ในปากจนไฟสีแดงสว่างวาบ ยังไม่ทันที่เขาจะเอื้อมมือถึงรถส่วนตัวซึ่งจอดไว้เลียบกับฟุตบาธ ยุนโฮชักฝีเท้ากลับเมื่อพบแจจุงโดยบังเอิญที่หน้าสำนักงานใหญ่แบล็คโฮล เร็คคอร์ด ณ อีกฟากหนึ่งของถนน
ไม่ได้อยากจะกวนโมโหร่างบางเลยในตอนนี้ แต่อะไรบางอย่างที่จูงเขาเข้าไปหา
แจจุงทรุดกายนั่งลงบนขั้นบันไดเตี้ยๆหน้าบริษัท ใบหน้าหวานก้มซุกลงกับหัวเข่า เขากัดริมฝีปากตัวเองแน่น พยายามต้านทานพลังบางอย่างที่เขาหวาดกลัว
ความอ่อนแอ...
ยุนโฮนั่งลงใกล้กัน มือหนาแตะลงเบาๆ ทำเอาเจ้าของไหล่บางสะดุ้งน้อยๆ แจจุงเงยหน้าขึ้นจนพบว่าเจ้าของฝ่ามืออุ่นๆนั้นคือคนที่เขาเกลียดที่สุด ก่อนจะซบใบหน้าลงกับเข่าของตัวเองอีกครั้ง
“เขาบอกว่าเราไม่มีจุดขาย” แจจุงพูดออกมา น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้กลับไหลออกมาอย่างฝืนไม่ได้ “หมายความว่าไง ความฝัน...ต้องขายมันด้วยเหรอ”
ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ดังอึกทึกซึ่งยังคงบรรเลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยภายในผับหรู เหล่าวัยรุ่นคนกลางคืนมากมายออกลีลาวาดลวดลายอย่างเมามันกลางฟลอร์เต้นรำ แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนเกือบตีสองแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดแสงสีอันมีชีวิตในยามค่ำคืนเหล่านี้ได้
ร่างบางฟุบลงกับโต๊ะบาร์ ใบหน้าหวานสวยกว่าหญิงสาวเกยแนบเนื้อไม้ขัดมันอย่างหมดสภาพ ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบตัดกับผิวที่ขาวราวหิมะนั้นขยับเอ่ยถ้อยคำเดิมๆซ้ำซาก
“ขออีก...ขอเหล้าอีก...”
“แจจุง พอได้แล้วน่า นายเมามากแล้ว”
“ม่ายยยยยยย ฉันไม่เมา!”
หลังจากการพบกันโดยบังเอิญ ไม่มีคำขยายความอื่นใดอีกออกจากปากของแจจุง แต่จากสภาพการณ์เท่าที่เห็นนั้นก็ทำให้คนฉลาดอย่างยุนโฮสามารถเดาเหตุผลต่างๆได้ไม่ยากเย็น คนสวยเอาแต่ร้องไห้ ยืนยันว่าอยากจะใช้เวลาว่างที่เดอะไนธ์เกตปิดทำการในวันนี้คิดอะไรกับตัวเองเงียบๆคนเดียว
เหนื่อยแล้ว...ท้อแล้ว...หมดกำลังใจ...
ยุนโฮอาสาพาแจจุงไปนั่งรถเล่น หาที่เงียบๆนั่งคุยกันจะดีกว่า แต่อีกฝ่ายกลับขอให้เขาพาไปหาที่ดื่มเหล้าแทน ผลลัพธ์ก็ได้เท่าที่เห็น ยุนโฮอดเหลือบมองคนข้างๆอย่างเวทนาไม่ได้ ยองอุง-แจจุงคนงามเมาหัวราน้ำ แถมยังเปลี่ยนจากคนที่เคยว่าง่ายตอนอยู่ในรถสองต่อสองกับเขา กลายร่างเป็นจอมโมโหร้ายกว่าที่เคยเจอหลายล้านเท่านัก
“แจจุง กลับบ้านเถอะ”
“นายอยากกลับก็กลับไปคนเดียวเซ่!” แจจุงขืนแรงจากฝ่ามือและอ้อมแขนแข็งแกร่งที่พยายามพยุงเขาให้ลุกขึ้น ปัดมือสะเปะสะปะจนกวาดเอาแก้วหลายใบบนโต๊ะตกระนาวกระจัดกระจายไปหมด
ไม่น่าเชื่อว่าเสียงแก้วแตกนั้นจะดังหยุดเสียงดนตรีเป็นร้อยเดซิเบลนั้นสนิท ทุกสายตาเปลี่ยนมาจับจ้องที่เขาทั้งคู่ ยุนโฮที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาถอนหายใจออกมา เขาหันไปบอกกับบาร์เทนเดอร์หน้าตาเจี๋ยมเจี้ยมที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่อีกฝั่ง
“ขอโทษนะครับ ผมขอจัดการเขาก่อน ส่วนค่าเสียหายผมจะรับผิดชอบเอง”
ว่าแล้วก็กระชากเอวคอดเข้ามาแนบลำตัว ก่อนจะกึ่งลากกึ่งอุ้มแจจุงออกไป โดยมีเสียงบี้ๆของหนุ่มบาร์เทนเดอร์คอยให้กำลังใจแกมย้ำเตือนความนัยไล่หลังมาเนืองๆ
“ค..คร้าบ กลับมานะครับพี่คร้าบ พี่ไม่มาผมตายแน่เลยนะคร้าบ”
ฟึ่บ !
แจจุงฟุบลงอีกครั้งตรงเค้าท์เตอร์หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องน้ำของผับ ยุนโฮเอื้อมมือเปิดก๊อกน้ำในซิงค์ใกล้ๆกันจนน้ำผสมฟองอากาศสีขาวไหลพรูออกมาจากปากก๊อกนั้น
“ล้างหน้าล้างตาซะ เดี๋ยวฉันจะพาไปส่งบ้าน ถ้าอยากอ้วก เชิญที่ชักโครก เพราะถ้านายทำเลอะเทอะรถฉันล่ะก็รับรอง...งวดนี้นายร้องไม่ออกแน่” ชายหนุ่มร่างสูงออกคำสั่ง ก่อนจะผละจากร่างบางไปทำธุระส่วนตัวของตนเอง
เขาทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมพื้นที่นี้อยู่นานพักใหญ่ ไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงน้ำไหล ไม่มีใครอื่นอีกนอกจากพวกเขา แจจุงตะเกียกตะกายเกาะขอบอ่างขึ้นไป พยายามปรับสมดุล พยุงตัวเองให้ยืนนิ่งได้ ก่อนที่เขาจะยืนแหมะอยู่ที่หน้ากระจกเงา...
ดวงตากลมโตสีดำสนิทจับภาพที่แผ่นหลังของยุนโฮ พร่าเลือน ไม่ชัดเจน
“ความฝันน่ะ ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆหรอกนะแจจุง” เป็นยุนโฮที่พูดขึ้นก่อน “บางคนเสียเวลาเป็นปีกว่าจะรู้ว่าความฝันของตัวเองคืออะไร บางคนจนแก่ตายไปแล้วก็ยังไม่รู้ นายโชคดีแล้วนะที่ได้ทำมัน โชคดีที่ค้นมันเจอ ยังมีเวลากับโอกาสอีกมากที่จะทำให้มันเป็นจริง”
ยูโน-ยุนโฮที่พร่าเลือนและไม่ชัดเจน ทว่าน้ำเสียงกลับกำลังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา
“ฉันรู้ว่านายอาจจะลืมคำพูดฉันหลังจากสร่างเมา แต่อย่าเพิ่งท้อนะ นายยังมีน้องๆในวง มีแฟนเพลง ที่สำคัญ...นายมีฝัน”
ยูโน-ยุนโฮใต้แสงไฟสีเหลืองส้ม พร่าเลือน และไม่ชัดเจน
ยูโน-ยุนโฮ ที่เขาเกลียดแสนเกลียด!
“คิดว่าตัวเองดีเลิศนักใช่ไหม นึกว่าดังคับฟ้าแล้วจะทำอะไรก็ได้ใช่หรือเปล่า”
“น..นายจะทำอะไรน่ะแจจุง”
ทันทีที่หันกลับมา ยุนโฮก็พบว่าร่างกายสูงใหญ่ของเขาถูกผลักไปติดกับฝาผนังใกล้ๆกัน รู้สึกเจ็บปร่าและชาไปทั้งแผ่นหลังเมื่อกระดูกสันหลังกระทบกับพื้นผิวเรียบแข็งนั้นอย่างรุนแรง แจจุงก้าวเข้ามาแนบชิด ดวงหน้าขาวใสที่กำลังเรื่อสีแดงซ่านจรดริมฝีปากอิ่มนุ่มเข้าที่ริมหูของยุนโฮ พลันกระซิบ
“คิดว่าตัวโตกว่าแล้วจะทำอะไรฉันก็ได้ล่ะสิ คิดว่าฉันสู้นายไม่ได้งั้นสินะ”
“แจจุง นายกำลังไม่มีสติ...แจ!”
คำพูดถูกหยุดด้วยริมฝีปากชื้นของคนร่างเล็กกว่า พร้อมๆกับที่ส่วนล่างของเขาสัมผัสกับความตึงเครียดที่แสนเย้ายวน ลิ้นนุ่มมีรสหวานเป็นฝ่ายแทรกเข้ามารุกล้ำในอาณาเขตของเขาก่อนอย่างต้องการเอาชนะ ยุนโฮรู้สึกร้อนไปทั่วท้องน้อยเมื่อแจจุงเริ่มที่จะเบียดกาย และไล้ส่วนนั้นลงบนจุดซึ่งไวต่อสัมผัสอันกำลังแข็งขืน ยุนโฮครางในลำคอทันทีอย่างหมดการควบคุม
มืออ่อนนุ่มสอดลอดใต้เสื้อยืดเนื้อดี สัมผัสยุบนหน้าท้องแน่น แผ่นอกกำยำของร่างสูง ตามด้วยยอดอกที่กำลังตึงเน้นและเพรียกหาสัมผัสหวามให้มากยิ่งขึ้น...เค้นคลึง โลมไล้ให้ต้องการ และผละออก ดั่งต้องการจะทรมานมากกว่ามอบความสุข
ผละริมฝีปากออก ก่อนจะลดมันลงมาที่ลำคอเกลี้ยงขาวของยุนโฮแทน แจจุงจูบเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะเริ่มต้นขบเม้มและดูดรั้งราวกับเป็นของมีค่า ยุนโฮยึดมือข้างหนึ่งของเขาไว้กับสะโพกโค้งของแจจุง ส่วนอีกค้างเกาะไว้กับราวใกล้ๆ ไม่ใช่เพราะเขากลัวจะยืนไม่อยู่ เขากลัวเพียงอย่างเดียวว่าหากมือของเขาเป็นอิสระเมื่อไหร่ ฉากรักเร่าร้อนนี้จะไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่
“อ่า...แจจุง...”
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทีประท้วง แจจุงบดริมฝีปากเข้ากับยุนโฮอีกครั้ง แรงปะทะไม่หยอกนั้นเล่นเอาฟันขาวกระทบเนื้อในปากตัวเองจนเลือดไหล
รสเค็มปร่าผสมกับรสขมของแอลกอฮอล์น่าคลื่นไส้ แต่ยุนโฮกลับรู้สึกถึงความหวานคละเคล้าอยู่ภายในไม่รู้จักหมด
เวลาผ่านไปนาน แต่กลับรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที แจจุงถอนริมฝีปากออกอย่างรุนแรง ก่อนจะยกมือขึ้นกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ กลีบปากสวยช้ำชื้นและจัดสี เหงื่อเกาะพราวใบหน้าคนทั้งสอง เสียงหอบสนั่นดังอื้ออยู่ในบริเวณ ดวงตากลมสวยจ้องลึกลงในตาเรียวเล็กสื่ออารมณ์ของคนตัวสูงอย่างเอาเรื่อง
“ฉันไม่มีวันยอมแพ้นาย จำไว้ ยุนโฮ...”
To be continued...

สนุกจังเลยค่ะ
#1 By Akihito...... on 2006-08-27 15:14