Lovefurypassionenergy (2)
posted on 27 Aug 2006 09:14 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
2.
ร่างเล็กของเด็กชายเจ้าของใบหน้าหวานใสนั่งคู้กายอยู่กับขั้นบันไดอพาร์ตเม้นต์ เขากอดถุงกับกระเป๋าใบโตที่บรรจุเสื้อผ้าและเครื่องสำอางมากมายเอาไว้จนแทบล้น ดวงตาเล็กๆ ที่มีนัยน์ตาสดสว่างกลมใสจับจดอยู่ที่พื้นซีเมนต์เบื้องล่าง มือน้อยๆ กำแท่งไม้ที่เก็บได้แถวนั้นขึ้นขีดเขียนวลีอะไรบางอย่างซึ่งจับความไม่ได้
ในวันนี้...ดวงตาคู่นั้นกลับดูเศร้าหมองอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน
จุนซูเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถที่ถูกแต่งจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมหยุดลงไม่ไกลจากเขา กระชับกระเป๋าที่อุ้มอยู่แล้วหยัดกายลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่ง
ชายหนุ่มร่างสูงบนมอเตอร์ไซค์คันสวยนั้นค่อยๆ ปลดสายหมวกกันน็อคที่ตนสวมอยู่ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อคมสันที่ฉายแววความเศร้าไม่แพ้กันกำลังมองมาที่ร่างเล็ก
ปาร์คยูชอนยื่นหมวกกันน็อคอีกใบส่งให้อย่างเคยชิน
หมวกที่ไม่เคยมีใครได้ใส่นอกจากจุนซู...
ลมแรงๆที่กำลังโหมผ่านร่างทั้งสองไปตามความเร็วของคันเร่งที่ถูกบิดจนเกือบสุดอย่างเช่นทุกครั้ง ผ่านวิวสองข้างทางที่ขนาบด้วยภาพของแม่น้ำสายใหญ่พราวระยิบด้วยสะท้อนแสงแดดยามเย็น ที่ที่เคยเป็นจุดพักชมวิวส่วนตัวบนสะพานแขวนใหญ่ยักษ์นี้ไม่ได้ถูกเก็บเอามาใส่ใจ ไม่มีคำใดเล็ดรอดออกจากปากคนทั้งสอง
จุนซูกำมือเล็กๆของตนเข้ากับชายเสื้อนอกของยูชอนจนยับยู่ พยายามต้านทานความเร็วที่ดูจะมีแต่เพิ่มขึ้นทุกชั่วขณะจิต ยูชอนมองภาพนั้นผ่านกระจกส่องหลังด้านข้าง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างใจหาย
ไม่มีอีกแล้วอ้อมกอดที่มักจะรัดแน่นขึ้นทุกครั้งที่เขาเร่งความเร็ว ไม่มีเสียงหวานใสคอยจ้อเรื่องสนุกๆให้เขาฟังตลอดทาง แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรยากาศชวนอึดอัดเข้ามาครอบครองคนทั้งสอง แต่ทุกครั้งก็ล้วนมีความรักที่มันเต็มตื้นจวนจะล้นออกมาจากอกของเขาเองที่เป็นสาเหตุ
นานมาแล้วที่คำพูดเดิมๆเฝ้ากรอกหู อ้อมกอดอุ่นคอยปลอบประโลม สัมผัสของรสจูบอันแสนเย้ายวนหอมหวาน นอนด้วยกัน มีอะไรกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกถึงความรักที่จุนซูมีมอบให้
หัวใจดวงเล็กๆที่แสนว่างเปล่า และยังยืนยันเสมอว่าไม่พร้อมจะเอาใครเข้าไปอยู่ในหัวใจดวงนั้นอีกเป็นหนที่สอง หลังจากเคยผิดหวังจากคนรักเก่าซึ่งเป็นรักครั้งแรก ทรมานจนเข็ดขยาดกับสิ่งที่เรียกว่าความรัก จุนซูไม่คิดว่า
ต่อจากนี้เขาจะเอาใจไปทิ้ง ไปรักใครได้เท่า ‘มัน’ คนนั้นอีกแล้ว
หัวใจดวงเล็กๆที่แสนว่างเปล่า และยังยืนยันเสมอว่าไม่พร้อมจะเอาใครเข้าไปอยู่ในหัวใจดวงนั้นอีกเป็นหนที่สอง
หากว่ามันยังคงว่างเปล่าจริงก็ดีสิ คงไม่ทรมานขนาดนี้
แต่นี่...มันยังคงมีเขาคนนั้นอยู่เต็มหัวใจตลอดเวลา
ยูชอนรู้ดีว่าท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นได้แค่ตัวแทน เพียงแค่เงาสะท้อนของใครคนหนึ่งที่มีส่วนเหมือนและอีกส่วนที่ต่างกันลิบลับจนเทียบไม่ติด กระนั้นแล้วก็ยังปักใจรักจุนซู ยินดีที่จะเป็นตัวแทนของใครสักคนที่จุนซูรัก ขอแค่จุนซูเหลือที่ข้างกายเอาไว้สำหรับเขาบ้างก็พอ
เขาเฝ้ามองจุนซูมานาน รักจุนซูมากจนถอนตัวไม่ขึ้นอีกต่อไป แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะมีเพียงความเจ็บปวดเท่านั้นก็ยอม
มือหนาค่อยๆเอื้อมไปรั้งมือเล็กซึ่งเคยยึดอยู่เพียงชายเสื้อของเขา ดึงมาให้อ้อมแขนบอบบางนั้นโอบกอดเอวแกร่งไว้อีกครั้ง จุนซูไม่ได้ขัดขืนหรือด่าทอ เขากระชับกอดยูชอน ก่อนจะแนบข้างแก้มใสเรื่อสีเลือดนั่นเข้ากับ
แผ่นหลังของชายหนุ่มจนรู้สึกปลอดภัย
“ฉันรอนายได้นะ จุนซู” ยูชอนเอ่ยเบาๆ ทั้งที่รู้ดีว่าร่างเล็กจะไม่มีวัน
ได้ยินเสียงของเขาก็ตาม
ความสุขที่แสนเศร้า
ความหวานอันแสนเคืองขม
ความใกล้ชิดที่ความจริงแล้วช่างห่างเหิน
ความรักที่เขามีให้ ไม่เคยใช้มันประสานรอยแยกในหัวใจที่ถูกปิดตายของจุนซูได้เลย
ไม่เคยสัมผัสถึงหัวใจของจุนซู
ไม่ใช่สิ…
จุนซูไม่เคยอนุญาตให้เขาสัมผัสมันต่างหาก
สี่ทุ่มสิบนาที
เนื้อลิปสติกสีแดงเข้มถูกจรดลงบนริมฝีปากอิ่มนุ่มจนกลบสีชมพูธรรมชาติสีเดิมสนิท แพรขนตางอนยาวดูเข้มและหนาขึ้นด้วยมาสคาร่าสีมืดที่กรอบตาทาไว้ด้วยอายแชโดว์สีเดียวกัน เจ้าของใบหน้าสวยโฉบเฉี่ยวมีเสน่ห์รวบเส้นผมเรียบลื่นยาวสยายสีดำขลับ ขึ้นมารวบไว้เป็นหางม้าและกลัดด้วยปิ่นปักผมแบบเอเชีย แจจุงยืนพิจารณาตนเองอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ พร้อมกับหมุนเช็คความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนขึ้นเวที
ร่างเพรียวบางสวมเสื้อแขนกุดเอวสูง เผยให้เห็นหมุดสีเงินเล่นแสงไฟที่สะดือสวยและหน้าท้องแบนราบสุดเซ็กซี่ แถมคอเสื้อยังคว้านลึกจนสามารถเห็นรอยสักลายอักษรที่แผ่นหลังบาง ‘Satan Lives’ ท่อนล่างสวมกางเกงแบ๊กกี้ขายาวเอวต่ำสีดำ ที่แขนเรียวขาวสวยสวมปลอกแขนตาข่ายแบบพั๊งค์ร็อคสีเขียวสะท้อนแสงกับสนับมือหนัง รองเท้าผ้าใบเซอร์ๆใส่สบายพร้อมรับการแสดงบนเวทีอย่างเต็มที่เหมือนทุกครั้ง
หลังจากผ่านการแปลงโฉมเป็นที่เรียบร้อย แจจุงพึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้ากระจกเพื่อทำสมาธิ ก่อนที่จะหาเวลาสงบได้ไม่ง่ายนัก
เวลาสงบที่ว่าสิ้นสุดลงเมื่อบานประตูห้องแต่งตัวถูกดึงให้เปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มในชุดแปลกตาสาวเท้ายาวๆเข้ามาภายในห้อง ตามด้วยเจ้าของสีหน้าเย็นชาไม่รับบุญอีกสองคน ซึ่งมักจะเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องแล้ว จุนซูไม่พูดอะไรสักคำ เขาจ้ำอ้าวเข้ามานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะแต่งหน้าข้างๆแจจุง แจจุงลอบมองมือเบสประจำวงที่แอบปลีกตัวไปนั่งขึ้นสายเบสของตัวเองเงียบๆ ก่อนที่ผู้เป็นพี่ใหญ่ของวงอย่างเขาจะถอนหายใจออกมาอย่างเข้าใจทุกอย่างดีทั้งหมด
“ชางมิน วันนี้สอบเป็นยังไงบ้าง” พี่ใหญ่ทำทีเป็นชวนน้องเล็กคุย เพื่อคลายบรรยากาศที่อึดอัดพอทนอยู่แล้วจะเลวร้ายไปยิ่งกว่านี้
หนุ่มน้อยในชุดเสื้อยืดสีดำสกรีนถ้อยคำหยาบคาย ตัดกับเน็คไทผูกหลวมสีขาว กับกางเกงยีนส์สีดำแบบพั๊งค์ร็อคเต็มที่ ค่อยๆเสใบเรียบเฉยที่ยังคงสวมแว่นสายตาไม่เข้ากับชุด หันมาหาแจจุงช้าๆ เขากระตุกยิ้มหน่ายๆ “ท็อปสายชั้นครับ” ก่อนจะหันกลับไปคว้าสเปรย์จัดทรงผมขึ้นมาฉีดลวกๆ
แจจุงย่นใบหน้าด้วยอารมณ์ใดก็ไม่อาจทราบได้ มั่นใจอยู่แล้วว่าถึงแม้จะไม่ค่อยมีเวลาได้อ่านหนังสือสอบจริงๆจังๆเหมือนกับเด็กรุ่นๆ วัยเดียวกัน แต่หนูน้อยมหัศจรรย์อย่างชางมินก็สามารถผ่านการสอบหฤโหดมาได้สบายทุกครั้ง...
ชิมชางมิน นักเรียนผลการเรียนดีเด่นของโรงเรียนระดับหัวกะทิในโซล ที่พอฟ้ามืดปุ๊บก็แปลงร่างกลายมาเป็นมือกลองสุดเท่ให้อีวิล-โอเวอร์ลอร์ด ก็ยังคงเป็นเรื่องที่เดากันยากว่าหากทางโรงเรียนรู้เรื่องนี้เข้าจะภาคภูมิใจจนน้ำตาไหล หรือจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนต้องเด้งชางมินออกจากโรงเรียนกันแน่
เห็นเงียบๆ บื้อๆ เฉื่อยชาแบบนี้ ใครสักกี่คนจะรู้ล่ะว่าชางมินนี่แหละ คำจำกัดความของคำว่า ‘แรง’ ของจริง
เลิกสนใจชางมิน หันกลับมามองคนตัวเล็กที่พยายามจะจัดทรงผมของตนตามคอนเซ็ปเจ้าหญิงพั๊งค์ร็อคองค์น้อยในค่ำคืนนี้ จุนซูที่มีใบหน้าสุดแสนจะมุ่ยตุ่ยขมวดคิ้วนิ่วหน้าจนยู่ยี้ ลองหนีบๆจับๆเปลี่ยนทรงผมไปหลายทรงก็ยังไม่ถูกใจเสียที เขาถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด จนแจจุงอดไม่ได้ที่จะออกความคิดเห็น
“ปล่อยยาวๆเหมือนเดิมก็น่ารักแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก จุนซู นายก็เห็นด้วยใช่ไหม ยูชอน” แจจุงว่า พลางหันไปพยักพะเยิดให้กับยูชอนเพื่อหากองกำลังเสริม เล่นเอาตาทึ่มในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงยีนส์สีดำเข้ากันได้ดีกับเข็มขัดหนังสไตล์พั๊งค์ร็อค ซึ่งเอาแต่นั่งเหม่ออยู่นานสะดุ้งเฮือก
“ห..ห๊ะ! อ..อ่อ...อืม” เขาลอบมองจุนซูผ่านเงาสะท้อนจากกระจกบานใหญ่ แต่ก็หลบตาเมื่อร่างเล็กมองกลับมา
“ไป..ลุกเถอะ ใกล้ถึงเวลาแล้วนะ” แจจุงตบเบาๆที่ไหล่เล็กๆของน้องชาย ก่อนจะพยุงเด็กดื้อให้ลุกขึ้นจากที่นั่ง วันนี้จุนซูดูน่ารักสดใสในชุดเสื้อยืดแขนกุดสีดำ กับกระโปรงผ้าโปร่งฟูฟ่องสีชมพูแปร๋น ชายรุ่ยร่ายยาวกรอมเลยหัวเข่า ตัดกับอีกตัวหนึ่งที่ทั้งสั้น บางและเบากว่าสีดำสวมทับไว้ด้านนอก เข้ากันได้ดีกับรองเท้าหนังทรงสูงสีดำ
น่ารักสดใส สมกับที่เป็นซีอา...คงจะมีแต่หน้าบูดๆนี่แหละที่ไม่สมกับเป็นซีอาเอาซะเลย
“ผมเสร็จแล้ว ออกไปรอข้างนอกนะครับ” ทันทีที่แต่งตัวแบบลวกๆ สไตล์ชางมินเสร็จ เด็กหนุ่มแจ้งเสียงลั่น เขาคว้าไม้กลองขึ้นมาก่อนจะเดินควงมันหนีบรรยากาศชวนคับอกออกไปจากห้อง
แจจุงพยักหน้าให้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เขาหันกลับไปมองในกระจก ลูบมือทั้งสองข้างลงบนเส้นผมของจุนซู “ทำงานกันเถอะ” ใบหน้าสวยคลี่ยิ้มจางๆ ก่อนจะเอื้อมไปคว้ามงกุฎเพชรเล็กๆมาคาดลงบนเส้นผมสีทองสว่างที่ถูกซอยมั่วๆทันสมัยของน้องชาย
“จุนซูของพี่ แค่นี้ก็น่ารักแล้ว...นะ!” พูดยอเหมือนอ้อนเด็ก จนในที่สุดจุนซูก็ยิ้มกลับมาและยอมเดินออกจากห้องนี้ไปพร้อมๆกัน เหลือไว้เพียงแต่ชายในชุดดำที่มองตามเจ้าหญิงองค์น้อยนั่นไปด้วยแววตาละห้อย
ยูชอนถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยายามข่มจิตใจที่กำลังว้าวุ่นให้สงบลงก่อนจะเริ่มการแสดง หนึ่งวันที่ไม่ได้ยินเสียงของจุนซู มันช่างยาวนานและทรมานขนาดนี้เลยสินะ
ร่างสูงหยัดกายให้ลุกขึ้น ก่อนจะคว้ากีต้าร์เบสคู่ใจขึ้นมาสะพาย หันหน้าเข้าหากระจกเงา พลางยกมือขึ้นจัดหมวกปีกเปิดประทุนที่เคยคล้องไว้ที่คอขึ้นมาคาดเส้นผมหยักสีน้ำตาลทองของตนขึ้น ใบหน้าหล่อคมที่ถูกแต่งอ่อนๆไว้ด้วยเครื่องสำอางนี้ ยูชอนเชิดหน้าขึ้นเปลี่ยนองศาเพื่อสำรวจใบหน้าตัวเอง เขากระหยิ่มออกมาเพราะความดูดีจนน่าเหลือเชื่อ
หลายคนบอกว่าเขามีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับ ‘มัน’ เจ้าของชื่อต้องห้ามที่ไม่มีสมาชิกคนใดในอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดเอ่ยถึงคนนั้น
พิจารณาความจริงข้อนี้แล้วก็อดหัวเราะหยันตัวเองไม่ได้ อาจจะเหมือน หรือไม่เหมือนก็ได้ ถึงแม้จะคล้ายให้ตายอย่างไร แต่ก็ไม่มีวันเป็น
คนไร้หัวใจคนนั้น…ไม่มีวัน…
มิกกี้! ซีอา! ชเวคัง! ยองอุง!
มิกกี้! ซีอา! ชเวคัง! ยองอุง!
ร่างสูงร่างหนึ่งเดินแทรกผ่านเหล่าสาวกซาตานซึ่งกำลังกู่ร้องจนก้องไปทั่วผับเล็กๆที่แสนแออัดแห่งนี้ เขามองไปรอบๆสถานที่ทึบแสง ก่อนจะยกมือขึ้นดันกรอบแว่นตากันแดดสีดำสนิทที่สวมไว้ให้กระชับกับใบหน้าได้รูปเพื่อปกปิดตัวเอง เส้นผมสีน้ำตาลยาวกรอมท้ายทอยดูเด่นลอยออกมาจากฝูงชน
ไม่มีใครสังเกตเห็นการมาเยือนของสาวกแปลกหน้าแห่งซาตาน
ให้อารมณ์ต่างกันลิบลับกับการมาเหยียบผับเล็กๆที่มีชื่อว่า ‘เดอะไนธ์เกต’ แห่งนี้ ยุนโฮรู้สึกได้ว่าเขาสามารถยืนอยู่กับที่ได้อย่างสบายๆ โดยที่ไม่มีใครมาก่ายสัมผัสตัวเขา ผิดกับภาพเมื่อวันก่อนที่ห้าหนุ่มร็อคดิโอเมเดสมาเยี่ยมเยือน ผู้คนหลั่งไหล ไหวระลอกไปพร้อมดนตรีราวกับคลื่นลูกใหญ่ เล่นเอาผับแห่งนี้แทบจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ
แฟนของอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดแท้จริงแล้วมีไม่มากอย่างที่คิด แต่ก็นับว่าไม่น้อยเลยสำหรับวงน้องใหม่ไฟแรงที่เพิ่งเปิดตัวเช่นนี้ ยุนโฮอดนึกถึงสมัยดิโอเมเดสเพิ่งก่อตั้งใหม่ๆไม่ได้ ไปขอเขาเล่นดีๆแท้ๆ แต่ถึงกับโดนไล่ตะเพิดออกมาจากร้านแทบไม่ทัน
ความฝัน...ถ้าได้มาง่ายก็คงไม่มีค่าอะไรเลยสินะ
พยายามเข้ารุ่นน้อง!
คิดได้เท่านั้น พร้อมๆกับที่แสงไฟที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วดับวูบลง เสียงกู่ร้องดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเสียงเอื้อนร้องปราศจากดนตรีดังกังวานไปทั่วบริเวณ ยุนโฮรู้สึกว่าขนอ่อนที่แนวลำคอลุกซู่ ราวกับเหน็บกินจนชาไปทั้งร่าง ความอ่อนหวานอันแฝงอยู่ในความรุนแรง ซึ่งไม่สามารถหาได้จากวงดนตรีร็อควงไหน แม้แต่ดิโอเมเดส
เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของฮีโร่ หรือยองอุง...
เสียงเคาะไม้กลองดังเบาๆให้จังหวะ ท่อนแขนแกร่งที่วาดมือรัวกลองในจังหวะอินเดียโบราณ เท้าบังคับกระเดื่องกลองสองตัวราวกับเป็นเรื่องง่ายๆ สายเบสตบตามอย่างหนักแน่น ปิดท้ายด้วยเสียงเกลากีต้าร์ริทึ่มที่หวานใสราวเสียงพิณตามลำดับ
เสียงโห่ร้องของแฟนๆสนั่นลั่นขึ้นกว่าเดิม เมื่อไฟสีเหลืองสดสว่างโพล่งขึ้น พร้อมๆกับเสียงแผดร้องทรงพลังของนักร้องนำที่ให้อารมณ์ถึงแก่นของดนตรีเมทัล
ให้ยืนเต๊ะท่าอยู่ก็คงไม่ไหว ยุนโฮอดไม่ได้ที่จะโยกศีรษะไปตามจังหวะร้อนแรงนั่น ก็เพราะร็อคอยู่ในสายเลือด...มันดังโครมครามไปพร้อมกับการเต้นของหัวใจเขาน่ะสิ
ชเวคังหรือแม็กซ์ เด็กหนุ่มร่างสูง เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่มักจะเห็นประจำอยู่ด้านหลังกลองชุด แม้ว่าใบหน้าที่เฉยเมยเกินกว่าอารมณ์เพลง แต่ก็สามารถสะกดคนดูไว้ได้ด้วยฝีมือการเล่นที่เหนือชั้น และลีลาการควงไม้กลองนั่น
ซีอา ไม่น่าเชื่อว่าเด็กผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้มที่ดูคล้ายผู้หญิงเกินกว่าจะเอาแรงที่ไหนมาอุ้มกีต้าร์ไฟฟ้าตัวโต สามารถดีดเส้นสายเหล่านั้นได้ราวกับมันไม่ใช่กีต้าร์ แถมยังวาดลวดลายซะมันหยด ไม่สนใจกระโปรงกรุยกรายที่ตนสวม ยุนโฮส่ายหน้าขำๆ ให้กับความแก่นเซี้ยวของเจ้าหนูที่สามารถเรียกเสียงโฮกฮากของบรรดาแฟนเพลงหนุ่มๆหน้าโหดได้ดี เทียบกับร่างกายเล็กๆนั่นแล้ว นับว่าฝีมือใช้ได้เลยทีเดียว
มิกกี้ รายนี้ก็ดูจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในลีลาแบบดิบๆเถื่อนๆ ซึ่งยังคงความมีเสน่ห์ชวนให้สาวๆกรี๊ดกร๊าดกันได้ ดูไปดูมาก็คับคล้ายคับคลาว่าเคยเห็นใบหน้าประมาณนี้ที่ไหนกันนะ
แต่เรื่องที่เหนือกว่าหน้าตาหล่อเหลานั่นแล้ว คือฝีมือการประยุกต์เสียงเบสซึ่งมีอยู่ไม่กี่เสียงให้เข้ากับดนตรีและขับให้มันฟังดูเด่นขึ้นมาได้อย่าง
น่าประหลาดนั่นต่างหาก ยุนโฮมั่นใจด้วยประสบการณ์กว่าสี่ปีที่คลุกคลีอยู่ในวงการเพลงใต้ดินอย่างเต็มตัวว่านอกจากเรโนแล้ว ยังไม่เคยเห็นใครทำได้อย่างนี้มาก่อนเลย
แต่ที่ดูจะตรึงเขาไว้ได้มากที่สุด คงไม่พ้นฮีโร่หรือยองอุงคนสวยคนนั้นสินะ
ยุนโฮยกมือขึ้นถอดแว่นตากันแดดที่สวมอยู่ออกช้าๆ นัยน์ตาเรียวเล็กยังไม่ละไปจากภาพเบื้องหน้าที่ขยับไหวรุนแรงราวกับความฝัน
แจจุงกำลังร้องเพลง แจจุงกำลังยักย้ายส่ายสะโพก แจจุงกำลังมองมาทางนี้…เขามองแจจุงที่กำลังเต้นรำอยู่บนเวที มือหนาค่อยๆเลื่อนลงมาสัมผัสส่วนล่างของตนเอง ยุนโอพบว่าบางอย่างในกายเขากำลังตึงเครียด ส่วนที่ไวต่อความรู้สึกภายใต้กางเกงยีนส์เนื้อหนาที่เขาสวมกลับแข็งตัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เสียมารยาทจริงๆ จองยุนโฮ...
การแสดงแบบไม่มีพักดำเนินมายาวนานกว่าสี่สิบนาที ทั้งเพลงของวงเอง ทั้งเพลงที่นำมาโคฟเวอร์ใหม่ จนในที่สุดก็สิ้นสุดลงไปพร้อมกับความมันหยดถึงรสของบรรดาแฟนเพลง สมาชิกทั้งสี่ของอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดเดินเรียงแถวกันมาตามแนวทางเดินแคบๆ ซึ่งจะนำพาพวกเขากลับมายังห้องพักด้านหลังผับ แต่ก่อนจะถึงที่หมาย คิมแจจุงโบกมือบอกทุกคน ก่อนจะเป็นฝ่ายปลีกตัวหายเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแต่เพียงลำพัง
มือเรียวทั้งสองท้าวขอบอ่างล้างหน้า ก่อนจะเงยศีรษะขึ้นมองกระจก
“ฟู่...เหนื่อยชะมัด” เขาบ่น แต่รอยยิ้มแห่งความสุขก็เผยขึ้นบนใบหน้าสวยหวานที่ในยามนี้พราวไปด้วยเม็ดเหงื่อ แจจุงปลดปิ่นปักผมที่รั้งศีรษะเขาอยู่นานสองนานนี่ออกเป็นอันดับแรก หมุนเปิดก๊อกน้ำ ก่อนจะก้มหน้าลงวักน้ำมาลูบที่ต้นคอขาวระหงส์เพื่อไหล่เหงื่อไคลสกปรก
“นี่จุนซู...วันนี้ให้ยูชอนไปส่งนะ พี่จะแวะซื้อของเข้าบ้านหน่อย”
สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงมือหนึ่งสัมผัสลงที่แนวกระดูกสันหลังก่อน แล้วลูบขึ้นมาจับเส้นผมยาวของเขาขึ้นรวบเล่น
“แล้วก็...อย่าชวนหมอนั่นทะเลาะอีกล่ะ ยังไงก็ยังต้องทำงานด้วยกัน” แจจุงพูดออกไป ทั้งที่รู้สึกแล้วว่ามือจุนซูในวันนี้ทั้งใหญ่และสากผิดปกติ
เขาไม่ได้เอะใจ จนเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งแล้วมองกระจก ภาพสะท้อนที่เห็นก็ทำเอาเขาต้องกระโจนออกจากที่ตรงนั้น พลางแหกปากร้องลั่น ดวงตากลมโตสีดำสนิทเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
เสียงร้องของแจจุงถูกระงับไว้ด้วยฝ่ามือหนา ผู้มาเยือนลงมือประสานริมฝีปากสีสวยไว้แน่นจนรู้สึกถึงเนื้อลื่นๆของลิปสติก ภายในห้องคับแคบสภาพโกโรโกโสนี้ ร่างสองร่างแทบจะแนบชิดสนิทกลายเป็นร่างเดียว
“ชู่ว์...เงียบๆหน่อยสิ” ผู้มาเยือนส่งเสียงลอดไรฟัน “เดี๋ยวคนอื่นก็แห่มากันหมดหรอก”
ร่างบางถลึงตามองผู้บุกรุกอย่างเอาเรื่อง แต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์แล้วพยักหน้าช้าๆอย่างยอมจำนน กระทั่งอีกฝ่ายยอมคลายมือที่ประกบปากห้ามเสียงร้องอันทรงพลังออกแล้ว แจจุงก็ยังไม่หยุดจ้องเขม็งด้วยไม่ไว้ใจเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่เขาเกลียดแสนเกลียด
ยูโน-ยุนโฮกำลังยืนยิ้มเผล่ ทำหน้าทะเล้นอยู่ตรงหน้า
“นายเข้ามาได้ยังไง” แจจุงถามเสียงเย็น
ร่างสูงได้ฟังพลันยักไหล่ เขายกบัตรสต๊าฟที่คล้องคออยู่ขึ้นแกว่งต่อหน้าแจจุง ริมฝีปากบางได้รูปกระตุกยิ้มเยาะอย่างเหนือชั้น “ลืมแล้วหรือว่าฉันเป็นใคร”
“จะเป็นใครใหญ่มาจากไหนก็ช่าง แต่นี่มันห้องเปลี่ยนเสื้อผ้านะ! นายต้องการอะไรกันแน่น่ะ ยุนโฮ หรือแค่อยากจะปั่นหัวฉัน” ราวกับถูกตบหน้าแรงๆ แจจุงเริ่มจะควบคุมอารมณ์เอาไว้อีกต่อไปไม่ได้ ผิดจากอีกฝ่ายที่เอาแต่ลอยหน้าลอยตาพูด พร้อมกับอมยิ้มก่อกวนจิตใจ
“เปล่า แค่มีเรื่องจะคุยด้วยนิดหน่อย” ยักคิ้วสองทีพอให้รู้สึกเจ็บจี๊ดในอก
“แล้วทำไมต้องเป็นที่นี่ฟะ!?”
“อ้าว...อยู่กันสองต่อสองไม่ชอบเหรอ”
แจจุงกู่ร้องในใจอย่างเหลืออด อยากจะเอาปิ่นปักผมในมือมาทิ่ม
คอหอยตัวเองให้ด่าวดิ้นไปเสียตรงนั้น คำสบถที่มีนับพันแม้จะวิ่งพล่านในสมอง แต่ก็ไม่สามารถประมวลผล แล้วเปล่งมันออกมากำหราบคนตรงหน้าได้ มันจุกอยู่ที่ลำคอ รู้สึกร้อนไปทั้งใบหน้า
“นายนี่มัน...ฮึ้ย...เอ้า! มีอะไรก็ว่ามา” เมื่อตอนนี้ทำได้แค่ตั้งรับ แจจุงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะยกแขนขึ้นกอดอก
ยุนโฮยิ้มพอใจ เขาค่อยๆเอนกายพิงบานประตูทางออกไว้ เมื่อแน่ใจว่าคงไม่มีใครผ่านมาได้ยินแน่
คลิ๊ก!
เขากดล็อคประตู
“นายจะทำอะไรน่ะ!” แจจุงแหว พยายามเอื้อมมือไปขัดขวางอีกฝ่าย แต่ด้วยร่างกายที่เล็กกว่ามากจึงไม่เป็นผล ยุนโฮโอบรัดเอวบางไว้แน่นจนไม่สามารถขยับไปไหนอีกได้
“เงียบน่า”
“นายกำลังทำให้ฉันกลัวนะ!”
“ถ้ายังไม่เงียบอีกจะทำให้กลัวกว่านี้แน่ รับรอง”
เงียบกริบ...ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มเอิบคู่นั้นอีกแล้ว
“คือรู้ใช่ไหมว่าเดือนหน้า ดิโอเมเดสจะมีคอนเสิร์ตใหญ่” ยุนโฮเริ่ม สีหน้าขี้เล่นนั่นดูจริงจังขึ้นมาทันตาเห็น
แจจุงเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเร็วๆอย่างไม่เต็มใจนัก
ก็ใครจะไม่รู้กันเล่า ข่าวคอนเสิร์ตใหญ่ของดิโอเมเดสที่กำลังจะจัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบสี่ปีการก่อตั้งวง ณ สวนสาธารณะชื่อดังกลางกรุง สำหรับคนที่คลุกคลีในแวดวงเพลงใต้ดินแล้ว เรื่องนี้เป็นที่กล่าวถึงมากกว่าข่าวราคาน้ำมันโลกที่กำลังย่ำแย่เสียอีก ประกอบกับเรื่องที่ยูชอนเพิ่งบอกกับเขาเมื่อวันก่อนแล้ว
‘ดิโอเมเดสปฏิเสธการเซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ถึงสามค่าย’
นึกแล้วก็อดหมันไส้ไม่ได้
ไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาจวนเจียนจะคลื่นไส้ของแจจุง ยุนโฮว่าต่ออย่างไม่ให้เสียเวลา “นั่นล่ะ ก็เลยอยากจะติดต่ออีวิล-โอเวอร์ลอร์ดให้ไปเป็นแขกพิเศษ”
ดวงตาสีนิลเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อหูตัวเองอีกครั้ง ใบหน้าหวานสวยเรื่อสีแดงจัด แสดงอาการไม่พอใจอย่างถึงขีดสุด “ว่าไงนะ! ไม่มีทางซะหรอก ให้ตายก็ไม่”
“ทำไมล่ะ นายก็รู้ นี่อาจเป็นโอกาสที่ดีของวงนายที่จะได้ขึ้นบนดิน นายไม่อยากขึ้นบนดินหรอกเหรอแจจุง” ปากไม่ว่าเปล่า ไม่วายรุ่มร่ามยื่นมือไปแตะเบาๆที่แก้มใสเรื่อสีเลือดของแจจุง
เส้นขีดความอดทนขาดผึง ร่างบางปัดมือของยุนโฮออกเต็มแรงเมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกดูแคลนอย่างหนัก “อยาก แต่ไม่จำเป็นต้องพึ่งดิโอ” หันไปเก็บของใช้กระแทกใส่กระเป๋า ก่อนจะผลักคนตัวโตให้พ้นทาง “ถอย!”
“ไม่ถอย นายพูดไม่รู้เรื่องนี่”
“นายนั่นแหละพูดไม่รู้เรื่อง ฉันบอกว่าไม่ ยังไงก็คือไม่ เชิญติดต่อวงอื่นได้เลย” ผลักยุนโฮจนเซไปชนขอบอ่าง ก่อนที่จะกระชากประตูเปิดแล้วเดินหนีไป
ยุนโฮมองตามแผ่นหลังบางที่กำลังกระทืบเท้าปังๆอย่างโกรธเกรี้ยว ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆอย่างเหนื่อยหน่าย แจจุงคนสวยหัวรั้นกว่าที่เขาคิดไว้มาก พอรู้อยู่หรอกว่าเพราะอะไรถึงได้จงเกลียดจงชังดิโอเมเดสนัก แต่เรื่องที่พลอยรังเกียจความหวังดีจากเขาด้วยนี่สิ ยากจะเข้าใจเสียจริง
แผนการตามตื๊อคิมแจจุงในวันนี้...
คำตอบยังคงเป็น ‘ไม่’
จุนซูหลับตาลงช้าๆ เมื่อกระจกเงาบานใหญ่เบื้องหน้าสะท้อนภาพชายหนุ่มร่างสูงเดินเข้ามาสวมกอดเขาจากทางด้านหลัง ภายในห้องแต่งตัวของผับเงียบสงัด หลังจากที่แจจุงกับชางมินขอตัวกลับไปก่อนแล้ว ยูชอนซุกปลายจมูกลงบนไหล่เล็ก กระชับอ้อมกอดอบอุ่นให้แนบชิดยิ่งขึ้น
ทั้งที่ค่ำคืนนี้อากาศแสนดี แต่เขากลับหนาวไปถึงขั้วหัวใจ ยูชอนไม่สามารถอดทนต่อความหนาวเหน็บผ่านค่ำคืนอันเดียวดายอีกต่อไปได้โดยปราศจากจุนซู
ความหนาวที่เกิดขึ้นเพราะความเย็นชาของคนคนนี้ จุนซูที่ตัวเล็กๆ แต่เปรียบเสมือนโลกทั้งใบสำหรับเขา
“ขอโทษ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน ยูชอนกระซิบเบาๆ พลางกดริมฝีปากลงบนติ่งหูนุ่มนิ่ม “ไม่ได้อยากจะทำให้นายรู้สึกไม่ดี ขอโทษนะ”
จุนซูนิ่งไป...นานพักใหญ่ จนในที่สุดใบหน้าจิ้มลิ้มก็พยักรับรู้ มือน้อยๆแตะซ้อนลงบนมือที่แสนอุ่นนุ่มของยูชอน ก่อนที่ความรู้สึกอุ่นชื้นที่เขาคุ้นเคยจะสัมผัสลงที่ริมฝีปาก จุนซูแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่จะรับสัมผัสนั้นได้ถนัดยิ่งขึ้น ยูชอนแทรกลิ้นร้อนผ่านกลีบปากสีเชอรี่ เพื่อซึมซับความหวานภายในที่ดูจะไม่มีวันเสื่อมลดหรือหมดลงเลย รสจูบอ่อนหวานถูกเติมเต็มจนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจูบที่ส่อถึงความต้องการกันและกัน
“ฉันรักนายนะ จุนซู” ยูชอนเพ้อ มือหนาค่อยๆเลื่อนต่ำลงจนถึงขอบกางเกงยีนส์ของจุนซู ร่างเล็กในอ้อมกอดสั่นระริก เมื่อลมหายใจร้อนพรมรดที่ริมหู จุนซูส่งเสียงครางในลำคอไม่เป็นภาษา
“อือ...”
“แล้วนายล่ะ รักฉันบ้างหรือเปล่า”
“......................”
ยูชอนเองที่ดูจะสติเตลิดไปไกลแล้วก็ยังคงพึมพำสิ่งที่เขาอยากพูด เจ้าของใบหน้าหล่อยังคงไม่รู้สึกถึงสีหน้าของร่างเล็กที่เริ่มเปลี่ยนไป จุนซูคว้ามือของยูชอนไว้ก่อนที่มันจะซุกซนไปมากกว่านี้
“นายพูดมันออกมาอีกแล้วนะ รู้ตัวบ้างไหม”
“หือ?”
“ยังไม่ทันขาดคำเลยนะ ยูชอน นายถามฉันอีกแล้ว ฉันไม่เข้าใจนายเลยให้ตายสิ!” จุนซูจ้องหน้าคนตัวโตเขม็ง ก่อนจะดิ้นจนหลุดออกจากอ้อมกอดแนบแน่นนั้น
“เดี๋ยวสิจุนซู!” ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มถอดสี พยายามรั้งคนตัวเล็กที่กระฟัดกระเฟียดเก็บข้าวของยัดลงกระเป๋าใบโตบนโต๊ะ
"น่ารำคาญน่า" เสียงเล็กตะหวาดลั่น เขาผลักยูชอนจนเซไปไกล "ยังไงก็ไม่เข้าใจ นายได้ฉันไปแล้วมีผลอะไร คบกันดูแล้วจะมีอะไรดีขึ้นงั้นเหรอ"
ยูชอนกัดฟัน เขาก้มหน้าฟังประโยคเหล่านั้นอย่างอดทน “อย่างน้อย...นายก็น่าจะให้โอกาสฉัน ให้ฉันมั่นใจว่านายรักฉันบ้าง”
“คบกันไม่ได้หมายความว่ารัก ถึงนายได้ฉันไป ยังไงใจฉันก็เป็นของฉันอยู่ดี ฉันให้โอกาสนายแล้วยูชอน โอกาสที่จะเป็นเพื่อนกัน ถ้าสิ่งที่ฉันให้กับนายมันยังไม่พอ งั้นก็อย่าหวังเลยว่าจะได้อะไรจากฉันอีกแม้แต่ความเป็นเพื่อน”
“จ..จุนซู” คำขอโทษที่อยากเอ่ยติดอยู่ที่ริมฝีปาก ยูชอนอ้ำอึ้งพูดไม่ออก ได้แต่มองดูใบหน้าโกรธเกรี้ยวของจุนซูผ่านกระจกเงาบานใหญ่บานเดิม แม้ใกล้กันแค่มือเอื้อม แต่ก็ราวกับมีกระจกใสบางๆมากั้นเอาไว้ มันเป็นเช่นนี้เสมอ...ไม่เคยเข้าไปภายในโลกของจุนซู
“นี่...เดี๋ยวไปส่ง”
“ไม่ต้อง ฉันกลับเองได้” ว่าก่อนจะกระแทกประตูเหล็กเก่าๆบานนั้นให้ปิดลง
อยากจะตบปากตัวเองอีกร้อยพันครั้ง ทุกครั้งที่เรื่องดีๆกลับกลายเป็นแย่กว่าเก่าเช่นนี้ มันเป็นเพราะเขาอีกแล้วสินะ
ยูชอนทิ้งกายลงนั่งบนโซฟาตัวโตที่มุมห้อง หลับตาลงช้าๆอย่างเหนื่อยอ่อน พร้อมกับหยาดน้ำใสๆรินไหลออกมาจากหางตาคม ลากรอยหมึกเขียนขอบตาสีดำนั้นเลอะเป็นทางยาว
“ขอโทษนะ จุนซู”
ถ้าความรักของฉันมันทำร้ายนายขนาดนี้ ต้องขอโทษจริงๆ
เพราะฉันคง...หยุดรักนายไม่ได้...
ขอโทษ...
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นถนนดังก้องอยู่ในความมืด ความรู้สึกเจ็บแปลบๆที่ขั้วหัวใจในตอนนี้ยังคงไม่รุนแรงเท่าความเจ็บปวดเก่าๆที่ใจเคยรู้สึก จุนซูสะพายกระเป๋าใบใหญ่ที่แสนหนักอึ้งด้วยตัวเองไว้บนไหล่ รู้สึกลำบากเมื่อไม่มีเพื่อนที่แสนดีคนนั้นคอยเคียงข้างเหมือนเช่นทุกวัน บรรยากาศรอบกายแสนวังเวงทำให้มือเล็กสั่นน้อยๆ จุนซูใช้ทางแคบๆของตรอกซอยเปลี่ยวนี้เป็นทางลัดสู่ถนนใหญ่ ตั้งใจที่จะเดินทางกลับถึงบ้านให้เร็วที่สุด
ไม่มีแสงไฟจากร้านรวงที่ถูดปิดลงแล้ว จะมีก็แต่แสงกระพริบปลาบ
น่าหวั่นกลัวของไฟถนนจากเสาไฟฟ้าที่ใกล้หักโค่น ติดๆดับๆไม่แน่นอน เดินมาเพียงลำพังได้ไม่ไกลนัก ก็อยากจะหยุดลงแล้วร้องไห้ออกมาเสียตรงนั้น
เขาไม่ได้กลัว จุนซูมั่นใจ แต่แค่กำลังรู้สึกผิด...
“อ้าว นั่นน้องจุนซูนี่นา”
“เฮ้ ใช่จริงๆด้วย”
“วันนี้มาคนเดียวเหรอจ๊ะ แล้วเจ้าเด็กนอกนั่นล่ะไม่มาด้วยกันเหรอ”
“ให้พี่ไปส่งไหม”
รู้สึกตัวอีกที จุนซูก็พบว่าในยามนี้เขาหยุดอยู่ตรงหน้าบ่อนเล็กๆ ซึ่งกำลังจะปิดทำการ รอบกายห้อมล้อมไว้ด้วยเหล่าอันธพาลคุมบ่อนซึ่งกำลังลามปามเอามือมาจับโน่นจับนี่ตามใจ ดวงตาเล็กๆหลับปี๋ พยายามตั้งสติก่อนจะสาวเท้าหนี แต่ก็ดูจะไม่เป็นผล
“ถ้าไม่ให้ไปส่งที่บ้าน งั้นไปบ้านพวกพี่ก่อนแล้วกันนะ”
“นี่! ปล่อยฉันนะ!” คนตัวเล็กพยายามดิ้นรน เมื่อเห็นว่าพนักงานของบ่อนรีบปิดไฟ ปิดประตูหนี และไม่มีแววจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
“ปล่อยนะ! ฮึก!”
ยูชอน ช่วยด้วย...
“เฮ้ย! ยุ่งอะไรกับเด็กฉันไม่ทราบ”
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นขัดจังหวะการฉุดกระชากลากถูร่างเล็ก จุนซูเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงเจ้าของเสียงที่กำลังยืนโยนกุญแจรถมอเตอร์ไซค์คันงามเล่นในอุ้งมือ ใบหน้าหล่อเหลาได้รูปในชุดเสื้อกล้ามสีเข้มถูกสวมทับด้วยเสื้อยีนส์ เข้าชุดกับกางเกงยีนส์สีซีดขาดรุ่ยอย่างพวกสิงมอเตอร์ไซค์ ผิวพรรณสีเหลืองนวลเกลี้ยงเกลาเฉกลูกผู้ดี เส้นผมเส้นเล็กๆเรียบตรงยาวเกือบประบ่าซึ่งถูกคาดขึ้นด้วยแว่นตาเท่ๆ
ไม่ใช่ปาร์คยูชอน
แต่เป็นฮัวชองฮวา...
ฮัวหลางแห่งดิโอเมเดส
“ว่าไงนะ แกว่าเด็กแกงั้นเรอะ” ชายร่างสูงในกลุ่มอันธพาลแค่นยิ้มเยาะ พลันหัวเราะออกมาเสียงสูงน่ารังเกียจ
ชองฮวายักไหล่พร้อมกับกระตุกยิ้มรับกวนๆตามสไตล์ “ใช่ คนเนี้ยะ” ชี้นิ้วมาทางจุนซู “...ของฉัน”
ยังไม่ทันที่หมัดหลุนๆจะสัมผัสถึงผิวให้ได้ระคาย เท้าของชองฮวาก็ประคบไปยังกลางหน้าของคู่ต่อสู้อย่างแรง จุนซูมองการต่อสู้ที่เรียกได้ว่า ‘หนึ่งรุมสิบ’ ตรงหน้าด้วยใจจดจ่อ ไม่สามารถปฏิเสธว่าเขาเองก็กำลังเอาใจช่วยนักร้องนำแห่งวงร็อครุ่นพี่อย่างดิโอเมเดสคนนี้สุดชีวิต
เอาใจช่วยทั้งที่รู้ดีว่าฮัวชองฮวา อดีตนักเทควันโดเยาวชนทีมชาติจะไม่มีวันแพ้พวกกระจอกเหล่านี้แน่
“เฮ้ย! พวกเรา หนีก่อนเหอะ” เสียงผู้ที่ดูคล้ายจะเป็นหัวโจกดังขึ้น ก่อนที่พวกลูกน้องจะช่วยพยุงกันตะกุยตะกายหนีไปจนหมด
“ฟู่...กลับมาก่อนเซ่! ยังไม่หายหงุดหงิดเลย โธ่...” ชายหนุ่มร่างกำยำตะโกนไล่หลัง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เขาละสายตาจากพวกอันธพาลที่วิ่งหายเข้าไปในความมืดแล้ว หันกลับมาสบดวงตากลมใสของจุนซู ชองฮวายื่นมือให้คนตัวเล็กจับ “กลับบ้านคนเดียวดึกๆอีกแล้ว”
จุนซูฟึดฟัดยักไหล่ ปฏิเสธความช่วยเหลือจากมือนั้น พลางหยัดตัวลุกขึ้นด้วยตัวเอง “ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรนี่ ฉันก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน”
ใบหน้าเย็นชากับน้ำเสียงประชดประชันนั้น เรียกดวงตาเรียวของร่างสูงให้กวาดมองร่างอ้อนแอ้นเหมือนเด็กผู้หญิงของคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ชองฮวาหัวเราะลงคอหยันๆ
“หึ...”
“ทำไม” เสียงเล็กตวาดลั่น เขายืนเท้าเอวอย่างเอาเรื่อง ผิดจากสายตาและน้ำเสียงที่อ่อนลง หากความมืดไม่โรยตัวอยู่โดยรอบ อีกฝ่ายคงได้เห็นกระแสประหลาดจากดวงตาเล็กๆนั้นเป็นแน่ “นายห่วงฉันด้วยหรือไง”
คำถามนั้นเล่นเอาชองฮวาถึงกับนิ่งงันไปพักใหญ่ ดวงตาเรียวสีน้ำตาลเข้มของเขายังไม่ละไปจากใบหน้าหวานใสอย่างเด็กสาวของจุนซู จนในที่สุดน้ำเสียงเย็นยะเยือกก็ดังลอดริมฝีปากบางของชายหนุ่มแทนคำตอบ
“ที่แล้วมา...ฉันเคยห่วงนายด้วยเหรอ...”
ลมหวิวที่พัดผ่านกาย จุนซูทอดสายตามองชองฮวาจากไปพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คันนั้น ราวกับเอามือมาบีบที่หัวใจแล้วขยี้เหมือนเป็นสิ่งไร้ค่า เขาพบว่าตนเองกำลังยืนอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในความมืดมิดอันแสนอึดอัด ทรุดตัวนั่งลงบนฟุตบาต ใบหน้าหวานเริ่มต้นที่จะร้องไห้ฟูมฟาย
เหมือนหัวใจแตกสลายที่ได้ยินเขาพูดคำนั้น
คำพูดไร้เยื่อใยจากผู้ชายที่เป็นรักแรก
คนที่เป็นที่สุดในหัวใจเสมอมา...
To be continued...

สงสารมิกกี้อ่ะ...โลมาใจร้ายยยยย
#1 By YOSHINAKIs on 2006-08-27 12:15