보름달 -Full Moon-
posted on 23 Aug 2006 00:55 by bleaf-me in one-shot
보름달
-Full Moon-
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
* Story by b.leaf *
Paring: Yunho X Jaejoong
Type: AU, One Shot (Prequel)
Genre: Romance, Drama, Period
Rate: R
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
ศตวรรษที่สิบสอง
ลมราตรีเย็นยะเยือกพัดเปลวเทียนดับวูบจนเหลือเพียงไอควันขาวพลิ้วอยู่ในอากาศ อัญมณีสีนิลนัยน์ดวงเนตรกลมโตเบิกกว้างฉายแววสนเท่ห์ใจ ก่อนหัตถ์ขาวผ่องพรรณจะยกขึ้นกระชับอาภรณ์ชั้นสูงให้แนบกระชับผิวกาย ปกป้องตนเองจากความหนาวเย็น
ห้องหับกว้างโล่งถูกความมืดเงียบสงัดครอบครอง จนทำให้ร่างบางจำต้องผละออกจากตำราพิชัยยุทธ์ตรงหน้า ตั้งใจสดับฟังเสียงประหลาด กระทั่งพบว่าเป็นเพียงเสียงใบไผ่เสียดสีกันคล้ายลำนำเพลงกังวาน ราวกับย้ำความหนาวให้แล่นปราดถึงกระดูกสันหลัง ร่างเพรียวบางพลันต้องผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
กวาดสายตาไปรอบบริเวณ เบื้องหลังประตูฉากกั้น ดวงจันทร์คืนเพ็ญฉายเด่นอยู่กลางน่านฟ้ามืดดำ แสงสีนวลอำพันของมันสว่างจ้า กลบกลืนดวงดาวที่เคยดาดาษเกลื่อนฟ้าจนหมดสิ้น ดวงพักตร์หวานใสสะอ้านของพระโอรสองค์โตแห่งพระจักรพรรดิกยองจูแย้มพระโอษฐ์บางๆ อย่างพึงใจ
…เคลื่อนไหวกลางสายลม เริงระบำกลางธารา...
ทันใดนั้น...เงาดวงจันทร์กลับไหววูบราวกระแสน้ำ ร่างผุดผาดกระตุกเล็กน้อยด้วยความตระหนก พลันตวัดสายตาสอดส่องรอบกายอีกครั้ง ชั่วพริบตา เงาตะคุ่มเงาหนึ่งก็ปรากฏในความมืด เงียบเชียบกว่ากระแสลม รวดเร็วราวล่องหนได้
เงานั้นคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะทรุดตัวลงหมอบต่ำในท่าคำนับจนหน้าผากจรดพื้นเสื่อ มือขาวขององค์ชายขาดสีรัวระริก หรี่ดวงเนตรเพ่งมองร่างนั้น ความมืดสามารถพรางตาได้ หากแสงจันทร์มิสามารถพรางได้ทั้งหมด เจ้าของเงาเป็นชาย ร่างสูงใหญ่ดูสง่าในชุดรัดกุมสีดำ
นักฆ่ารึ !?
องค์ชายผงะถอย เมื่อสมองตริตรองได้ถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย หากแต่ฝักดาบยาวที่เหน็บไว้แนบเอวอันประทับยศตรานั้น บ่งบอกถึงฐานะและฝีมือที่เหนือชั้นกว่านักฆ่าชั้นกระจอก
“ท่านเป็นใคร? โปรดจงเอ่ยนาม” เจ้าชายเอ่ยเสียงสั่น ความหวาดกลัวเข้าครอบงำในเบื้องลึกของจิตใจ หากยังมิอาจเทียมเท่าศักดิ์ศรีที่ค้ำคอรัชทายาทแห่งราชวงศ์โซจองเช่นเขา
“.....................................”
“เราถามท่าน โปรดจงเอ่ยนาม! มิเช่นนั้นเราจะเรียกทหาร”
ยิ่งตวาด ร่างนั้นยิ่งหมอบต่ำ ชายในชุดดำค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาเพียงรำไรส่องให้เห็นใบหน้าอันถูกหุ้มไว้ด้วยแพรผ้าสีทะมึนไปกว่าครึ่ง ทว่าดวงตาที่คุ้นเคยกลับวาววับดั่งดาวประกายพรึก งามเป็นเอกจนพระโอรสจำได้ขึ้นใจ
…เร้นกายาหลืบหลังหมอกเมฆ หากสว่างเจิดจ้าในคืนเดือนเพ็ญ...
“ราชองครักษ์” พระองค์กระซิบ ก่อนจะค่อยๆ คืบกายเข้ามาใกล้ มือเรียวขาวเอื้อมถึงใบหน้าเจ้าของดวงตาคู่นั้น ดวงตาเรียวเล็กลึกลับแลพิศวง... แนบฝ่าพระหัตถ์เข้าที่ปรางแก้มขาวของบุรุษตรงหน้า แม้ไม่นวลละเอียด ทว่าเรียบสะอาดเรืองศักดินา... รอยยิ้มและหยาดน้ำประกายพิสุทธิ์รื้นขึ้นในคลองเนตรพระโอรสอย่างห้ามไม่อยู่ “ราชองครักษ์จอง... ยุนโฮ...... ยุนโฮของข้า”
ราชองครักษ์จอง... ยอดฝีมือแห่งตำหนักพระปิตุลา
“ยอดรักข้า ท่านมา... ท่านมาจริงๆ” วาจาขององค์ยุวราชสั่นเครือด้วยความปลื้มปีติ เจือความห่วงหาในถ้อยทีถึงที่สุด ทรงพยายามควบคุมอาการสั่น ใช้พระหัตถ์ลดผ้าปิดหน้าสีดำสนิทที่บดบังใบหน้าบุคคลที่เฝ้าคะนึงหาออกจนสิ้น รูปหน้าเรียวคมสันจึงเผยชัด และเส้นผมที่ถูกตัดจนสั้นบอกยศถา สะท้อนแสงเรืองรองใต้เงาจันทร์จนดูคล้ายสีเงินประกาย...
เป็น จอง ยุนโฮ ไม่ผิดแน่...
องครักษ์หนุ่มหลุบสายตาเย็นชา อันจู่ๆ กลับมีแววไหววูบชั่วขณะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์เรืองสิริโฉมนั้นอีกครา เขาขานเสียงเบาหวิว
"พระโอรส"
"บอกกี่ครั้งกี่ครากัน ให้เอ่ยเพียงนามข้า เรียกข้าว่า...แจจุง"
"มิบังอาจ"
สิ้นคำ ร่างสูงกำยำของชายหนุ่มก็ถูกรั้งไปกระชับกอดไว้แนบแน่น เรียวแขนเล็กบอบบางกระหวัดรัด ใบหน้าหวานซุกลงซึมซับไออุ่นซ่านจากแผ่นอกหนา แม้หยาดน้ำตาจะยังไม่มีวี่แววเหือดหาย แต่รอยยิ้มของพระองค์ช่างตราตรึง งดงามเกินชาย อ่อนหวานกว่าชาตินักรบ
พระราชโอรสแจจุง... รัชทายาทองค์ต่อไปแห่งจักรราชันย์
“ข้านับเดือนดาวรอคอยท่าน ข้าคิดถึงท่านจับหัวใจ ยุนโฮ” สุ้มเสียงหวานรำพัน ผละกายออกจากอ้อมกอด มองสำรวจด้วยแววตาอาวรณ์ ก่อนจะลูบสัมผัสเรื่อยไปตามใบหน้าคมสันของผู้เป็นที่รัก “เพลานี้บ้านเมืองวุ่นวาย ราชสำนักระส่ำระสาย มองโกลเตรียมยาตราทัพ ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน ขออย่าให้องค์พระปิตุลาผลักไสท่านไปเสี่ยงภัย”
“กาลสมัยได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว องค์ชาย สงครามกำลังจะบังเกิด” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น แหบปร่าราวกับพยายามขับมันออกมาอย่างสาหัสนัก เจ็บปวดยามเมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับโชคชะตาได้ “...กระหม่อมรับคำสั่งพระเจ้าโจจู ให้มาเอาชีวิตท่าน”
ในตอนปลายรัชสมัยของพระจักรพรรดิกยองจู ขณะพระองค์กำลังประชวรหนักด้วยโรคร้าย ทรงรู้ดีว่ายุคกาลของตนกำลังจะจบสิ้นลง ก่อนสิ้นใจได้ทรงปรารภฝากความหวังไว้กับพระอนุชา อันคือพระเจ้าโจจูให้ว่าราชการแทน รอคอยจนบุตรชายองค์โตจะทรงมีพระชนมายุครบยี่สิบชันษา จึงค่อยเสด็จขึ้นรับราชสมบัติปกครองราชอาณาจักรต่อไป โดยพระเจ้าโจจูได้ให้คำสาบานต่อหน้าพระพักตร์และสักขีพยานว่าจะจงรักภักดีต่อองค์ยุวราช หากโป้ปดหวังยึดครองบัลลังก์เองจำต้องมีอันเป็นไป ตายด้วยคมหอกคมดาบ
กระทั่งวันเวลาผ่านไป พระเจ้าโจจูลุ่มหลงฝักใฝ่ในอำนาจ บ้านเมืองกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงมหันต์ ราษฎรเกลียดชังราชสำนัก ประชาชนเรือนแสนได้รับความยากลำบาก ขุนนางแตกแยกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทัพหลวงมองโกลหวังใช้วิกฤตนี้แทรกแซงจักรวรรดิ เข้ายึดครองเมืองหลวง โค่นล้มราชวงศ์โซจองให้สิ้นซาก
ประจวบกับพระโอรสแจจุง รัชทายาทองค์ต่อไปมีอายุครบสิบแปดชันษา ทรงพระปรีชาทั้งด้านตำรายุทธ์และการปกครอง ข้าราชบริพารผู้ภักดีต่ออดีตจักพรรดิกยองจูจึงเตรียมกาลเถลิงถวัลย์ขึ้นให้ครองราชสมบัติก่อนกำหนด พระเจ้าโจจูผู้ซึ่งในกาลนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการแทนตระบัดสัจจา หวังกำจัดราชโอรสให้พ้นทาง เพื่อตนจักได้ครอบครองบัลลังก์ที่เคยว่างเปล่าไว้แต่เพียงผู้เดียว
“ท่านอา...สั่งท่านให้มาเอาชีวิตข้าเช่นนั้นรึ?”
“ทรงพระปรีชา ทรงรับสั่งถูกต้องแล้ว”
“เพราะเหตุใด... ใยเพชฌฆาตจักต้องเป็นท่านด้วยเล่า?”
“เพราะกระหม่อมคือทายาทตระกูลจอง ผู้จงรักภักดีต่อพระปิตุลา” ยุนโฮก้มหน้า ซ่อนสายตาไว้ภายใต้เงามืดที่เริ่มโรยตัว ยามดวงจันทราถูกเมฆหนาบดบัง “กระหม่อมหาได้บังอาจทรยศผู้มีพระคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมไม่”
“ท่านจึงเลือกที่จะทรยศข้า... ข้าผู้ซึ่งมีใจรักและภักดีต่อท่านสุดหัวใจเช่นนั้นรึ?”
“กระหม่อมไม่มีทางเลือก ขอพระโอรสโปรดทรงอภัย...”
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
ข้ายังจำได้...
นานเพียงใดที่ข้าเฝ้าแต่มองท่านผ่านแพรม่านเบาบางนี้
ความงามสง่าของท่าน ความเก่งกล้าสามารถของท่าน
นัยน์ตาสุขุมเย็นชา ทว่าแลมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวดั่งมีเพลิงกาฬแผดเผา
ข้าชื่นชม ข้าหลงใหล ข้าศรัทธาในท่าน...
แม้ตระหนักดีแก่ใจว่าท่านอยู่ไกลแสนไกลเกินเอื้อมถึง
“ผู้ชนะการแข่งขันยิงธนูได้แก่ ราชองครักษ์จอง ยุนโฮ แห่งตำหนักพระปิตุลาโจจู”
อุปราชเฒ่าตะเบ็งเสียงประกาศ ก่อนเสียงฮือฮาของข้าราชในวังหลวงจะดังขึ้นกึกก้อง ชายหนุ่มในชุดยิงธนูสูงยศศักดิ์โค้งคำนับต่อหน้าพระจักรพรรดิกยองจู และพระโอรสน้อยทั้งสอง ก่อนจะเดินไปยืนเคียงข้างที่ประทับของพระเจ้าโจจูผู้เป็นนาย
“นี่แน่ะพี่ข้า! ยอดฝีมือของน้อง”
พระเจ้าโจจูสรวลเสียงลั่น มีสีหน้าเป็นสุขอย่างเหลือล้นเมื่อทหารฝ่ายตนเป็นผู้ชนะการแข่งขันธนูประจำปีอีกคราหนึ่งแล้ว พระจักรพรรดิกยองจูเมื่อเห็นพระอนุชามีความสุขเช่นนั้นก็อดที่จะสรวลตามอย่างเบิกบานพระหฤทัยไม่ได้
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม!” พระขัตติยะกล่าว ปรบมือดังๆ หนักแน่นชื่นชม “ฝีมือเยี่ยม! ทั้งยังงามสง่านัก จอง ยุนโฮ... สมแล้วที่เป็นคนของตำหนักพระเจ้าโจจู เงยหน้าขึ้นซิ เดินเข้ามาใกล้ๆ ข้า”
“ขอบพระทัยที่ทรงชม” ร่างสูงโปร่งในชุดเกราะอ่อนย่างเข้ามา สายตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยว สีหน้าเรียบนิ่งเย็นชาดูยโส หากแต่กริยานอบน้อมน่าสรรเสริญ องครักษ์หนุ่มโค้งคำนับ ก่อนจะเหลือบดวงตาเรียวคมขึ้นหวังสบพระพักตร์พระภูวนัย
ครานั้นเองที่ข้าได้รับรู้ว่าท่านสง่างามเพียงใด
ข้ายังจำได้... มิเคยลืมเลือน...
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
ข้ายังจำได้...
ช่วงเวลาที่ข้าได้ใกล้ชิดท่าน
ความอ่อนโยนและอ่อนน้อมของท่านตราตรึงข้า
พันธนาการข้าไว้ด้วยบ่วงรักแห่งท่าน
ข้าพลีใจ ข้าพลีกาย ข้ามอบทุกสิ่งทุกอย่างแก่ท่าน
ทั้งที่ข้าเองก็รู้ดีว่าเราไม่ควรรักกัน... มันไม่มีวันเป็นไปได้...
“ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว เหตุใดยังไม่เข้านอนอีกเล่า ราชองครักษ์จอง”
สุ้มเสียงหวานดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมๆ กับการปรากฏตัวของร่างงามผุดผาดในชุดเสื้อคลุมสีแมกไม้ปักลายดิ้นเงินสูงศักดิ์ เรียกให้ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ดวงจันทร์กลมโตสีเหลืองนวลในคืนเพ็ญยึดครองพื้นฟ้าเวิ้งว้าง สะท้อนเงาไหววูบในสายธารตรงหน้า แพรกพฤกษาสีเขียวขจีแลคล้ายสีเงินระยับท่ามกลางแสงจันทร์
“ถวายบังคม องค์ชาย” ยุนโฮถอยฉากหลบทาง ทำท่าจะทรุดกายลงทำความเคารพบนพื้นดินสกปรก ทว่าองค์ชายทรงปรามไว้ได้ทัน
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก ที่นี่มีแค่เรานะยุนโฮ”
มือเล็กฉวยท่อนแขนของเขาไว้ ดวงหน้าเฉิดฉายของพระโอรสแลดูงามพิศวงนัก เส้นพระเกศาดำขลับเป็นมันวาวทอรับแสงดาวเรื่อเรืองในความมืด พวงพระปรางละเอียดเจือสีชมพู พระโอษฐ์อิ่มสีแดงชาดเขยื้อนน้อยๆ เอ่ยเป็นถ้อยคำหวานหู แต่ทั้งนี้ยังไม่เทียมเท่าสายพระเนตรที่ทอดมองชายคนตรงหน้าอย่างมีความหมาย สะกดทหารหนุ่มให้ยืนนิ่งแข็งราวรูปสลักหิน
“ท่านนำข้ากับจุนซูล่าสัตว์มาทั้งวัน คงจะเหนื่อยมากแล้ว”
“หาได้ไม่ คืนนี้ท้องฟ้าเปิดกว้าง ดวงจันทร์เต็มดวง กระหม่อมคงมิอาจข่มตาให้หลับลงได้โดยที่ยังไม่ได้ชื่นชมความงามของมัน”
คำพูดของเขา ชวนให้พระนัยนาขององค์ชายแลขึ้นสบกับภาพท้องฟ้ายามราตรี ดวงจันทร์ทอแสงสว่างไสว จนเห็นเงารูปกระต่ายขดตัวอยู่ในนั้น แจจุงอดที่จะแย้มรอยยิ้มบางๆ ออกมาไม่ได้
“งามเหลือเกิน” เจ้าชายร่ำคำเสียงแผ่ว
“แต่หาได้งามไปกว่าท่านไม่”
ราชโอรสแจจุงฉีกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเก่าเมื่อได้ฟัง จ้องนัยน์ตากลมโตสีดำสนิทดุจท้องฟ้าในยามนี้พิจารณาบุรุษที่เอาแต่ยืนก้มหน้าอยู่ไม่ไกลกัน
“เคลื่อนไหวกลางสายลม เริงระบำกลางธารา...
...เร้นกายาหลืบหลังหมอกเมฆ หากสว่างเจิดจ้าในคืนเดือนเพ็ญ”
จู่ๆ พระโอรสก็ทรงเอ่ยบทกลอนขึ้นมาลอยๆ ยุนโฮเป็นนักรบ เกิดในตระกูลองครักษ์และแม่ทัพมือหนึ่ง หาได้เป็นนักปราชญ์เก่งถอดความบทกวี คิ้วเรียวจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างฉงนใจ
“กระหม่อมช่างเขลานัก ไม่อาจเข้าใจนัยยะในบทกลอนของพระองค์ได้”
“ข้าหมายถึงพระจันทร์” องค์ชายอธิบาย “อย่าเทียบข้ากับจันทราเลย จันทร์นั้นหมายถึงท่าน ยุนโฮ... แม้ในราตรีอับแสง ท่านจักสว่างไสวเสมอในสายตาข้า... พระจันทร์ของข้า”
ครานั้นเองที่ข้าได้รับรู้ว่าท่านเจิดจ้าเพียงใด
ข้ายังจำได้... มิเคยลืมเลือน...
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
ข้ายังจำได้...
ความอบอุ่นในอ้อมกอดท่าน
ท่อนแขนแกร่งคอยโอบประคอง รสสัมผัสนุ่มละมุนที่ท่านมอบให้
หมื่นแสนคำรักที่พรั่งพรูออกจากริมฝีปาก ยังไม่อาจอธิบายความรักของเราสองได้หมดสิ้น
ริมฝีปากอุ่นชื้นประทับลงดูดซับความอ่อนหวาน ลมหายใจร้อนรวยริน ดวงเนตรขององค์ยุวราชปรือหรี่ชุ่มไปด้วยน้ำ แพรขนตาหนาชื้นแฉะ ทว่าภาพที่ฉายชัดอยู่ทั้งในดวงตา สมอง และสองหัวใจยังคงเด่นชัด
ที่ด้านนอกกระโจมพักแรม แสงดาวบนท้องฟ้ากลาดเกลื่อนดาษดา แต่ดาวนับล้านนั้นก็มิอาจเทียบเทียมโฉมบุคคลตรงหน้าได้เลย
ร่างสูงโอบกอดร่างบางที่กำลังเปลือยเปล่า นอนราบกายสั่นระริกอยู่บนผืนผ้าขนสัตว์หายาก องครักษ์หนุ่มบรรจงมอบจุมพิตเรื่อยไปจนถ้วนทั่วใบหน้าขาว ทะนุถนอมราวสมบัติล้ำค่า ทุกสรรพางตอบรับทุกสัมผัส...ด้วยความรัก คนทั้งสองสอดประสานอุ้งมือเข้าไว้ด้วยกัน กระชับแน่น พร้อมจะเป็นกายเดียวกันไปจนกว่าวันตายจะมาถึง
สองร่างขยับเนิบช้าตามจังหวะรักอ่อนหวานซึ่งเป็นไปตามวิถีแห่งธรรมชาติ ก่อนที่จะค่อยๆ แปรเป็นเร่งร้อนโหยหา ดื่มด่ำกันแทนสัญญารักที่ยังคงมีต่อกันไปอีกตราบนานเท่านาน องค์ชายน้อยส่งเสียงครางรื่นหู ผิวกายที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มอวลกลิ่นหอมรัญจวนใจ ดวงตากลมโตสีดำสนิทยังคงเปิดลืมเพื่อจ้องดูใบหน้าผู้เป็นที่รักให้เต็มตา สบสายตาเพื่ออธิบายความหมายของหัวใจให้อีกฝ่ายรับรู้ ปลายเล็บทั้งสิบจิกลงบนแผ่นหลังกำยำอย่างไม่ได้ตั้งใจเมื่อความเจ็บปวดเข้ารุมเร้า หากแต่องครักษ์หนุ่มก็มักจะมองใบหน้านั้นด้วยดวงตาอ่อนโยน จูบปลอบซับน้ำตาที่ดวงเนตรทั้งสองอย่างหวงแหน ก่อนจะปรนแรงกระทั้นผ่อนจังหวะรักทุกครั้งไป
อารมณ์รักเสน่หาจากเบื้องลึกภายในจิตใจถูกปลดปล่อยจนถึงขีดสุดพร้อมกัน ยุนโฮทิ้งกายลงนอนเคียงข้างแจจุง ประสานเสียงหอบผะแผ่วให้ล่องลอยอบอวลในซุ้มกระโจมขององครักษ์หนุ่ม ร่างสูงลูบไล้เส้นผมสีดำชื้นเหงื่อสยายแผ่บนพื้นผ้าขนสัตว์อย่างอ่อนโยน แจจุงขยับกายเบียดเข้าหาอีกฝ่าย กอดบุรุษผู้เป็นที่รักแนบชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนของเขา
“ข้ารักท่านเหลือเกิน ยุนโฮ”
“ขอพระโอรสโปรดทรงรับรู้... รักของกระหม่อมที่มีต่อพระองค์เองนี้ก็คงไม่ได้ลดหลั่นไปกว่ากันเลย”
ข้ารู้... รู้ดี...
ถึงอย่างไรวันนี้ก็ต้องมาถึง
แต่ขอแค่เพียงได้รักท่าน ขอแค่ได้เป็นคนที่ท่านรัก
ข้าก็หาได้เสียดายชีวิตไม่...
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
“จับดาบ หากพระองค์ฆ่ากระหม่อมได้...”
“ไม่...ไม่เป็นไรจริงๆ” จวบจนเวลาสุดท้ายของชีวิต ราชโอรสก็ยังคงแย้มพระโอษฐ์ สองหัตถ์อันเอ่อชุ่มด้วยพระเสโท บีบกระชับเสื้อผ้าของนักฆ่าผู้ซึ่งหมายชีวิตเขาไม่ยอมปล่อย “หากได้ตายด้วยมือท่าน ข้าก็ไม่เสียใจ”
“พระโอรส...”
“แต่...ขอเวลาให้ข้าได้ล่ำลาท่านสักนิดเถิด... ขอเวลาให้ข้าได้อยู่กับท่าน แม้อีกแค่เพียงชั่วราตรีกาลก็ตามที”
“พ..พระโอรส...”
มือเรียวยกขึ้นปลดฮันบกสีแดงปักดิ้นทองคำลวดลายมังกรเทียมกษัตริย์ หากเมื่ออยู่บนร่างกายเพรียวบางดุจอิสตรีกลับแลดูอ่อนหวานอย่างประหลาด เผยเนิ่นไหล่นวลเนียนปรากฏแก่สายตา เนื้อกายผ่องพรรณงามละเอียดตัดกับเส้นผมสีดำนุ่มลื่นราวเส้นไหมเนื้อดี ทั้งกายท่อนบนเปล่าเปลือยแล้ว แจจุงเงยหน้าขึ้นสบตาคนรัก ก่อนจะหยัดตัวขึ้นจุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปากนุ่มของยุนโฮ
ทันทีที่สบแวววิงวอนอ้อนขอในจากสายตาคู่นั้น องครักษ์หนุ่มจึงทนแอบซ่อนความในใจไว้ไม่ได้อีกต่อไป เขารวบร่างตรงหน้าเข้ามาแนบอก ตอบสนองจูบแผ่วเบานั้นอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะประคองอุ้มองค์ชายไว้ด้วยสองแขน พาเดินหายเข้าไปหลังฉากกั้นลายนกกระเรียน ที่ที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ไม่อาจจักเป็นพยานรักให้ได้อีกต่อไป
ยุนโฮค่อยๆ วางร่างนั้นราบบนฟูกนอน ทาบทับกายครอบครององค์ยุวราชแห่งโซจองไว้อย่างอ่อนโยน มือหนาลูบแผ่วเบาบนแผ่นอกราบเรียบขาวกระจ่างในความมืด แหวกฮันบกที่ยังคงถูกสวมไว้เพียงหมิ่นเหม่ ก่อนจะปลดมันออกจนหมดแล้วปัดออกไปให้พ้นทาง
เสียงครางผะแผ่วของร่างเบื้องใต้ราวกับย้ำรอยแผลในหัวใจ จอง ยุนโฮกัดริมฝีปากตนเองแน่นจนรู้สึกเจ็บ หากยังไม่ทัดเทียมความปวดร้าวภายใน เส้นผมดำขลับ ดวงตาสีนิลเงาระยับ ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบ ผิวขาวเนียนนุ่มเฉกเด็กสาวแรกรุ่น กลิ่นเครื่องหอมจากต่างแดนที่ได้จากร่างกายนี้ รสหวานละมุนละไม... ทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าบ่งบอกเขาถึงตัวตนของแจจุง... แจจุงที่เขารัก...
ยุนโฮย้ำกาย ซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า...
ความรู้สึกที่คับแน่นอยู่ในหัวอกยังคงไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นวาจาได้ ด้วยหน้าที่ ความซื่อสัตย์ ฟ้าลิขิตมาให้เขาเกิดมาเป็นข้าทาสที่จำต้องจงรักภักดี พระปิตุลามีพระคุณกับตระกูลจองชนิดที่ชาตินี้คงไม่อาจชดใช้ได้หมด ความรักไม่ใช่สิ่งผิด หากจำต้องกล่าวโทษ ขอให้โทษฟ้าเถิด
โทษฟ้าที่บันดาลให้เราทั้งคู่เกิดมาบนกลการเมืองอันแสนโหดร้าย
“กระหม่อมขออภัยที่จำเป็นต้องทรยศองค์ชาย” องครักษ์หนุ่มกระซิบเสียงพร่า ลมหายใจขาดห้วง “คงจะมีเพียงความรักของข้าเท่านั้นกระมังที่จักไม่มีวันทรยศท่าน... เหมือนดวงจันทร์ที่แม้นจะถูกความมืดกลืนกิน แต่ยังคงอยู่คู่ท้องนภาชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้ารักท่าน...แจจุง”
“ฆ่าข้าเสียเถิด ยุนโฮ หากท่านไม่ลงมือ ท่านเองก็จำต้องถูกฆ่า” ราชโอรสละล่ำละลัก หยาดน้ำตาหลั่งรินดั่งหมื่นแสนมหาสมุทร “ข้าเองก็รักท่าน ดวงจันทร์ของข้า...”
ข้าเชื่อว่าต่อจากนี้... เราสองจักได้สัมผัสความรักอันเป็นนิรันดร์
...จนกว่าจะได้พบกันใหม่...
“ลาก่อน ยอดรักข้า”
“ลาก่อน องค์ชาย”
พื้นโลหะมันวาวสะท้อนแสงวูบหนึ่ง ก่อนที่ปลายคมกริบของมันจะถูกจรดลงบนเนื้อกายบอบบาง แจจุงค่อยๆ พริ้มดวงตาทั้งคู่ให้ปิดลง ปรามหัวใจที่กำลังสั่นระรั่วให้สงบ ก่อนที่คมมีดสั้นจะกรีดเฉือนลงบริเวณลำคอขาวผ่อง ตัดหลอดลมขาดสะบั้น
ชั่ววินาที...ที่มันนำพาลมหายใจของเขาไป พร้อมกับหัวใจอันร้าวรานของมือสังหารหนุ่ม โลหิตแดงฉานเจิ่งนองพื้นเสื่อ เปรอะเปื้อนฮันบกอันทรงเกียรติ อาบสองมือของยุนโฮ
ชายหนุ่มหลับตาลง พร้อมๆ กับที่หยาดน้ำตาที่เคยกักกลั้นหลังรินหยดลงบนปรางแก้มขาวซีดของเจ้าชาย สองแขนแกร่งที่ในยามนี้สั่นระริกโอบอุ้มเนื้อตัวอ่อนปวกเปียกภายใต้อาภรณ์ชั้นสูงให้นอนราบลงในท่าสบาย ก่อนที่องครักษ์หนุ่มจะวาดมือเข้าชักดาบยาวคู่ใจออกจากฝักซึ่งเหน็บเอาไว้แนบกายนี้
ฉึก!
“อึก!”
ดาบเดียวเท่านั้น เนื้ออาวุธทะลวงผ่านร่างทั้งร่างจนสุดความยาว เลือดสาดกระเซ็นเลอะฉากกั้นลายนกกระเรียน กลิ่นคาวของมันอวลอบคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ ปลิดชีวิตขององครักษ์หนุ่มผู้จงรักในหน้าที่ และภักดีในความรัก ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ ล้มกายลง สิ้นชีพเคียงข้างผู้เป็นที่รักแทนคำมั่นสัญญา
จนกว่าดวงจันทร์จะนำพาให้ได้พบกันใหม่...
.F I N .

โอ้ ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ ซาบซึ้งตรึงใจ
ภาษากล่อมเกลาสละสลวย ชวนให้เคลิ้บเคลิ้มไปกับเนื้อหา TwT
เห็นลิงค์อยู่บนหน้าอัพเดทเลยกดเข้ามา ....
ขออนุญาติ แอดเฟบนะคะ ^^ ไว้จะมาติดตามผลงานอีกนะคะ
ปล.
ออกแบบบล๊อคคลาสสิกมากค่ะ สวย~
#1 By -:- เจ้าอาวาส กวาดลานศาล -|- Master Sanctuary -:- on 2006-08-23 01:22