Shanghai Rose (6)

posted on 18 Mar 2013 11:42 by bleaf-me in shanghai-rose directory Fiction

Title: 香格里拉 Shanghai Rose
Paring: YunHao/ZhaiZhong, YunHao/LuHan, YouTian/JunXiu
Genre: AU, Crossover, Drama, Romance, Period, Angst
Rate: R
Author: b.leaf

Notice: สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านฟิคเรื่องเทียนอันเหมินของเรามาก่อน
รบกวนเลื่อนลงไปอ่านหมายเหตุด้านล่างนะคะ จะได้ไม่งงเนอะ ^^

 

- - -

 

 

ตอนที่ 6

 

 

 

คืนอันแสนยาวนานอีกหนึ่งคืนแล้วที่เขาต้องปั้นหน้ารื่นเริงขณะทำงาน ทั้งที่รู้ว่ามีสายตาเยาะหยันกระโชกข่มแกมอาฆาตของนักเลงคุมซอยจ้องข้ามห้องมา หลิวจวิ้นซิ่วระลึกอย่างหวาดๆ พลางพยายามซ่อนความรู้สึกสยดสยองสุดขีดเอาไว้ภายใน แม้เขาเป็นผู้ทำงานศิลป์ และสิ่งเดียวที่ต้องการในเวลานี้คือความสงบ หากทุกครั้งที่แกล้งกวาดสายตาไปกว้างๆ เพื่อสบตาผู้ชม ก็มักจะเห็น เขา นั่งถือแก้วเหล้าด้วยนิ้วสองนิ้วคีบไว้เหนือรัศมีวงกลมของขอบแก้ว คอยสบตาเขาไม่วอกแวก

จวิ้นซิ่วกลัวจนหัวแทบโกร๋น เขาไม่เคยรู้สึกทำอะไรผิดพลาดเท่านี้มาก่อน สมองที่ไม่ค่อยประสาไม่อาจจินตนาการออกว่า บุรุษผู้มีสติดีพร้อมใดจะสามารถถือเอาข้อมีปากเสียงกับคนแปลกหน้าเพียงครั้งเดียวมาเป็นอารมณ์เคียดแค้นชั่วชีวิต นักดนตรีหนุ่มร่ายเรียวนิ้วบนแป้นคีย์สีขาวสลับดำ บรรเลงบทเพลงแจ๊สสากลด้วยเหงื่อกาฬที่เริ่มผุดไหลลงมาข้างใบหน้า

เวลาชั่วยามเดียวอันแสนทนทุกข์ทรมาน ยาวนานราวกัปกัลป์กว่าโมงงานของเขาจะสิ้นสุด เมื่อเสร็จหน้าที่ เขารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองแล้วบอกลาเพื่อนฝูงดั่งเคย ไม่นานก็กลั้นใจก้าวขาออกไปตามถนนมืดๆสายเดิม หลายวันมานี้เขาพบแก๊งค์ของเผียวโหย่วเทียนดักรออยู่ตลอดถนนหนทางที่เขาต้องผ่าน แต่คนพวกนั้นไม่ทำอะไรนอกจากเขม้นจ้อง หรือที่เลวร้ายที่สุดก็เงื้อหมัด แล้วถ้าหากนั่นเป็นเพราะพวกนั้นหมายมาดทำไปเพื่อให้เขาประสาทเสีย พวกมันก็สมควรเลิกล้มความคิดและไปหาสุราดื่มฉลองความสำเร็จกันได้ตั้งแต่วันแรก

หากกระนั้น คืนนี้ก็มีบางอย่างที่ผิดจากปกติไปเสียแล้ว ถนนเงียบมาก ปราศจากวี่แววพรรคพวกอันธพาล จวิ้นซิ่วเดินเร็วๆ พลางหันซ้ายหันขวา ตาเบิกกว้างเหมือนไก่ที่ตื่นตระหนกด้วยไม่อาจหาญกล้าไว้วางใจโชคชะตา มันยากที่จะเชื่อว่าเหล่าทวยเทพจะเอ็นดูเขาขึ้นมาอย่างประเดี๋ยวประด๋าวเอาตอนนี้ หลังจากทำให้ชีวิตเขาเหมือนตกนรกอยู่พักใหญ่

และแล้วจวิ้นซิ่วก็ต้องถอนใจเฮือกอย่างจำทน ครั้นพบว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงคนมองโลกในแง่ร้าย แต่มองทุกอย่างออกแตกฉาน... ณ ปลายสายตาเขา ร่างหลังงองุ้มถือวิสาสะนั่งรออยู่บนราวระเบียงหน้าร้านอาหารที่ปิดบริการแล้ว เงาเก้าอี้หลายสิบตัวยกพาดพักไว้บนโต๊ะปรากฏจางๆเป็นฉากหลังเทาทึม ซึ่งไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศชวนขนลุกขนพองสลายหายไปเลย

จวิ้นซิ่วคงรู้สึกแปลกใจที่เห็นเผียวโหย่วเทียนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ถ้าหากเมื่อยังเด็ก เขาไม่เคยเห็นแม่ม้าคลอดลูกออกมาเป็นล่อที่มีสามหัวมาก่อน โหย่วเทียนมองตอบเขาด้วยสายตาแบบเดียวกับที่ใช้มองในแชงกรีล่า เขาจึงเร่งฝีเท้ายิ่งขึ้นอีก พยายามหลบเลี่ยงการหันไปสบตา ราวกับเกรงว่าโหย่วเทียนจะดีดลูกหินใส่ตาเขาเมื่อทำเช่นนั้น

อึดใจหนึ่งที่เส้นประสาทเต้นตึบ จวิ้นซิ่วก็ผ่านเผียวโหย่วเทียนมาได้ เขากลั้นหายใจแล้วเดินด้วยปลายเท้าไปได้หลายวา กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าดังตามหลัง เขาหยุดเดินและหันไปมอง...

เผียวโหย่วเทียนกำลังยืนเต๊ะท่าล้วงกระเป๋าอยู่กลางถนน

จวิ้นซิ่วยกขาไม่ขึ้น ผู้ชายคนนั้นกำลังจะตามเขากลับบ้าน! และถ้าเขาเดินหนีไปจนถึงบ้าน โหย่วเทียนก็จะรู้ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหน แค่คิดจวิ้นซิ่วก็ขนหัวลุกไปทั้งหัว

“ไม่มีอะไรอย่างอื่นทำหรือ ตามฉันมาทำไม” จวิ้นซิ่วตะโกนถาม ข่มความกลัวให้หลบอยู่ใต้ใบหน้าขึงขัง

โหย่วเทียนขยี้พื้นรองเท้าผ้าใบกับกรวดหินบนถนน “ใช่ ไม่มีอย่างอื่นทำ และไม่มีเหตุผล”

“ไปให้พ้นหน้าเลย แล้วอย่าตามมานะ!”

“อยากตาม ใครจะทำไม?”

จวิ้นซิ่วเค้นเสียงหัวเราะที่แอบหวังว่าจะฟังดูเหี้ยมโหดที่สุดในชีวิต “อ้อ เพิ่งรู้ว่านอกจากพวกแกจะหวงถนนอย่างกับหวงกระดูกแล้ว ยังชอบเดินตามชาวบ้านต้อยๆด้วย”

โหย่วเทียนไม่ตอบ เขาแค่ย่นหน้าผากจนคิ้วข้างหนึ่งแทบจะหลุบหายเข้าไปใต้ผมหน้าสีดำสนิท จวิ้นซิ่วถือโอกาสนั้นรีบกลับหลังหันแล้วจ้ำอ้าว พลางสวดภาวนาให้บุญญาวาสนานำพา ดลใจให้นักเลงแซ่เผียวเปลี่ยนใจไม่ตามเขาอีก

แต่เสียงฝีเท้าที่ตามมาก็ยังไม่แผ่วเบาลงไป

“แกจะเอาอะไร!” จวิ้นซิ่วสะบัดตัวขวับไปคาดคั้นอย่างเหลืออด หากต้องสู้กันจริงๆ คืนนี้เขาคงไม่ตายหรอกนะ อย่างน้อยก็น่าจะเก็บรักษาไตข้างใดข้างหนึ่งเอาไว้ได้ในเมื่อโหย่วเทียนไม่ได้นำลูกน้องมาเลยสักคนเดียว คิดได้เช่นนั้นก็ยกมือสั่นๆขึ้นถลกแขนเสื้ออย่างเอาเรื่อง “มีปัญหาอะไรกับฉัน ไหนว่ามาซิ จบเรื่องกันตรงนี้ พวกแกจะได้เลิกตามรังควาญฉันสักที แกโกรธแค่ที่ไม่ไปฝากเนื้อฝากตัวกับแกแค่นั้นจริงๆหรือ เพราะฉันคิดว่ามันปัญญาอ่อนมาก เอาเลยสิ! มา! กระทืบฉันให้เสร็จๆตอนนี้เลยก็ได้ ถ้ามันจะทำให้แกหายเซ็ง”

เกิดความเงียบขึ้นห้วงใหญ่ ก่อนที่เผียวโหย่วเทียนจะระเบิดหัวเราะออกมา จวิ้นซิ่วตัวแข็งทื่อ เดาสถานการณ์ไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นถัดไป ในแสงวูบไหวของโคมไฟถนน ปราดหนึ่งที่เขาคิดว่าตัวเองแอบสังเกตเห็นแววเป็นมิตรในดวงตาของโหย่วเทียน

เขากำมือแน่น กลั้นใจราวกับรอคอยระเบิดลูกสุดท้าย

“จะบ้าไปแล้วหรือ หลิวจวิ้นซิ่ว” และแล้วโหย่วเทียนก็พูด “ฉันเคยเห็นคนกลัวมาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นใครกลัวจนกลายเป็นผีบ้าเหมือนนายเลย” ดูเหมือนสรรพนามที่ใช้เรียกก็จะเปลี่ยนไปในทางที่มีไมตรียิ่งขึ้น

“ใครกลัวแก หา? แกว่าใครจะกลัวคนอย่างแก” จวิ้นซิ่วตอบโต้ไม่ลดละ ทั้งๆที่แทบจะอั้นปัสสาวะไม่ไหว

“ก็แค่จะชวนไปกินข้าว ไปไหม”

“...แกว่าอะไรนะ?”

“กินข้าว! กิน-ข้าว!” โหย่วเทียนตะโกนก้อง อ้าปากกว้าง พลางทำท่าประกอบราวสนทนากับคนหูหนวก

“เออ! ได้ยินแล้ว! แต่แกกำลังจะบอกว่าที่แกเกณฑ์ลูกน้องมายืนล้อมฉัน ทำเอาฉันหลอนแทบดิ้นทุกวันนี่คือเพื่อจะชวนไปกินข้าวงั้นเรอะ?”

“ใช่”

“ไอ้บ้า! ใครจะอยากไปกับแกหลังจากทุกอย่างที่แกทำมาทั้งสัปดาห์ล่ะหา?”

“ก็ถ้านายไปกับฉันคราวนี้ เราจะกลายเป็นเพื่อนกัน แต่ถ้าไม่ เราก็จะยังเป็นศัตรูกันต่อไปไงล่ะ”

“ก..แกขู่ฉันนี่”

โหย่วเทียนยักไหล่

จวิ้นซิ่วพ่นเสียงลมหายใจเคล้าคำหยาบออกมาทางปาก เขาทำท่าคิดหนัก แต่ในที่สุดก็เอ่ยว่า “เออๆๆๆ ก็ได้ ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วขอให้สงครามประสาทของพวกแกจบลงจริงๆก็แล้วกัน”

ชายร่างสูงโย่งหลังงุ้มคนตรงหน้าไม่ว่ากระไร เพียงแค่ยิ้มเผล่ ขณะที่รอคอยให้จวิ้นซิ่วเดินเข้าไปใกล้เขาในระยะที่สามารถมองเห็นหน้ากันได้ถนัด

 

 

โหย่วเทียนรู้จักร้านบะหมี่ริมทางที่เปิดขายหลังเที่ยงคืนไปแล้วถึงรุ่งเช้า จวิ้นซิ่วเดินตามเขาไปอย่างระแวงระวัง สายตาขุ่นเขียว เมื่อพวกเขาไปถึง พ่อค้าเจ้าของร้านกำลังนวดแป้งทำเส้นหมี่สดใหม่ขึ้นเดี๋ยวนั้น กลิ่นน้ำซุปหอมเตะจมูกจนความรู้สึกกล้ำกลืนฝืนทนเลือนลับไปจากจวิ้นซิ่วภายในเสี้ยววินาที

ทั้งสองเริ่มต้นสั่งบะหมี่มาคนละชาม และไม่ช้าก็สั่งชามที่สอง ที่สาม ต่างมีความสุขกับอาหารธรรมดาแต่รสชาติอร่อยล้ำกับความอบอุ่นที่ผ่านลำคอแล้วแผ่กระจายไปทั่วร่าง ท่ามกลางราตรีอันหนาวเย็น

จวิ้นซิ่วยอมแพ้เมื่อซดน้ำซุปชามที่สามจนหมดเกลี้ยง ในขณะที่โหย่วเทียนร้องขอชามต่อไปจากพ่อค้า พอได้มานั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาโดยมีเพียงโต๊ะไม้เล็กๆตัวเดียวโงนเงนกั้นกลาง บะหมี่ก้อนโตเคี้ยวตุ้ยเต็มปาก เผียวโหย่วเทียนก็แลดูไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับที่ผ่านมา

“นายไม่ได้โกรธเกลียดฉันหรือ” จวิ้นซิ่วถาม เขาคลายอาการเกร็งและมีทีท่าสบายๆมากขึ้น แม้จะยังดูหงอเช่นคนวิตกจริต ราวกับกำลังหวั่นผวาว่าพูดผิดเพียงคำอาจทำให้เขาถูกตบกระเด็นไปติดฝาประตูร้านอุปกรณ์ทำสวนด้านตรงข้าม

“แรกๆก็ไม่ชอบหรอก แต่สำเนียงพูดของนายตลกดี” โหย่วเทียนตอบ

“งั้นตอนนี้นายก็ชอบฉันแล้วอย่างนั้นสิ?”

“ก็ยังไม่ชอบหรอก”

คนฟังย่นคิ้วอย่างฉงน

“...เราไม่จำเป็นต้องชอบคนที่เราสนใจเสมอไปนี่” โหย่วเทียนขยายความ

จวิ้นซิ่วเบ้ปากและมองโหย่วเทียนเหมือนเขาเป็นคนเสียสติ ครั้นอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตากินต่อไป เขาก็ถามขึ้น “พวกนักดนตรีบอกฉันว่านายเป็นผู้คุมที่แชงกรีล่าหรือ”

โหย่วเทียนชะงักปากอ้าค้าง จวิ้นซิ่วรีบย่นคอทันทีด้วยรับรู้ถึงสัญชาตญาณอันตราย แต่จนถึงตอนนี้ตัวเขาก็ยังไม่ลอยลิ่วไปติดฝา

“ผู้คุมหรือ? เฮอะ!” โหย่วเทียนทำเสียงเหยียดๆ “ฉันเป็นคนคุมแชงกรีล่าต่างหาก อย่าให้รู้นะว่าไอ้พวกเป่าปี่ตีกลองคนไหนพูดว่าฉันเป็นแค่ผู้คุม”

“ไอ้พวกเป่าปี่ตีกลองที่นายว่าก็ฉันคนหนึ่งนะ”

โหย่วเทียนทำเป็นไม่ได้ยิน “ฉันน่ะ มือขวาของพี่ห่าวเชียวนะ หัวหน้าเจิ้งหยุนห่าวน่ะ รู้จักใช่ไหม”

“รู้จัก แต่ไม่เคยเจอหรอก กระนั้นก็เถอะนะ คนอื่นเขาว่ามือขวาท่านเจิ้งชื่อไจ้จงต่างหาก ท่านเจิ้งเลี้ยงเขาไว้ และเขาแหละเป็นคนคุม”

“ปะไร! ก็บอกว่าไม่ใช่ไงล่ะ นายเคยเห็นไจ้จงมาดูแลร้านบ่อยเท่าฉันหรือไง”

“ก็ไม่หรอก” จวิ้นซิ่วหัวเราะเสียงอ่อย เขาห่อไหล่อย่างหงอๆอีกครั้ง

“อีกอย่างนะ พี่ห่าวก็เลี้ยงฉันไว้เหมือนกัน พูดแล้วโมโห ทำไมไม่มีใครเห็นความสำคัญฉันบ้างเลย” ประโยคหลัง โหย่วเทียนคล้ายสบถบ่นกับตนเองมากกว่า

“เออ กินช้าๆหน่อยเถอะ ไม่วายติดคอตายพอดี” จวิ้นซิ่วบอกเมื่อน้ำแกงกระเซ็นข้ามโต๊ะมาถูกหน้า เสียงซวบๆดังขึ้นจากด้านหลังช้ามขนาดใหญ่ที่บดบังใบหน้าของโหย่วเทียนจนมิด

โหย่วเทียนหยุดกินเพื่อพูดและใช้แขนเสื้อยืดเช็ดปาก “ไอ้ไจ้จงน่ะ เรียกมันว่าซ้อเถอะ เจ้ากี้เจ้าการซะไม่มี”

จวิ้นซิ่วไม่เข้าใจที่เขาพูด หากก็ไม่ได้บอกออกไปดังๆ กลับถามว่า “พวกนายไม่ได้เป็นเพื่อนกันหรอกหรือ”

“นิยามคำว่าเพื่อนสิ” โหย่วเทียนพูด “ฉันก็คิดว่าเพราะฉันสมเพชเวทนามันหรอกนะ ถึงได้ไม่ชอบวิธีที่มันทำอยู่ พูดไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก ที่บ้านน่ะ มีลับลมคมในที่ฉันเล่าให้นายฟังทั้งคืนไม่หมด”

“เอ่อ เดี๋ยวนะ ฉันตามไม่ทัน”

“...แล้วฉันก็ไม่ควรเล่าให้นายฟังหรอก ถึงแม้ว่าการบ่นระบายออกไปเสียบ้างสลับกับดูหน้าโง่ๆของนายจะทำให้ฉันสบายใจขึ้นก็เถอะ”

“นี่!”

จวิ้นซิ่วตบโต๊ะโกรธๆ โหย่วเทียนหัวเราะสะใจที่หลอกด่าเขาได้ เขายังคงไม่เข้าใจสิ่งที่โหย่วเทียนพูดแม้แต่น้อย หากเมื่อรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เขาไม่ควรรับรู้หรือเอาตัวเองเข้าไปแส่ ร่างเล็กก็ไม่คิดอยากถามอะไรเพิ่มเติมอีกต่อไป

หลังจากบะหมี่หลายชามถูกจัดการจนราบเรียบ และโหย่วเทียนเกือบทำให้เขาเชื่อแล้วเชียวว่ากระเพาะของนักเลงหนุ่มคือหลุมขนาดใหญ่กว้างขวางซึ่งไม่มีวันเติมได้เต็ม โหย่วเทียนก็เป่าลมออกมาทางปากแล้วลูบท้องตนเองในที่สุด

“อิ่ม” เขาประกาศดังๆ

“อย่าเพิ่งอิ่มเลย กินอีกเถอะ” จวิ้นซิ่วประชด

“ไม่เอาล่ะ ง่วงนอนแล้ว นายจ่ายเงินซิ”

“อะไรนะ? ฉันจ่ายหรือ จ่ายให้นายด้วยหรือ”

“ก็ใช่สิ”

“แต่นายชวนฉันมา”

“แล้วนายก็มานี่ จริงไหม”

“นายเป็นคนคุมแชงกรีล่า” จวิ้นซิ่วเน้นเสียง เขาเกือบจะตะโกนออกมาแล้ว

“ถูกเผง เพราะอย่างนั้นนายจึงต้องจ่ายไง ใช้เงินที่จะจ่ายเป็นค่าคุ้มครองงวดแรกจ่ายไปซะ”

จวิ้นซิ่วได้แต่จ้องค้างมอง