Shanghai Rose (6)

posted on 18 Mar 2013 11:42 by bleaf-me in shanghai-rose directory Fiction

Title: 香格里拉 Shanghai Rose
Paring: YunHao/ZhaiZhong, YunHao/LuHan, YouTian/JunXiu
Genre: AU, Crossover, Drama, Romance, Period, Angst
Rate: R
Author: b.leaf

Notice: สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านฟิคเรื่องเทียนอันเหมินของเรามาก่อน
รบกวนเลื่อนลงไปอ่านหมายเหตุด้านล่างนะคะ จะได้ไม่งงเนอะ ^^

 

- - -

 

 

ตอนที่ 6

 

 

 

คืนอันแสนยาวนานอีกหนึ่งคืนแล้วที่เขาต้องปั้นหน้ารื่นเริงขณะทำงาน ทั้งที่รู้ว่ามีสายตาเยาะหยันกระโชกข่มแกมอาฆาตของนักเลงคุมซอยจ้องข้ามห้องมา หลิวจวิ้นซิ่วระลึกอย่างหวาดๆ พลางพยายามซ่อนความรู้สึกสยดสยองสุดขีดเอาไว้ภายใน แม้เขาเป็นผู้ทำงานศิลป์ และสิ่งเดียวที่ต้องการในเวลานี้คือความสงบ หากทุกครั้งที่แกล้งกวาดสายตาไปกว้างๆ เพื่อสบตาผู้ชม ก็มักจะเห็น เขา นั่งถือแก้วเหล้าด้วยนิ้วสองนิ้วคีบไว้เหนือรัศมีวงกลมของขอบแก้ว คอยสบตาเขาไม่วอกแวก

จวิ้นซิ่วกลัวจนหัวแทบโกร๋น เขาไม่เคยรู้สึกทำอะไรผิดพลาดเท่านี้มาก่อน สมองที่ไม่ค่อยประสาไม่อาจจินตนาการออกว่า บุรุษผู้มีสติดีพร้อมใดจะสามารถถือเอาข้อมีปากเสียงกับคนแปลกหน้าเพียงครั้งเดียวมาเป็นอารมณ์เคียดแค้นชั่วชีวิต นักดนตรีหนุ่มร่ายเรียวนิ้วบนแป้นคีย์สีขาวสลับดำ บรรเลงบทเพลงแจ๊สสากลด้วยเหงื่อกาฬที่เริ่มผุดไหลลงมาข้างใบหน้า

เวลาชั่วยามเดียวอันแสนทนทุกข์ทรมาน ยาวนานราวกัปกัลป์กว่าโมงงานของเขาจะสิ้นสุด เมื่อเสร็จหน้าที่ เขารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองแล้วบอกลาเพื่อนฝูงดั่งเคย ไม่นานก็กลั้นใจก้าวขาออกไปตามถนนมืดๆสายเดิม หลายวันมานี้เขาพบแก๊งค์ของเผียวโหย่วเทียนดักรออยู่ตลอดถนนหนทางที่เขาต้องผ่าน แต่คนพวกนั้นไม่ทำอะไรนอกจากเขม้นจ้อง หรือที่เลวร้ายที่สุดก็เงื้อหมัด แล้วถ้าหากนั่นเป็นเพราะพวกนั้นหมายมาดทำไปเพื่อให้เขาประสาทเสีย พวกมันก็สมควรเลิกล้มความคิดและไปหาสุราดื่มฉลองความสำเร็จกันได้ตั้งแต่วันแรก

หากกระนั้น คืนนี้ก็มีบางอย่างที่ผิดจากปกติไปเสียแล้ว ถนนเงียบมาก ปราศจากวี่แววพรรคพวกอันธพาล จวิ้นซิ่วเดินเร็วๆ พลางหันซ้ายหันขวา ตาเบิกกว้างเหมือนไก่ที่ตื่นตระหนกด้วยไม่อาจหาญกล้าไว้วางใจโชคชะตา มันยากที่จะเชื่อว่าเหล่าทวยเทพจะเอ็นดูเขาขึ้นมาอย่างประเดี๋ยวประด๋าวเอาตอนนี้ หลังจากทำให้ชีวิตเขาเหมือนตกนรกอยู่พักใหญ่

และแล้วจวิ้นซิ่วก็ต้องถอนใจเฮือกอย่างจำทน ครั้นพบว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงคนมองโลกในแง่ร้าย แต่มองทุกอย่างออกแตกฉาน... ณ ปลายสายตาเขา ร่างหลังงองุ้มถือวิสาสะนั่งรออยู่บนราวระเบียงหน้าร้านอาหารที่ปิดบริการแล้ว เงาเก้าอี้หลายสิบตัวยกพาดพักไว้บนโต๊ะปรากฏจางๆเป็นฉากหลังเทาทึม ซึ่งไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศชวนขนลุกขนพองสลายหายไปเลย

จวิ้นซิ่วคงรู้สึกแปลกใจที่เห็นเผียวโหย่วเทียนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ถ้าหากเมื่อยังเด็ก เขาไม่เคยเห็นแม่ม้าคลอดลูกออกมาเป็นล่อที่มีสามหัวมาก่อน โหย่วเทียนมองตอบเขาด้วยสายตาแบบเดียวกับที่ใช้มองในแชงกรีล่า เขาจึงเร่งฝีเท้ายิ่งขึ้นอีก พยายามหลบเลี่ยงการหันไปสบตา ราวกับเกรงว่าโหย่วเทียนจะดีดลูกหินใส่ตาเขาเมื่อทำเช่นนั้น

อึดใจหนึ่งที่เส้นประสาทเต้นตึบ จวิ้นซิ่วก็ผ่านเผียวโหย่วเทียนมาได้ เขากลั้นหายใจแล้วเดินด้วยปลายเท้าไปได้หลายวา กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าดังตามหลัง เขาหยุดเดินและหันไปมอง...

เผียวโหย่วเทียนกำลังยืนเต๊ะท่าล้วงกระเป๋าอยู่กลางถนน

จวิ้นซิ่วยกขาไม่ขึ้น ผู้ชายคนนั้นกำลังจะตามเขากลับบ้าน! และถ้าเขาเดินหนีไปจนถึงบ้าน โหย่วเทียนก็จะรู้ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหน แค่คิดจวิ้นซิ่วก็ขนหัวลุกไปทั้งหัว

“ไม่มีอะไรอย่างอื่นทำหรือ ตามฉันมาทำไม” จวิ้นซิ่วตะโกนถาม ข่มความกลัวให้หลบอยู่ใต้ใบหน้าขึงขัง

โหย่วเทียนขยี้พื้นรองเท้าผ้าใบกับกรวดหินบนถนน “ใช่ ไม่มีอย่างอื่นทำ และไม่มีเหตุผล”

“ไปให้พ้นหน้าเลย แล้วอย่าตามมานะ!”

“อยากตาม ใครจะทำไม?”

จวิ้นซิ่วเค้นเสียงหัวเราะที่แอบหวังว่าจะฟังดูเหี้ยมโหดที่สุดในชีวิต “อ้อ เพิ่งรู้ว่านอกจากพวกแกจะหวงถนนอย่างกับหวงกระดูกแล้ว ยังชอบเดินตามชาวบ้านต้อยๆด้วย”

โหย่วเทียนไม่ตอบ เขาแค่ย่นหน้าผากจนคิ้วข้างหนึ่งแทบจะหลุบหายเข้าไปใต้ผมหน้าสีดำสนิท จวิ้นซิ่วถือโอกาสนั้นรีบกลับหลังหันแล้วจ้ำอ้าว พลางสวดภาวนาให้บุญญาวาสนานำพา ดลใจให้นักเลงแซ่เผียวเปลี่ยนใจไม่ตามเขาอีก

แต่เสียงฝีเท้าที่ตามมาก็ยังไม่แผ่วเบาลงไป

“แกจะเอาอะไร!” จวิ้นซิ่วสะบัดตัวขวับไปคาดคั้นอย่างเหลืออด หากต้องสู้กันจริงๆ คืนนี้เขาคงไม่ตายหรอกนะ อย่างน้อยก็น่าจะเก็บรักษาไตข้างใดข้างหนึ่งเอาไว้ได้ในเมื่อโหย่วเทียนไม่ได้นำลูกน้องมาเลยสักคนเดียว คิดได้เช่นนั้นก็ยกมือสั่นๆขึ้นถลกแขนเสื้ออย่างเอาเรื่อง “มีปัญหาอะไรกับฉัน ไหนว่ามาซิ จบเรื่องกันตรงนี้ พวกแกจะได้เลิกตามรังควาญฉันสักที แกโกรธแค่ที่ไม่ไปฝากเนื้อฝากตัวกับแกแค่นั้นจริงๆหรือ เพราะฉันคิดว่ามันปัญญาอ่อนมาก เอาเลยสิ! มา! กระทืบฉันให้เสร็จๆตอนนี้เลยก็ได้ ถ้ามันจะทำให้แกหายเซ็ง”

เกิดความเงียบขึ้นห้วงใหญ่ ก่อนที่เผียวโหย่วเทียนจะระเบิดหัวเราะออกมา จวิ้นซิ่วตัวแข็งทื่อ เดาสถานการณ์ไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นถัดไป ในแสงวูบไหวของโคมไฟถนน ปราดหนึ่งที่เขาคิดว่าตัวเองแอบสังเกตเห็นแววเป็นมิตรในดวงตาของโหย่วเทียน

เขากำมือแน่น กลั้นใจราวกับรอคอยระเบิดลูกสุดท้าย

“จะบ้าไปแล้วหรือ หลิวจวิ้นซิ่ว” และแล้วโหย่วเทียนก็พูด “ฉันเคยเห็นคนกลัวมาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นใครกลัวจนกลายเป็นผีบ้าเหมือนนายเลย” ดูเหมือนสรรพนามที่ใช้เรียกก็จะเปลี่ยนไปในทางที่มีไมตรียิ่งขึ้น

“ใครกลัวแก หา? แกว่าใครจะกลัวคนอย่างแก” จวิ้นซิ่วตอบโต้ไม่ลดละ ทั้งๆที่แทบจะอั้นปัสสาวะไม่ไหว

“ก็แค่จะชวนไปกินข้าว ไปไหม”

“...แกว่าอะไรนะ?”

“กินข้าว! กิน-ข้าว!” โหย่วเทียนตะโกนก้อง อ้าปากกว้าง พลางทำท่าประกอบราวสนทนากับคนหูหนวก

“เออ! ได้ยินแล้ว! แต่แกกำลังจะบอกว่าที่แกเกณฑ์ลูกน้องมายืนล้อมฉัน ทำเอาฉันหลอนแทบดิ้นทุกวันนี่คือเพื่อจะชวนไปกินข้าวงั้นเรอะ?”

“ใช่”

“ไอ้บ้า! ใครจะอยากไปกับแกหลังจากทุกอย่างที่แกทำมาทั้งสัปดาห์ล่ะหา?”

“ก็ถ้านายไปกับฉันคราวนี้ เราจะกลายเป็นเพื่อนกัน แต่ถ้าไม่ เราก็จะยังเป็นศัตรูกันต่อไปไงล่ะ”

“ก..แกขู่ฉันนี่”

โหย่วเทียนยักไหล่

จวิ้นซิ่วพ่นเสียงลมหายใจเคล้าคำหยาบออกมาทางปาก เขาทำท่าคิดหนัก แต่ในที่สุดก็เอ่ยว่า “เออๆๆๆ ก็ได้ ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วขอให้สงครามประสาทของพวกแกจบลงจริงๆก็แล้วกัน”

ชายร่างสูงโย่งหลังงุ้มคนตรงหน้าไม่ว่ากระไร เพียงแค่ยิ้มเผล่ ขณะที่รอคอยให้จวิ้นซิ่วเดินเข้าไปใกล้เขาในระยะที่สามารถมองเห็นหน้ากันได้ถนัด

 

 

โหย่วเทียนรู้จักร้านบะหมี่ริมทางที่เปิดขายหลังเที่ยงคืนไปแล้วถึงรุ่งเช้า จวิ้นซิ่วเดินตามเขาไปอย่างระแวงระวัง สายตาขุ่นเขียว เมื่อพวกเขาไปถึง พ่อค้าเจ้าของร้านกำลังนวดแป้งทำเส้นหมี่สดใหม่ขึ้นเดี๋ยวนั้น กลิ่นน้ำซุปหอมเตะจมูกจนความรู้สึกกล้ำกลืนฝืนทนเลือนลับไปจากจวิ้นซิ่วภายในเสี้ยววินาที

ทั้งสองเริ่มต้นสั่งบะหมี่มาคนละชาม และไม่ช้าก็สั่งชามที่สอง ที่สาม ต่างมีความสุขกับอาหารธรรมดาแต่รสชาติอร่อยล้ำกับความอบอุ่นที่ผ่านลำคอแล้วแผ่กระจายไปทั่วร่าง ท่ามกลางราตรีอันหนาวเย็น

จวิ้นซิ่วยอมแพ้เมื่อซดน้ำซุปชามที่สามจนหมดเกลี้ยง ในขณะที่โหย่วเทียนร้องขอชามต่อไปจากพ่อค้า พอได้มานั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาโดยมีเพียงโต๊ะไม้เล็กๆตัวเดียวโงนเงนกั้นกลาง บะหมี่ก้อนโตเคี้ยวตุ้ยเต็มปาก เผียวโหย่วเทียนก็แลดูไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับที่ผ่านมา

“นายไม่ได้โกรธเกลียดฉันหรือ” จวิ้นซิ่วถาม เขาคลายอาการเกร็งและมีทีท่าสบายๆมากขึ้น แม้จะยังดูหงอเช่นคนวิตกจริต ราวกับกำลังหวั่นผวาว่าพูดผิดเพียงคำอาจทำให้เขาถูกตบกระเด็นไปติดฝาประตูร้านอุปกรณ์ทำสวนด้านตรงข้าม

“แรกๆก็ไม่ชอบหรอก แต่สำเนียงพูดของนายตลกดี” โหย่วเทียนตอบ

“งั้นตอนนี้นายก็ชอบฉันแล้วอย่างนั้นสิ?”

“ก็ยังไม่ชอบหรอก”

คนฟังย่นคิ้วอย่างฉงน

“...เราไม่จำเป็นต้องชอบคนที่เราสนใจเสมอไปนี่” โหย่วเทียนขยายความ

จวิ้นซิ่วเบ้ปากและมองโหย่วเทียนเหมือนเขาเป็นคนเสียสติ ครั้นอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตากินต่อไป เขาก็ถามขึ้น “พวกนักดนตรีบอกฉันว่านายเป็นผู้คุมที่แชงกรีล่าหรือ”

โหย่วเทียนชะงักปากอ้าค้าง จวิ้นซิ่วรีบย่นคอทันทีด้วยรับรู้ถึงสัญชาตญาณอันตราย แต่จนถึงตอนนี้ตัวเขาก็ยังไม่ลอยลิ่วไปติดฝา

“ผู้คุมหรือ? เฮอะ!” โหย่วเทียนทำเสียงเหยียดๆ “ฉันเป็นคนคุมแชงกรีล่าต่างหาก อย่าให้รู้นะว่าไอ้พวกเป่าปี่ตีกลองคนไหนพูดว่าฉันเป็นแค่ผู้คุม”

“ไอ้พวกเป่าปี่ตีกลองที่นายว่าก็ฉันคนหนึ่งนะ”

โหย่วเทียนทำเป็นไม่ได้ยิน “ฉันน่ะ มือขวาของพี่ห่าวเชียวนะ หัวหน้าเจิ้งหยุนห่าวน่ะ รู้จักใช่ไหม”

“รู้จัก แต่ไม่เคยเจอหรอก กระนั้นก็เถอะนะ คนอื่นเขาว่ามือขวาท่านเจิ้งชื่อไจ้จงต่างหาก ท่านเจิ้งเลี้ยงเขาไว้ และเขาแหละเป็นคนคุม”

“ปะไร! ก็บอกว่าไม่ใช่ไงล่ะ นายเคยเห็นไจ้จงมาดูแลร้านบ่อยเท่าฉันหรือไง”

“ก็ไม่หรอก” จวิ้นซิ่วหัวเราะเสียงอ่อย เขาห่อไหล่อย่างหงอๆอีกครั้ง

“อีกอย่างนะ พี่ห่าวก็เลี้ยงฉันไว้เหมือนกัน พูดแล้วโมโห ทำไมไม่มีใครเห็นความสำคัญฉันบ้างเลย” ประโยคหลัง โหย่วเทียนคล้ายสบถบ่นกับตนเองมากกว่า

“เออ กินช้าๆหน่อยเถอะ ไม่วายติดคอตายพอดี” จวิ้นซิ่วบอกเมื่อน้ำแกงกระเซ็นข้ามโต๊ะมาถูกหน้า เสียงซวบๆดังขึ้นจากด้านหลังช้ามขนาดใหญ่ที่บดบังใบหน้าของโหย่วเทียนจนมิด

โหย่วเทียนหยุดกินเพื่อพูดและใช้แขนเสื้อยืดเช็ดปาก “ไอ้ไจ้จงน่ะ เรียกมันว่าซ้อเถอะ เจ้ากี้เจ้าการซะไม่มี”

จวิ้นซิ่วไม่เข้าใจที่เขาพูด หากก็ไม่ได้บอกออกไปดังๆ กลับถามว่า “พวกนายไม่ได้เป็นเพื่อนกันหรอกหรือ”

“นิยามคำว่าเพื่อนสิ” โหย่วเทียนพูด “ฉันก็คิดว่าเพราะฉันสมเพชเวทนามันหรอกนะ ถึงได้ไม่ชอบวิธีที่มันทำอยู่ พูดไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก ที่บ้านน่ะ มีลับลมคมในที่ฉันเล่าให้นายฟังทั้งคืนไม่หมด”

“เอ่อ เดี๋ยวนะ ฉันตามไม่ทัน”

“...แล้วฉันก็ไม่ควรเล่าให้นายฟังหรอก ถึงแม้ว่าการบ่นระบายออกไปเสียบ้างสลับกับดูหน้าโง่ๆของนายจะทำให้ฉันสบายใจขึ้นก็เถอะ”

“นี่!”

จวิ้นซิ่วตบโต๊ะโกรธๆ โหย่วเทียนหัวเราะสะใจที่หลอกด่าเขาได้ เขายังคงไม่เข้าใจสิ่งที่โหย่วเทียนพูดแม้แต่น้อย หากเมื่อรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เขาไม่ควรรับรู้หรือเอาตัวเองเข้าไปแส่ ร่างเล็กก็ไม่คิดอยากถามอะไรเพิ่มเติมอีกต่อไป

หลังจากบะหมี่หลายชามถูกจัดการจนราบเรียบ และโหย่วเทียนเกือบทำให้เขาเชื่อแล้วเชียวว่ากระเพาะของนักเลงหนุ่มคือหลุมขนาดใหญ่กว้างขวางซึ่งไม่มีวันเติมได้เต็ม โหย่วเทียนก็เป่าลมออกมาทางปากแล้วลูบท้องตนเองในที่สุด

“อิ่ม” เขาประกาศดังๆ

“อย่าเพิ่งอิ่มเลย กินอีกเถอะ” จวิ้นซิ่วประชด

“ไม่เอาล่ะ ง่วงนอนแล้ว นายจ่ายเงินซิ”

“อะไรนะ? ฉันจ่ายหรือ จ่ายให้นายด้วยหรือ”

“ก็ใช่สิ”

“แต่นายชวนฉันมา”

“แล้วนายก็มานี่ จริงไหม”

“นายเป็นคนคุมแชงกรีล่า” จวิ้นซิ่วเน้นเสียง เขาเกือบจะตะโกนออกมาแล้ว

“ถูกเผง เพราะอย่างนั้นนายจึงต้องจ่ายไง ใช้เงินที่จะจ่ายเป็นค่าคุ้มครองงวดแรกจ่ายไปซะ”

จวิ้นซิ่วได้แต่จ้องค้างมองหน้าเขา พลางล้วงมือไปหยิบเงินในกระเป๋ากางเกงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ในหัวแล่นพล่านไปด้วยความคิดที่ว่า ไอ้กุ๊ยบ้าข้างถนนคนนี้แปลกประหลาดชนิดที่สวรรค์คงจะชิงชังมันมากกว่าแม่ม้าซึ่งคลอดลูกล่อสามหัวออกมาเสียอีก

“ฉันไปล่ะ หลิวจวิ้นซิ่ว แล้วเจอกันใหม่”

“ยังต้องเจอนายอีกหรือ” จวิ้นซิ่วแค่นเสียงกล่าวอย่างรังเกียจ

“แน่นอน” โหย่วเทียนบอก

 

.
.
.

 

ทุกอาทิตย์ที่สองของเดือน เจิ้งไฉ่ถิงจะสั่งบริวารให้จัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้เพื่อลำเลียงนำไปทำบุญยังศาลเจ้า นายหญิงของบ้านริเริ่มทำเช่นนี้ตั้งแต่แต่งงานเข้าสกุลได้ไม่นานจนปัจจุบันถือยึดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ดังนั้น เช้ามืดของวันดังกล่าว ครัวคฤหาสน์ตระกูลเจิ้งจึงเต็มตื้นชุลมุนไปด้วยความโกลาหล ดวงโคมซึ่งถูกจุดขึ้น ราวกับแรงหวดปลุกทุกชีวิตให้ตื่นจากห้วงนิทราหวานล้ำ ก่อนที่แสงอรุณใหม่ของวันจะระบายผืนฟ้า ไพร่บ่าวทุกคนล้วนตระหนักรู้หน้าที่ของตน มือแต่ละคู่ขยับเป็นระวิงไม่วายว่าง แป้งหม่านโถวนึ่งสุกใหม่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นจากลังถึง น้ำต้มซี่โครงไก่กลายเป็นสีทองในหม้อใบใหญ่ชวนให้น้ำลายสอ เตียวจี้หยูใช้ไม้ปัดขนไก่ปัดหลังคารถยนต์ด้วยแววตาสะโหลสะเหล คนงานผู้ชายจำนวนหนึ่งช่วยกันขนผลไม้สดขึ้นกระบะรถที่ถูกจอดเรียงไว้ถึงสามคันตรงจตุรัสกว้างโล่งรูปวงกลมด้านหน้าคฤหาสน์

หลายคนซุบซิบนินทา คาดเดาเอาทั้งที่ไม่รู้ในรู้นอกว่าหญิงสาวหมั่นเข้าวัดสวดภาวนาเพราะหวังทายาทจากองค์พระโพธิสัตว์ แต่เจิ้งเจินหลี่กลับอดคิดสงสัยใคร่ครวญไม่ได้ว่าคำกล่าวหาเหล่านั้นฟังดูดีเกินจริงมากไปหรือไม่ ฟ่านไฉ่ถิงล่ะหรือ...จิตใจอ่อนโยนมากพอจะหันหน้าพึ่งพิงวัดวาเพื่อเลือดเนื้อเชื้อไข อนึ่ง ถ้าหากเธอมีความศรัทธาในศาสนาบ้างแล้วล่ะก็ สิ่งที่เธอต้องวิ่งแจ้นไปขอคงไม่มีทางเป็นบุตรหากเพียงอำนาจ

‘เธอจะทำอะไรเพื่อพี่ห่าว จะทำอะไรเพื่อสกุลเจิ้งได้หรือ?’ เจินหลี่คิดพลางเหยียดริมฝีปาก ขณะยืนมองออกไปนอกคฤหาสน์จากชานพักบันได เหล่าคนงานกำลังวุ่นวายยกใหญ่... ‘สิ่งเดียวที่เธอเห็นสำคัญก็มีแต่ตัวเธอเท่านั้น...’

“น้องเจินหลี่”

ในวินาทีที่ถูกความเกลียดชังชักจูงให้สมองแล่นเตลิดเพริดไป เสียงเยียบเย็นเรียบเฉยหากแวววาวไปด้วยพลังอำนาจของหญิงสาวในความคิดก็ดังเรียกเด็กหญิงให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ เจินหลี่หันไปและเห็นไฉ่ถิงในชุดสูทสำหรับสตรีสีอมเทาตัดเย็บอย่างประณีต ริมฝีปากเล็กรูปกระจับฉาบสีแดงเป็นประกาย

เจินหลี่ชิงชังเธอ ขยะแขยงเธอด้วยทั่วทุกอณูขุมขน ดวงตาดำปลาบที่แสนว่างเปล่า ใบหน้างามเพริศหากไร้อารมณ์ แม้แต่มือที่กรีดกรายถือกระเป๋าด้วยท่าทียโสในรูปทรัพย์อันพร้อมพูน

หญิงงามพรรค์นี้หรือจะรักใครเป็น?

สมควรแล้วหรือที่พี่ห่าวผู้แสนดีของเธอจะต้องมาตกนรกทั้งเป็น วิวาห์กับหญิงไร้หัวใจเช่นนี้!

“อะไร?” เจินหลี่ขานเสียงแข็ง เพราะโดยรอบไม่มีกระจก เธอจึงไม่สามารถมองสำรวจได้ว่าบัดนี้ใบหน้าหวานล้ำเยาวว์วัยสำแดงความจงเกลียดจงชังมากมายเพียงใด หากแต่เธอก็ยังเพียรพยายามปั้นสีหน้าให้ดูขึงขังยิ่งขึ้นอีก และหวังว่ามันจะปรากฏผ่านสายตาออกมามากเพียงพอ

ไฉ่ถิงหลุบตาลงจ้องสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอขยับริมฝีปากอย่างไม่สะดวกใจแต่กลับไม่มีสำเนียงเปล่งออกมา ใบหน้าขาวเรียบเนียนดุจกระเบื้องเคลือบนิ่งตึงและแข็งกร้าวจนแลดูคล้ายกำลังตั้งป้อม เห็นได้ชัดว่ากริยาของคุณหนูเล็กสกุลเจิ้งไม่ทำให้เธอรู้สึกโสภาเท่าไร

“ไปวัดด้วยกันไหม” ไฉ่ถิงถาม

เจินหลี่ฟังแล้วเชิดคางอย่างดื้อรั้น “เรื่องอะไร”

“เป็นหญิงควรหาเวลาเข้าวัดสำรวมกายใจ”

“น่าหัวเราะ!” กระโปรงลูกไม้เย็บซ้อนหนาเป็นกลีบชั้นสะบัดเมื่อเด็กสาวขยับตัว “ทุกวันพระ บ้านเราจะไปทำบุญใหญ่ด้วยกันอยู่แล้ว ไม่เห็นฉันจำเป็นต้องไปกับเธอ เธอเป็นคนนอก เลิกทำตัวเป็นแม่พระแล้วเข้ามาจุ้นจ้านกับประเพณีของสกุลเจิ้งได้แล้ว”

“อย่างนั้นหรือ” ไฉ่ถิงเลิกคิ้ว ก่อนเอ่ยเสียดสีว่า “ขออภัยที่ลืมไปชั่วครู่ว่าฉันไม่ใช่คนแซ่เจิ้ง แต่คุณชายใหญ่แซ่เจิ้งให้ฉันลองชวนคุณหนูเล็กแซ่เจิ้งไปทำบุญด้วยกัน เผื่อธรรมะจะช่วยขัดเกลากริยาให้สมเป็นคนชื่อแซ่ใหญ่โตบ้าง แต่งงานเข้าบ้านใครไปในอนาคตอันใกล้ เจ้าของบ้านเขาจะได้ไม่ต้องเอาหน้ามุดดินด้วยความอับอายอย่างที่คนตระกูลเก่าคงอับอายไม่เบาอยู่ วอนคุณหนูอย่าถือสาที่ฉันแส่เลย”

ครั้นกล่าวจบ ไฉ่ถิงก็ก้าวลงบันไดผ่านหน้าเจินหลี่ไปโดยไม่หันกลับมามองอีก

เจินหลี่หน้าร้อนผ่าว ทั้งโกรธจัดทั้งกระดากอาย เธอกรีดเสียงแผดร้องไม่เป็นภาษาในที่สุด เมื่อสตรีร้ายกาจผู้นั้นขึ้นไปนั่งบนรถยนต์ที่ภายหลังเคลื่อนพ้นลับผ่านรั้วคฤหาสน์ไป ความคิดแรกที่ผุดเข้ามาในหัวเธอคือรีบวิ่งโร่ไปฟ้องหยุนห่าว แล้วซุกตัวเป็นก้อนกลมใต้ผ้าห่มให้เขาโอ๋ปลอบ หากก็เกือบลืมไปแล้วสิ้นว่าเธอเองไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อยๆของพี่ชายอีกต่อไป

...ลืมไปว่าพี่ชายสุดที่รักถูกพรากจากไปตั้งแต่ผู้เป็นบิดาอนุญาตให้นางปีศาจร้ายตนนั้นก้าวล้ำประตูบ้าน

ฝ่ามือคู่น้อยสั่นผับเมื่อเธอตะเบ็งกรีดร้องจนสุดเสียงอีกครั้ง ก่อนจะวิ่งขึ้นไปซุกซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนส่วนตัวจนเวลาคล้อยบ่าย

 

 

“รุกฆาต” หยุนห่าวใช้ม้าของเขาล้มตัวขุนสีขาวบนกระดาน

ในคราวเดียวกัน ฮัวหลางซึ่งนั่งอยู่ด้านตรงข้ามมีท่าทีไม่รักไม่ใคร่ ประหนึ่งความพ่ายแพ้นั้นเป็นภาพที่เขาเคยเห็นมาแล้วนับร้อยๆครั้ง ชายหนุ่มร่างสูงนั่งไขว่ห้างแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มือข้างที่ถือนาฬิกาตลับเรือนทองเอาไว้วางพักสบายๆบนหัวเข่า

เขาคอยกดปุ่มบางอย่างตรงยอดเหนือหน้าปัดนาฬิกาแทบจะทุกสิบวินาที

“ช่วยบอกให้ชื่นใจหน่อยว่านายไม่ได้กำลังนับถอยหลังเวลาที่อยู่กับฉัน” หยุนห่าวพูด

“ช่าย...” ฮัวหลางกล่าว ก่อนปิดปากหาววอดใหญ่

หยุนห่าวส่ายหน้าอย่างญาติระอา ขณะคิดว่านอกจากภาพภายนอกที่เปลี่ยนแปรไปในทางศิวิไลซ์มากขึ้น  คล้ายฝรั่งมากขึ้น... ชายวัยยี่สิบเจ็ดปีคนตรงหน้าแทบจะมีนิสัยไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเด็กชายอายุเจ็ดขวบที่เขาเคยรู้จัก

ตั้งแต่เด็ก ฮัวหลางเป็นคนรักสะอาด เจ้าสำอางจนดูคล้ายหยิบโหย่ง ซึ่งทำให้ใครต่อใครเข้าใจเขาผิด แล้วเขาก็ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะพิสูจน์ตนเองเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านั้นสักนิด ทั้งที่มีความคิดสร้างสรรค์และเก่งความรู้รอบตัวที่สุดในชั้นเรียน เขารักอิสระ ชอบท่องเที่ยว หัวก้าวหน้า นิยมความเป็นสมัยใหม่ ฮัวหลางตรงหน้าเขาตอนนี้เตือนให้หยุนห่าวนึกล้ำไปถึงชางหมินในอีกสิบปีข้างหน้า อันเป็นชางหมินในรูปแบบที่แหว่งวิ่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเขารู้ดีว่าฮัวหลางมีอิทธิพลต่อชางหมินมากเพียงใดเมื่อคราวที่พวกเขาทั้งหมดเป็นเพื่อนเล่นสนุกกัน

ณ อีกฟากหนึ่งของฝั่งธารน้ำถัดจากชานพักศาลา เขายังเห็นภาพเก่าๆ ที่ฮัวหลางอุ้มร่างเล็กจ้อยของน้องชายร่อนไปมาอย่างน่าหวาดเสียวดุจเครื่องบินรบที่เหินหาวกลางฟากฟ้า

สงคราม... คงเป็นความทรงจำที่ติดตรึงยากลบเลือนที่สุดสำหรับเด็กในวัยเดียวกับหยุนห่าว

ทว่าเรื่องอดีตไม่ใช่เหตุผลที่เขาเอ่ยชวนฮัวหลางมาเล่นหมากรุกและปรึกษาธุรกิจกันในวันนี้

“เคืองใจจริงๆ” หยุนห่าวเริ่ม “ถ้าหากฉันไม่เอ่ยชวน นายคงไม่คิดจะโผล่หน้ามาเยี่ยมเยียนบ้างเลยสินะ”

“ฉันควรทำอย่างนั้นหรือ” ฮัวหลางสะดุ้งบนที่นั่ง แล้วออกท่าทางประหลาดใจที่ทำให้คนมองรู้สึกอยากทำร้ายมากกว่าจะใจอ่อน “คิดว่าคนเรามีเหตุผลที่ดีในการประดิษฐ์โทรศัพท์เสียอีก”

“ไม่ได้หมายถึงฉัน หมายถึงเจินหลี่” อีกฝ่ายกล่าวเน้นเสียงอย่างรำคาญ “สู้อุตส่าห์พูดเรื่องแต่งงานไปแล้วอย่างเปิดเผย คิดว่านายควรหาเวลามาทำความรู้จักกับหล่อนให้มากขึ้น แต่นายไม่ใส่ใจ”

“จะรู้จักกันหรือไม่ ถึงอย่างไรก็ต้องแต่งอยู่ดี”

“หรือนายไม่อยากแต่งกับหล่อน?”

“ไม่ได้รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งสองทาง แต่ฉันสบายๆกับเรื่องนี้มากกว่าที่นายคิด ไม่ต้องเป็นห่วงมากนักหรอก อาห่าว ฉันสัญญาว่าจะแต่งกับหล่อนแน่” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ก่อนฮัวหลางจะพูดต่อ “อีกอย่าง มีหล่อนไปอยู่ด้วย บ้านคงไม่เงียบเหงา...”

“ถ้าคิดจะแต่งเพื่อเหตุผลนั้น หาหมามาเลี้ยงสักตัวไม่ง่ายกว่าหรือ?”

เสียงขุ่นเขียวของเด็กสาวดังขึ้น และเมื่อชายทั้งสองหันขวับไปมองก็พบเจิ้งเจินหลี่ยืนอยู่ตรงตีนสะพานกลางสวนสวย เธอสวมชุดกระโปรงบานตัดเย็บจากผ้าลายตารางสีแดงเข้มสลับขาว เรือนผมดำเงาดัดเป็นลอนรวบคลายๆไว้เคลียบ่าข้างหนึ่ง ด้วยเครื่องหน้าที่หวานละมุนทำให้เธอยังดูเป็นเด็ก ผิดจากเรือนกายสูงสะโอดสะองอันนับได้ว่างามระหงกว่าหญิงสาวทั่วไป ตลอดจนแม้แต่จีบฟูฟ่องของชุดกระโปรงก็ยังไม่พอแอบซ่อนส่วนเว้าโค้งที่ฟ้องว่าเธอได้เติบโตจนถึงวัยแตกเนื้อสาวแล้วอย่างเต็มตัว

ใบหน้าใสแดงซ่าน ทั้งริมฝีปากที่เป็นสีชมพูอ่อนแม้ไม่ได้เสริมแต่งก็บิดเบี้ยวเพราะความโกรธจัด ฮัวหลางไม่ทันแน่ใจว่าเห็นหยาดน้ำใสเอ่อเครืออยู่ในแอ่งตาเธอหรือไม่เมื่อเธอสะบัดหน้าหนี ก่อนจะกระทืบเท้าปังๆจากไป

 

 

เจินหลี่วิ่งสุดกำลังมาตามทางเดินหินอ่อนลัดรอบตัวคฤหาสน์ พยายามสะกดกลั้นไอร้อนผะผ่าวที่รื้นขึ้นรอบขอบตากับก้อนบางอย่างจุกแน่นเต็มลำคอ เธอสำลัก และคิดว่าคงอาเจียนแล้ว หากแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับมีเพียงเสียงครางกระซิกเล็ดรอดออกจากริมฝีปากที่กัดเม้มไว้สนิท เสียงพื้นรองเท้าผ้าส้นแบนเสียดสีกับบาทวิถีดังถี่ หัวใจเธอต้องเจ็บปวดนับครั้งไม่ถ้วน

เขา...ทำให้เธอต้องเจ็บปวดอีกครั้ง

เด็กสาวเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไปถึงประตูหน้า ผ่านสาวใช้หลายคนที่ดูตกใจสุดขีด แต่ก็ไม่กล้าเรียกเธอไว้ คุณหนูเล็กตระกูลเจิ้งยามโกรธนั้นมีชื่อเสียงว่าเอาแต่ใจตัวและน่ากลัวนัก เบื้องหน้าที่วางท่าเคารพ พวกมันก็คงจะคิดกับเธอเหมือนอย่างที่ใครๆคิด มองเธอเพียงเด็กน้อยผู้ไม่ทันโลก เป็นตุ๊กตาไร้ชีวิต ปราศจากจิตใจ

ทันทีที่มาถึงห้องรับรองเล็กอันถูกตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเครื่องเรือนสีแดงอิฐและไม้แดง เด็กสาวก็โถมตัวเข้าซุกหาอ้อมกอดของเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งทอดอารมณ์ลำพังในห้องซึ่งถูกเรียกจนติดปากว่า ‘ห้องแดง’ นี้ ฝืนสู้เสียงสะอื้นไม่ไหวในที่สุด

“พี่ไจ้จงจ๋า ฮือ...”

ภาพถ่ายเต็มตัวของหัวหน้าเจิ้งเหยียนชงในท่านั่งแขวนติดไว้บนผนังตระหง่าน โต๊ะกลมเล็กแบบจีนจัดไว้เคียงข้างโซฟาบุเบาะนั่งแบบผสมผสาน พรมหนารองอยู่เบื้องใต้ ตรงมุมห้องใกล้กับหน้าต่างบานสูงมีรูปปั้นหินอ่อนรูปเทพวีนัสตั้งอยู่ เปียโนตัวเล็กกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงวางเรียงไว้ไม่ไกลกันสะท้อนแสงพริบพราวของโคมไฟระย้า

ไจ้จงซึ่งนั่งเหม่ออยู่บนชะง่อนหมอนรองหน้าต่างผงะเล็กน้อย เมื่อเจินหลี่ผลุนผลันเข้ามาพร้อมด้วยน้ำตาพรูพร่างใบหน้าที่มักระบายไว้ด้วยรอยยิ้มซุกซน เขาถามไถ่อย่างเป็นห่วง พลางลูบปลอบบนเรือนผมที่บัดนี้ยุ่งเหยิงน้อยๆของเธอ

“เกิดอะไรขึ้น น้องหลี่?”

“พี่ห่าว -- ฮึก -- พี่ห่าวจะส่งอาหลี่ไปอยู่กับคนอื่น พี่ห่าวไม่รักอาหลี่แล้ว”

แววสลดหดหู่ไต่คร้ามขึ้นแทนที่สีหน้าฉงน ไจ้จงเห็นใจเด็กสาวอย่างสุดซึ้ง ไจ้จงกับเจินหลี่สนิทสนมใกล้ชิดกันที่สุด ด้วยความที่เติบโตขึ้นมาด้วยกัน เขาแก่วัยกว่าเจินหลี่เพียงสองปี ทุกครั้งที่รู้สึกแปลกแยกและไม่มีใครเข้าข้าง ไจ้จงมักพบว่ามีเจินหลี่ตัวน้อยคอยกุมมือให้กำลังใจเขาเสมอ

หากนั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่ทำให้ครั้งนี้เขารู้สึกปวดร้าวแทนเธอเหลือเกิน

“ทำไมพวกเขาทุกคนถึงทำแบบนี้กับอาหลี่ ทำไมถึงไม่รักอาหลี่เลย ฮือ...”

 

TBC

 

 

หมายเหตุ:

* หยุนห่าว = ยุนโฮ
** ไจ้จง = แจจุง
*** ชางหมิน = ชางมิน
**** โหย่วเทียน = ยูชอน
***** จวิ้นซิ่ว = จุนซู
****** มีน้องลู่หาน (EXO-M) มาร่วมด้วยเราไม่เคยเขียนฟิคข้ามวงมาก่อนเลย เอ็นดูน้องกันเยอะๆนะคะ >_<
******* เนื้อหาสาระในเรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเทียนอันเหมินเลยค่ะ สามารถอ่านแยกกันได้จ้า ^^

 

AN: ไม่ได้มาอัพเดทนานเลย ขอโทษนะคะ เราลืม ;;A;;

ช่วงนี้เรากำลังสอบเรียนจบอยู่ ขอสู้ตายก่อนจ้า ฝากน้องเจินหลี่ด้วยยยย :3 ♥

 

[ 为爱痴狂 ]