GTA: Bad-Blooded Romeo (3)

posted on 16 Dec 2011 23:15 by bleaf-me  in gta-bad-blooded-romeo

Title: Bad-Blooded Romeo
Author: b.leaf
Staring: TVXQ! / JYJ / OC
Paring: Yoonho/Jaejoong (Implied Changmin/OC)
Genre: AU, GTA Universe, Action, Thriller, Drama, Violence
Rate: Strong R
Note: Based on "Grand Theft Auto" developed by Rockstar Games Inc,.

► Liberty City Map

- - -

 

GRAND THEFT AUTO™
BAD-BLOODED ROMEO

 

 

 

 

3.

แบเร็ตกับซิด ยืนเก้ๆกังๆอยู่ด้านหน้าประตูซุ้มโค้ง บานไม้สลักซีกหนึ่งถูกแง้มอ้าไว้เล็กน้อย เผยให้เห็นภายในห้องพักโอ่โถงซึ่งหรี่ไฟสลัว เสียงดนตรีซิมโฟนีของโชแปงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังสะท้อนบนผนังไม้มะฮอกกานี เก้าอี้ทรงวิคตอเรียนตัวหนึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าเตาผิงกึ่งกลางห้อง ย้อนแสงสีเทาของจันทร์เสี้ยวที่ฉายย้อนเข้ามาทางหน้าต่าง

“แกเข้าไปสิ”

“แกนั่นแหละเข้าไป”

บนโต๊ะเตี้ยๆที่ใช้วางแก้วไวน์กับที่เขี่ยบุหรี่มีเท้าวางพาดอยู่ รองเท้าหนังหัวแหลมราคาแพงสีขาวสะอ้าน เข้าคู่กันกับกางเกงสแล็คและสูทผ้าลินินของ จอร์จิโอ อาร์มานี ที่รัดแนบไปกับขาเพรียวยาวและท่อนแขนงามสง่าอย่างพอเหมาะพอดี แน่นอนว่าต้องเป็นสีขาวอีกเช่นเดียวกัน

สีของความสมบูรณ์แบบ

ผู้ชายเบื้องหลังเก้าอี้จุ๊ปาก เขารอจนกระทั่งท่อนสุดท้ายของดนตรีสิ้นสุดถึงได้ยกมือส่งสัญญาณให้มันทั้งสองพูด ทั้งซิดและแบเร็ตไม่เห็นสีหน้าเขา แต่ก็พอเดาได้ว่าคงเป็นสีหน้าครึ้มอกครึ้มใจ ใบหน้าที่งดงามราวเทพบุตร เรียบเนียนดุจกระเบื้องเคลือบชั้นดีมักมีสีหน้าครึ้มอกครึ้มใจอยู่ตลอดเวลา

ในตอนนี้พวกมันนึกสรรหาคำเปรียบเปรยที่ดียิ่งไปกว่าคำว่าเทพบุตรไม่ได้ แต่ถ้าหากในพจนานุกรมมีศัพท์ใดที่จะอุปมาชายคนนี้ได้เลิศเลอกว่าเทพบุตร พวกมันก็คงอยากจะใช้คำนั้น

อ๋อ นึกออกแล้วคำหนึ่ง ‘ปีศาจจำแลง’ ไงล่ะ

อธิบายได้ดีทั้งในแง่ของลักษณะภายนอกและจิตวิญญาณภายในเลยทีเดียว

เขาเคาะนิ้วชี้บนแท่นพักแขน แหวนทองคำขาวเกลี้ยงเกลาเล่นแสงกับเปลวไฟ

“ค..คุณวินเซนต์ครับ” อะไรบางอย่างทำให้มือของซิดสั่นเทาและเย็นเฉียบด้วยเหงื่อที่เริ่มแห้ง มันคิดว่าคงเป็นความกลัว

“ว่าไง ซิด”

ซิดกับแบเร็ตแลกสายตากัน พลางลอบกลืนน้ำลายอึกโต

“ชาร์ค ไรเดอร์ กับลิลเจย์ ตายแล้วตั้งแต่ก่อนที่พวกเราจะไปถึงครับ” ซิดพูด

ความเงียบอันหนักอึ้งถาโถมเข้ามาบีบให้ลำคอล่ำสันของสองสหายค่อยๆย่นหดลง ก่อนที่จู่ๆ ชายเบื้องหลังเก้าอี้จะระเบิดหัวเราะ เป็นเสียงหัวเราะที่แสนกังวานใสและฟังดูเกินจริงอย่างมากในสภาพการณ์ชวนอึดอัดเช่นนี้ ซิดกับแบเร็ตแสร้งหัวเราะเพลียๆคลอไปด้วย มันคือกฎการอยู่รอดเล็กๆน้อยๆที่พวกมันเรียนรู้มาตลอดสิบปี

หรือไม่เช่นนั้นก็โดนยิงกระบาลซะ

“พวกแกทำยังไงล่ะ หืมม์ ใช้นัยน์ตาทิพย์จ้องระเบิดสมองพวกมันหรือไง” เขาพูดเนือยๆ น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนคล้ายกำลังแย้มยิ้มอยู่เสมอ

แบเร็ตอ้ำอึ้ง แต่แล้วก็บอกว่า “เราได้ข่าวคนเกาหลีคนนึงที่ซ้อมลูกน้องของราล์ฟจนน่วมด้วยมือเปล่าช่วงเย็นที่ผ่านมานี้ครับ”

“เหรอ แล้วมันทำงานให้ใคร”

“เราก็ไม่รู้แน่ครับ แต่ราล์ฟบอกว่ามันสั่งให้พวกเราอย่า เอ่อ... ‘สะ-เออะ’ ไปรังควาญครอบครัวของมันอีก”

“ราล์ฟเห็นหมอนั่นอยู่กับชิมชางมินด้วยครับ คุณวินเซนต์” ซิดเสริม

วินเซนต์ ฮัว ฟังแล้วอดเผยรอยยิ้มออกมาอย่างนึกสนุกไม่ได้ ใช่...เขาพอใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินสุดๆ พออกพอใจกับมันยิ่งกว่าที่ได้รู้เรื่องดวงวิญญาณบาดเจ็บสามดวงที่จะไม่มีวันหวนกลับของ ชาร์ค ไรเดอร์ และลิลเจย์ ไอ้พวกหนูโสโครก ทำไมแบเร็ตกับซิดต้องคิดว่าเขาจะไม่รู้สึกสุนทรีย์ไปกับข่าวนี้ด้วยล่ะ

ชายหนุ่มถอนใจเบาๆอย่างพึงอกพึงใจ ขณะช้อนแก้วไวน์ขึ้นมาเลี้ยงไว้บนอุ้งมือ ดวงตาข้างที่เป็นสีทองอำพันพราวประกายในความมืดมิด

“เด็กแซ่ชิมมีอะไรให้เซอร์ไพรส์อยู่เรื่อยเลยสินะ” เขารำพัน

แบเร็ตกับซิดได้แต่หัวเราะเหมือนคนโง่ และหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเสียงฮัมเพลงสบายอารมณ์ดังขึ้นจากเบื้องหลังพนักเก้าอี้ทรงวิคตอเรียนสีแดงเลือด

 

.
.
.

 

อีกไม่กี่ชั่วโมงฟ้าจะสาง ยุนโฮยังมีอะไรต้องทำอีกมากก่อนตะวันแรกในรุ่งเช้าเริ่มฉาย

ความมืดและแสงสีซีดยามราตรีช่วยเขาได้มาก มันทำให้เขาสบายใจ เขาเปิดประตูด้านที่นั่งข้างคนขับแล้วลากร่างที่อ่อนปวกเปียกเหมือนตุ๊กตาผ้าของคิมแจจุงขึ้นรถ เขาไม่ได้พยายามเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเสแสร้งปลอบโยน แต่ตบที่แก้มเขานานๆครั้งเพื่อเตือนไม่ให้หลับ แจจุงครางอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นและคงกำลังภาวนาให้นี่กลายเป็นเพียงความฝันที่เลวร้ายที่สุด

ยุนโฮเลี้ยวรถกลับไปบนถนนอีกครั้งก่อนจะมุ่งหน้าลงใต้ เขาป้อนข้อมูลลงในเนวิเกเตอร์ และแวะซื้อเกลือ น้ำตาลทราย น้ำดื่ม วิปครีมกระป๋อง วอดก้า เข็มหมักเนื้อ กับอุปกรณ์ทำครัวเล็กๆน้อยๆจากร้านสะดวกซื้อใกล้กับร้านอาหารฟาสฟู๊ดชื่อคลักกิ้นเบล คุณยายใจดีที่เฝ้าร้านอยู่ยิ้มให้เขาและเรียกเขาว่าหลานชาย หล่อนไม่ถามเซ้าซี้เรื่องเวลาว่าเพราะอะไรเขาถึงเกิดอยากหมักเนื้อขึ้นมากลางดึกเช่นนี้ด้วยเข้าใจว่าเขามีภรรยาที่กำลังตั้งท้อง

ตอนนี้มีกระสุนเก้ามม.ฝังอยู่ในท้องเด็กหนุ่มบนรถของเขา แต่โรงพยาบาลไม่ใช่คำตอบ พยาบาลที่นั่นจะต้องแจ้งตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันตามกฎหมาย ยุนโฮจึงตัดสินใจพาแจจุงกลับไปยังที่พักแทน

“อย่าปล่อยให้ผมตายนะ” แจจุงกระซิบ

ยุนโฮเหลือบมองเขา เหงื่อเม็ดโตผุดพราวบนขมับใต้ไรผมสีดำสนิท เปลือกตาของเด็กหนุ่มหรี่ปรือ แลดูช่างผ่ายผอมและแสนบอบบาง

“ขอร้อง ผมยังไม่อยากตาย”

บาร์ทเป็นถนนเส้นหนึ่งภายในตัวเมืองตอนใต้เขตโฮฟบีชที่ถูกรางรถไฟซึ่งสร้างครอบขนานคลุมอยู่ แม้กระทั่งตอนนี้ในเขตชุมชนก็ยังไม่ถึงกับวังเวงนัก แสงไฟรำไรสาดส่องมาจากร้านขายเสื้อผ้าลดราคาที่ตั้งอยู่ถัดไปจากตึกที่ยุนโฮพักสองสามหลัง ส่วนเจ้าของรถเข็นขายฮ็อตด็อกร่างท้วมก็เพิ่งจะเริ่มต้นเก็บร้านของเขาด้านหน้าบาร์คอมราด ยุนโฮหยุดรถตรงเส้นถนนที่ขีดไว้สำหรับจอด อยู่ๆก็คิดขึ้นได้ว่าเขาเพิ่งกำลังจะได้เห็นห้องพักเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดินทางมาถึง มีอะไรเกิดขึ้นมากมายเหลือเกินภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงในเมืองใหม่ เขาลองหมุนเปิดวิทยุฟังดูและพบว่าไม่มีรายงานอะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิงกันที่ไทรแองเกิ้ลเลย นี่อาจจะเป็นครรลองชีวิตในค่ำคืนอันแสนธรรมดาของลิเบอร์ตี้ก็ได้ มีเศษสวะสามตัวถูกเศษสวะอีกตัวยิงตาย และนักเต้นยั่วกามซึ่งเป็นเศษสวะตัวสุดท้ายที่เผอิญโดนลูกหลงก็ถูกทิ้งให้ตายอยู่ในซอกตึก

เขาพยุงเอวแจจุงขึ้นด้วยแขนข้างซ้ายและหอบถุงกระดาษสีน้ำตาลด้วยแขนอีกข้าง ค่อยๆใช้ไหล่ผลักประตูเหล็กที่มีสนิมเกาะกรังเข้าไปภายในตัวอาคาร ก่อนจะพากันเดินโขยกเขยกขึ้นบันไดไปยังอพาร์ตเม้นต์ของชางมินบนชั้นสอง พื้นที่ครัวปรากฏเป็นอย่างแรกทันทีที่เขาไขเปิดประตูห้องได้สำเร็จ ตรงข้ามกับจุดที่เขายืนอยู่ กรอบประตูเปลือยๆบานหนึ่งเจาะบนผนังห้องอีกด้านเป็นทางทะลุระหว่างครัวกับห้องนอนซึ่งใช้เป็นห้องเดียวกับห้องนั่งเล่น วอลเปเปอร์สีเขียวหม่นรูปทุ่งหญ้าชวนให้ยุนโฮระลึกถึงกลิ่นหอมเย็นๆบนตัวแม่ ชางมินกับแม่เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน

ยุนโฮแทบจะลืมกลิ่นของแม่ไปหมดแล้ว

เขาปล่อยแจจุงลงบนเตียงขนาดควีนไซส์ แจจุงกำลังสะอื้นอยู่ในความฝัน ต้องขอบคุณฤทธิ์กัญชาที่ช่วยให้ความฝันนั้นไม่เกิดขึ้นในขณะที่เขาหมดสติ

“เฮ้” เขาเรียกพลางตบแก้มเด็กหนุ่มเบาๆ

เปลือกตาแจจุงค่อยๆเปิดขึ้น เหงื่อกาฬเขาไหลชุ่มยิ่งขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าหวานสวยเผือดสีลงทุกขณะ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะดิ้นรน ยุนโฮไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไรเขาถึงเลือกช่วยเด็กคนนี้แทนที่จะปล่อยให้เขาพ้นไปจากทุกขเวทนาอันไร้ที่สิ้นสุด เขาไม่เชื่อด้วยซ้ำว่านักเต้นระบำเปลื้องผ้าในบาร์ชั้นต่ำอย่างไทรแองเกิ้ลจะมีวันกลายเป็นหลานชายของรัฐมนตรีไปได้ หรือถึงจริงแล้วยังไง เขาไม่คิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะช่วยอะไรเขาได้ตราบใดที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจว่าตนเองสมควรได้รับการช่วยเหลือ เขาอาจจะเรียกค่าไถ่เด็กนี่ได้ซักสิบล้าน จากนั้นก็รอให้ท่านรัฐมนตรีเอากฎหมายมาไล่ยัดก้นเขาทีหลัง สืบเนื่องจากวีรกรรมเก่าๆที่เขาเคยก่อไว้ เขาคงต้องแห้งตายอยู่ในคุกไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันแน่

หากทว่าเป็นตัวเขาเองไม่ใช่หรือที่เชื่อเสมอว่าชีวิตนั้นสวยงามเกินกว่าที่เผ่าพันธุ์ผู้โง่เขลาซึ่งเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากลิงอย่างเราๆจะสามารถเห็นได้ด้วยตามากนัก และการตะเกียกตะกายต่อสู้กับความอยุติธรรมของโชคชะตานี่ต่างหากที่ทำให้ชีวิตน่าสมเพชของมนุษย์งดงามขึ้นได้ ชีวิตคือเส้นด้ายเล็กๆแสนเปราะบางที่บางคนอาจมองว่าไร้ค่า ทว่าบางคนก็เฝ้าเพียรทะนุถนอมจะถักทอ ถ้าหากทุกวันนี้คิมแจจุงยังไม่เบื่อหน่ายและอยากจะดำเนินชีวิตโหลยโท่ยของเขาต่อ มีหรือที่ยุนโฮจะขัดศรัทธา อย่างน้อยเด็กนี่ก็รักชีวิต ถึงแม้ชีวิตของเขาจะไม่ได้สวยหรูเหมือนอย่างใครๆ

ยุนโฮเองก็เป็นคนรักชีวิตมากที่สุดคนหนึ่ง

เขาไม่อยากจะคิดอะไรให้มันซับซ้อน แต่จะถือซะว่าช่วยเอาบุญก็แล้วกัน

ยุนโฮสวมถุงมือยาง ก่อนจะแช่ล้างอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในเหล้า น้ำตาลใช้สมานแผล เป็นของธรรมดาสามัญที่หาได้ง่ายที่สุดและช่วยให้ทหารเดนตายรอดชีวิตจากมรภูมินรกมาแล้วนักต่อนักกลางป่า น้ำสะอาดผสมเกลือและเข็มหมักเนื้อใช้ต่อกับสายยางแล้วฉีดเข้าเส้น เขาห้อยขวดน้ำเกลือไว้เหนือหัวเตียง ก่อนจะเอื้อมไปปลดตะขอกางเกงแจจุง ยุนโฮไม่คิดว่ามันจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีเท่าไหร่ กระสุนเจาะร่างแจจุงจนเกือบทะลุ แต่ยังไม่ทะลุ มันฝังในอยู่ระหว่างอวัยวะชิ้นสำคัญ เขาต้องเอากระสุนออกมาก่อนที่แผลจะอักเสบ

“อมนี่ซะ” ยุนโฮสั่ง

หัวสเปรย์กระป๋องวิปครีมจ่ออยู่ตรงริมฝีปาก แจจุงมองมัน แล้วมองยุนโฮ “อะไร”

“อมนี่ซะ”

“ได้ยินแล้วล่ะ แต่จะให้อมทำไม”

“ฉันต้องรมยาสลบนาย”

“ด้วยกระป๋องวิปครีมเนี่ยนะ ไม่เอาน่า”

“นายอาจจะช็อคเพราะเสียเลือด หรืออาจจะเจ็บจนหัวใจวาย”

แจจุงเหลือบมองคีมหนีบในถาด เข็ม ไฟแช็ค กับผ้าก็อชจำนวนมาก เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก “ผมขอแค่เหล้ากับผ้าหนาๆไว้ให้กัดจนจมเขี้ยวก็พอ”

“เก่งนักนะ พ่อคนอัจฉริยะ นายดูหนังมากไปหรือไง”

ตากลมๆที่จ้องกลับมาเต็มตื้นไปด้วยประกายน้ำตาใสๆ “ผมไม่อยากให้คุณเห็นผมสลบตาเหลือกจนเหลือแต่ตาขาว”

แจจุงสลบเหมือด

 

 

ห้านาฬิกา แดดยามเช้าสาดเข้ามาทางหน้าต่างด้านทิศตะวันออก ชายหนุ่มได้ยินเสียงรถไฟขบวนแรกกำลังเดินทาง

เจ็ตแล็ค

ยุนโฮไม่ง่วงสักนิดและยังคงจ้องมองไปเบื้องหน้า บนโต๊ะกลมตัวเล็กด้านข้างเขา กระสุนสีทองหน้าตาบู้บี้แช่อยู่ในถาดแอลกอฮอล์ แจจุงนอนเปลือยอกอยู่บนเตียงโดยมีผ้าพันแผลพันรอบเอวและไขว้พาดไหล่ ยุนโฮมองเขาพลันอดไม่ได้ต้องเอื้อมมือไปเกลี่ยเส้นผมสีดำขลับเหมือนเส้นไหมออกจากใบหน้านั้นช้าๆ

เขาควรโทรหาชางมิน

ป่านนี้น้องชายเขาคงกำลังจิกทึ้งศีรษะตัวเองและร่ำๆจะตะกายข้างฝา ยุนโฮหยิบโมโตโรล่ารุ่นฝาพับออกมาจากกระเป๋ากางเกง เปิดฝา แล้วกดปุ่มโทรออกไปยังชื่อผู้ติดต่อที่เขามั่นใจว่าเป็นชื่อสิ่งมีชีวิตเพียงชื่อเดียวในหน่วยความจำโทรศัพท์เครื่องนี้

เสียงสัญญาณยังไม่ทันดังก็มีคนรับสาย

“...ยุนโฮ?”

“อือฮึ?”

“ยุนโฮ!” ปลายสายตะโกนเสียงลั่นจนยุนโฮต้องรีบดึงโทรศัพท์ออกจากหู “พระเจ้าช่วย ยุนโฮ พี่ยังไม่ตาย!”

“ใจเย็นน่า ชางมิน ฉันไม่เป็นไร”

“แล้วทำไมพี่ไม่โทรมา ให้ตายสิ รู้ไหมผมกลัวแทบบ้า”

“กลัวว่าฉันจะตายน่ะเหรอ”

“ก็เออน่ะสิ!”

ยุนโฮเลิกคิ้ว “ทำไมต้องกลัวด้วย แค่ไปทวงเงินเอง”

เงียบ

“ใช่ไหมล่ะ มิน”

ชางมินหายใจฟืดฟาดราวกับหมูป่า “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น พี่ทำอะไร”

“ไรเดอร์ตายแล้ว”

“ว่าไงนะ?”

“ไรเดอร์กับชาวคณะตายแล้ว”

“พี่ฆ่าพวกนั้นเหรอ!?”

“ใช่”

“ฆ่าทำไม!? ผมบอกพี่แล้วใช่ไหมว่าอย่าทำตัวบ้าดีเดือด พี่สัญญากับผมแล้วนี่!”

“อ๋อเหรอ แล้วนายรู้อะไรไหม ฉันออกจะแปลกใจนิดหน่อยที่ฉันกับไรเดอร์ไม่ได้ทำไฮไฟว์ หอมแก้มกันซ้ายขวา แล้วถ่ายรูปคู่กับซองเงินก่อนฉันจะออกจากบาร์ มีคำอธิบายไหมล่ะ จองชางมิน?”

ชางมินไม่ตอบคำถาม หากสบถว่า “พี่ต้องบ้าไปแล้วแหง”

ยุนโฮไม่ชอบน้ำเสียงแบบนี้ของชางมินเลย โดยเฉพาะเมื่อชางมินใช้มันกับเขา ความหงุดหงิดเล็กๆแล่นพล่านอยู่ในใจ คันยิบเหมือนถูกแมลงกัดกิน นี่ชางมินไม่รู้จริงๆใช่ไหมว่าเขาทำทุกอย่างนี้ไปเพื่อใคร

“อย่าทำมาเป็นสั่งสอนฉัน” ยุนโฮกัดฟัน พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้สั่นเทา

ชางมินแค่นหัวเราะ “นี่มันน่าขำชิบเป๋งเลย พี่ไปเหยียบตาปลาพวกนั้นเข้า แถมผมยังไม่ได้เงินคืนซักแดง”

“ดีใจที่นายยังพอมองเห็นด้านดีๆนะ”

“พี่เห็นบอดี้การ์ดติดอาวุธทำไมไม่กลับออกมา”

“จะให้สามคนนั้นตายหรือจะรอให้พวกรัสเซียมาฆ่านายตายล่ะ”

ยุนโฮคงคิดว่าชางมินวางสายไปแล้วถ้าหากว่าเขาไม่ได้หายใจดังขนาดนี้

“นายยังติดค้างคำอธิบายฉันอยู่ชุดใหญ่เลยนะ”

ในที่สุดชางมินก็ถอนใจ “เราข้ามเรื่องนี้กันไปก่อนได้ไหม นะพี่ ผมขอร้องล่ะ มาช่วยผมคิดดีกว่าว่าจะเอายังไงกันต่อ พวกรัสเซียอยากเห็นเงินพรุ่งนี้ ผมต้องมีเงินไปให้พวกนั้น”

“นายมีแผนบีไหมล่ะ”

“คิดว่ามี”

“ว่ามา”

“รถไฮบริด ผมมีนัดคุยกับลูกค้าแปดโมงครึ่งวันนี้ พี่มารับผมที่อู่ตอนแปดโมงเช้านะ”

“ได้สิ”

“ยุนโฮ”

“หืมม์?”

“ผมขอโทษนะ ที่ตะหวาดพี่น่ะ”

“ลืมมันไปซะเถอะ”

 

.
.
.

 

ชางมินเรียกลูกค้าของเขาว่าคู่แฝดสปาดัสชี เขาคุยโม้เรื่องคนอิตาเลียนกลุ่มนี้ไปตลอดทาง และทำเหมือนเมื่อสักครู่พวกเขาไม่เคยทะเลาะกัน

สปาดัสชีที่แปลว่าดาบ

เวอร์จิลกับดันเต้ สปาดัสชี คอยพวกเขาอยู่แล้วที่ห้องแถวสภาพซ่อมซ่อในตึกอุปกรณ์การช่างซึ่งใช้เป็นจุดนัดพบ เวอร์จิลสวมสูทแบบเป็นทางการอย่างดี ส่วนดันเต้นั้นสวมแจ็คเก็ตหนัง กางเกงสกินนี่ยีนส์ กับรองเท้าบูตครึ่งแข้ง คนทั้งสองแลดูเหมือนกันโดยผิวเผิน ตาสีฟ้าสุกใสเหมือนกัน เส้นผมสีอ่อนประหลาดตาเหมือนกัน แต่ดันเต้นั้นผิวแทนและตัวเล็กกว่าพี่ชายนิดหน่อย ส่วนเรื่องบุคลิกกลับไม่ต้องพูดถึง แค่แววตาก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว

ห้องนั้นเป็นห้องเปล่า ร้อนอ้าว และเหม็นอับ ผนังปูนสี่ด้านเต็มไปด้วยรอยถลอก หน้าต่างบานเล็กถูกดึงมู่ลี่บานเกล็ดบังไว้ เวอร์จิลนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้เหล็กเพียงตัวเดียวในห้อง สปาดัสชีพาลูกน้องมาด้วยห้าคน อย่างน้อยก็เท่าที่ยุนโฮมองเห็น ชายหนุ่มเดินผ่านหลังสปาดัสชีคนพี่ไปยังหน้าต่างแล้วมองลอดช่องบานเกล็ดออกไป

ปากกระบอกไรเฟิ้ลโผล่รำไรเหนือขอบระเบียงดาดฟ้าตึกตรงข้าม

จู่ๆก็มีคนสะกิดไหล่เขา ยุนโฮหันขวับ สปาดัสชีคนน้องยืนยิ้มกริ่ม

“ศัตรูเราเยอะน่ะ” เขาพูด “แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เรามีศัตรูคนเดียวกัน”

“พวกรัสเซีย?”

ดันเต้พยักหน้า พอมองเขาใกล้ๆก็เห็นความแตกต่างเพิ่มขึ้นอีก เขาตาโตกว่าพี่ชาย ดวงตาสีฟ้าสว่างกลมโตเหมือนลูกแก้วเจียระไนที่มีแรงดึงดูดของแม่เหล็ก “เหมือนกับเจ้าพวกนั้นมาตั้งจักรวรรดิโซเวียตใหม่ที่ลิเบอร์ตี้เลยล่ะ เพราะงั้นไม่ว่านายจะเชื้อชาติไหน ตราบใดที่ไม่ใช่รัสเซียน เราก็เป็นเพื่อนกัน”

“แบบสงครามเย็นน่ะเหรอ”

“ใช่ สงครามเย็น”

ยุนโฮยักไหล่ เขาหันไปหาชางมิน “ฉันรอนายข้างนอกดีกว่า”

คล้อยหลังยุนโฮ ดันเต้กับเวอร์จิลก็สบตากัน

“เฮ้ย ชางมิน” ดันเต้เรียก “พี่นายได้ยีนดีไปหมดเลยว่ะ”

ชางมินขมวดคิ้ว “นายก็ด้วยนี่ ดันเต้”


 

ยุนโฮกลับมารอชางมินในรถ อากาศร้อนเกินไป เขาคิดถึงแชมพูสระผมกับอ่างอาบน้ำ

ขณะที่กำลังจะเอนเบาะลงแล้วพักสายตาสักเดี๋ยว รถยนต์วิลลาร์ดแฟ็คชั่นสีแดงก็แล่นเข้ามาเทียบยังฟุตบาธ

ราล์ฟ

ราล์ฟพูดโทรศัพท์ ยุนโฮเห็นมันไขกระจกลงแล้วเมียงมองขึ้นไปยังตึกที่ชางมินกับพวกสปาดัสชีคุยธุรกิจกัน

ราล์ฟน่ะหรือ ที่จริงราล์ฟไม่มีอะไรน่ากลัวเลย มันก็แค่จัณฑาลชั้นต่ำที่สมองหยุดเติบโตตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้าและเชื่อฝังหัวว่ารัสเซียยังคงเรืองอำนาจ ลำพังแค่ถูกแสงที่ตกกระทบเบเร็ตต้ากระบอกจิ๋วใต้แจ็คเก็ตของดันเต้แยงตาเข้าหน่อย มันก็คงวิ่งเตลิดหางจุกก้นไปถึงไหนต่อไหน ไม่ต้องพูดถึงไรเฟิ้ลกับนักแม่นปืนมือฉมังบนดาดฟ้าหรอก

แต่ราล์ฟเองก็คงประเมินตัวเองไว้แล้วเป็นอย่างดี มันถึงเอาแต่เดินท่อมๆอยู่รอบนอก และคอยรายงานให้ใครสักคนยังปลายทางฟัง ซึ่งจุดนี้นั่นเองที่ทำให้ยุนโฮวางใจไม่ได้

ชายหนุ่มรีบโทรหาชางมิน ทันทีที่ชางมินรับสาย เขาก็กรอกเสียงลงไป “เสร็จรึยัง”

“เรียบร้อยแล้ว มีอะไรเหรอ”

“รีบลงมา ออกทางประตูหลังนะ เดี๋ยววนรถไปรับ”

“อา โอเค”

แปลกอีกแล้ว ทุกอย่างแปลกไปหมด ยุนโฮไม่ได้ล้อเล่นเลยตอนที่บอกว่าชางมินยังคงต้องอธิบายหลายอย่างกับเขา เขาบิดกุญแจเพื่อสตาร์ทเครื่อง ล้อรถเบียดถนนคอนกรีตส่งเสียงดังเอี๊ยดเมื่อเขาหักพวงมาลัย

เหลือบมองหน้าจอเนวิเกเตอร์ ตอนนี้ยุนโฮอยู่บนถนนดิลลอน ชายหนุ่มยกมือขึ้นคลึงดั้งจมูกตนเอง ก่อนจะบังคับรถให้เลี้ยวอีกครั้งตรงสี่แยกตัดทัสคาโรราอเวนิวแล้วมองหาตรอกแคบๆที่จะใช้ทะลุไปยังด้านหลังตึก พอพบกับชางมินตรงครึ่งทางและรับเขาขึ้นรถเรียบร้อยแล้วจึงกลับรถไปใช้เส้นทางเอิร์ปสตรีท

ยุนโฮตรวจดูกระจกหลัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าราล์ฟไม่ได้ตามมาถึงได้หันไปหาชางมิน น้องชายเขากำลังยิ้ม

“ได้เงินมัดจำมาแล้ว เงินสดๆ” ชางมินว่าพลางควักปึกธนบัตรออกมากรีด “ผมแบ่งให้พี่สามร้อยละกัน”

“ซึ้งใจมาก น้องรัก”

“พวกสปาดัสชีนี่เยี่ยมสุดๆไปเลยพี่ว่าไหม”

“อืม ให้ความรู้สึกเหมือนพวกพรายในเดอะลอร์ดออฟเดอะริง”

ชางมินหัวเราะ และเป็นเสียงหัวเราะแบบเด็กๆนั่นอีกแล้วที่ชวนให้ยุนโฮพลอยยิ้มตาม ผู้อ่อนวัยกว่าเหน็บเงินสามร้อยเหรียญไว้ที่กระเป๋าเสื้อนอกของยุนโฮ

“ผมอยากกลับไปเจอเกรซจะแย่แล้วล่ะ”

“ไอ้เห่อ” เอื้อมไปขยี้ผมน้องชายเล่นด้วยความหมั่นเขี้ยว “ว่าแต่เงินพอใช้หนี้เหรอ”

ชางมินหยุดคิดสักพัก แล้วอยู่ๆหน้าเขาก็ถอดสี

“อะไร” ยุนโฮถาม

“งานนี้ผมตายแหงๆ”

 

.
.
.

 

“แค่งวดนี้งวดเดียวก็ไม่พอเหรอ”

“ไม่”

“นายติดเงินเขาอยู่เท่าไหร่กันแน่ ชางมิน ทำไมเท่านี้ถึงไม่พอ”

“ก็ถ้าพี่ไม่ทำพังที่ไทรแองเกิ้ลซะก่อนผมก็คงจะมีพอแล้วน่ะสิ!”

ชางมินกระแทกปิดประตูรถ เขาบันดาลโทสะ เสียงทะเลาะดังสนั่นก้องไปทั่วโกดังจนเด็กๆในอู่ทั้งสามคนข่มความสนใจใคร่รู้ไว้ไม่ได้ พวกเขาชะเง้อมองมาจากด้านหลังซากรถที่ถูกชำแหละ คนหนึ่งเคลื่อนร่างที่นอนราบอยู่บนกระดานนอนออกมาจากใต้ท้องรถ

ยุนโฮมองชางมิน “โทษฉันเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“ทั้งที่ฉันพยายามปกป้องนายเนี่ยนะ”

“ไม่ใช่ ที่พี่ไม่เคยอยู่ตรงนี้เลยต่างหาก”

“นายพูดเรื่องอะไรของนาย นายเองก็รู้ว่าฉันมาตอนนั้นไม่ได้”

ชางมินไม่ฟัง “ผมขอร้องพี่เป็นพันครั้ง ผมกับแม่อ้อนวอนพี่”

“แต่แม่ไม่ได้เลือกฉัน ชางมิน เธอไม่เคยเลือกฉัน และฉันทนรับไม่ได้” แววตาของยุนโฮนุ่มนวลลง แต่ภายในใจของชางมินกลับหนักอึ้ง ยุนโฮเอ่ยถาม “นายบอกได้ไหมว่าทำไม”

เกรซเปิดประตูออฟฟิศออกมา “ชางมินคะ มีจดหมายถึงคุณแน่ะ”

ชางมินกระพริบตาถี่ๆเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ “เอาไว้ก่อน ที่รัก”

“แต่ฉันว่าคุณควรดูนี่นะคะ”

แววตาที่ยุนโฮใช้มองเขาก่อนที่เขาจะผละไปเสียดแทงเข้าไปถึงหัวใจชางมิน แก้วหูเขาตึงตื้อจนต้องกลืนน้ำลาย รู้สึกเหมือนเพิ่งถูกรถบรรทุกชนไม่มีผิด เขารับซองสีน้ำตาลมาฉีก ก่อนจะต้องอุทานด้วยความประหลาดใจ

ด้านในมีข้อความสั้นๆ กับเช็คเงินสดมากพอจะช่วยผัดผ่อนหนี้ให้เขาได้สามสี่งวด

 


“น้ำใจเล็กๆน้อยๆแทนคำขอบคุณที่ช่วยฝังกระสุน
ใส่กะโหลกเน่าๆของสามหน่อไทรแองเกิ้ล ฉันประทับใจมาก
รับประกันว่าแก๊งรัสเซียจะไม่มาตามตอแยนายสักพัก
ใช้เวลาช่วงนี้ให้คุ้มค่าล่ะ

จาก สหาย...”

 

“ใครกัน สหาย” ยุนโฮถาม

“มีพวกเดียวที่เรียกตัวเองว่าสหาย” ชางมินตอบ “พวกรัสเซีย”

 

To be continued...

 

OST. [ Here to stay ]

 

- - -

AN: โฮกกกกกกกกก เหนื่อยยยยยยยยยย (มาถึงก็บ่น -///////-)

ตั้งแต่กลับมาจากเที่ยว (ตั้งแต่วันพ่อ) รุ่งขึ้นเราก็ต้องไปเรียนทันที จนตอนนี้ก็ยังไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งสิ้น อยากให้ถึงวันหยุดยาวเร็วๆจังเง้อ ขอพักหายใจหน่อยก็ยังดีอ่ะ ㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ

ใกล้ปีใหม่แล้ว ก็หวังว่าทุกคนจะเคลียร์เรื่องราววุ่นวายในปีนี้ให้เสร็จ จะได้เริ่มต้นปีใหม่อย่างมีความสุขนะคะ ^_^
(อย่าได้เป็นเหมือนเรา หาความสุขแล้วค่อยทุกข์ทีหลัง 5555 สมน้ำหน้า -*-)