★ b.leaf ★ View my profile

Demon Authorized (22)

posted on 15 Nov 2009 19:31 by bleaf-me  in demon-authorized

Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^

 

 

- - -

 

22.

 

หอพักชายไม่เคยเงียบสงัดในเวลาแปดโมงเช้า ทว่าเมื่อใดที่ชองฮวาเริ่มบรรเลงบทเพลงของเขา ทุกๆ คน ไม่เว้นแม้แต่สายลมที่เคยพัดอย่างบ้าคลั่งก็มักจะสงบนิ่งราวกับกำลังเงี่ยหูฟัง

เสียงกีต้าร์จากห้องด้านข้างฉุดแทอุงไปที่ประตู ทำนองดนตรีแผ่วหวานปราศจากเสียงร้อง และนั่นทำให้เขาเข้าใจว่าเพียงอาศัยตัวโน้ตไม่กี่ตัวกับนักดนตรีที่ยอดเยี่ยม เพลงบางเพลงแม้ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อร้องสวยหรูก็สามารถเข้าถึงจุดลึกสุดของอารมณ์คนฟังได้

เจ้าของกีต้าร์กำลังเล่นเพลง ‘บีไฮด์บลูอายส์’ ของวง เดอะฮู เพลงที่ดังเป็นพลุแตกช่วงยุคเจ็ดศูนย์ และภายหลังถูกวง ลิมพ์บิสกิต นำมาขับร้องใหม่ในแบบฉบับที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์จนเกินทน ที่ต้องถึงกับใช้คำว่าเกินทนนี้ไม่ได้หมายความว่าเพลงอื่นๆ ของลิมพ์บิสกิตไม่ได้เรื่อง ตรงกันข้าม มันวิเศษสุดเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับ ‘บีไฮด์บลูอายส์’ ต้องยอมรับว่าพวกเขาทำพลาดอย่างมหันต์โดยการท่องตัวอักษร แอล.ไอ.เอ็ม.พี ซ้ำๆ แทรกในท่อนโซโล่ถึงสี่หน ซึ่งนั่นทำให้เวอร์ชั่นดั้งเดิมฟังดูดีกว่ามาก

พีท ทาวน์เซฮ์นด นักร้องนำและมือกีต้าร์ของวงร็อคในตำนานอย่าง เดอะฮู ถ่ายทอดเพลงนี้แทนความรู้สึกของผู้ชายเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้ากับความเหงาสุดมืดดำเบื้องหลังดวงตาบริสุทธิ์

เจ็บปวดกันเสียให้พอ เหล่ามนุษย์ผู้รักความทรมาน

ดาวน์โหลดเดี๋ยวนี้ที่ไอทูนส์

“สุดหล่อจ๋า” แทอุงถือวิสาสะผลักประตูเข้าไปโดยไม่เคาะ และนั่นทำให้บรรยากาศยิ่งน่าอึดอัดใจ เขาค่อยๆ หุบยิ้มเมื่อพบว่าคนที่อยู่ในห้องไม่ใช่ชองฮวา

เทบินนั่งหันหลังอยู่บนเตียงของเขา ประคองกีต้าร์โปร่งไว้ในอ้อมแขน ทุกอย่างแลดูขาวโพลนไปหมดเมื่อแสงแดดฉายย้อนเข้ามาทางหน้าต่าง

“สุดหล่อไม่อยู่” เขาหันมาเพียงเสี้ยวหน้า แสงสีขาวสะท้อนนัยน์ตาสีฟ้าจนสว่างเรืองไม่ต่างจากไพลินน้ำงาม มันเคยทำเอาแทอุงแทบช็อคในวินาทีแรกที่รู้ว่าสีผมสีตาของเทบินคือสิ่งที่พระเจ้าให้มาตั้งแต่เกิด เขาคือผลงานชิ้นเอกที่พระเจ้ารักใคร่ และสรรสร้างขึ้นอย่างทะนุถนอม

ชองเทบินมีภาพลักษณ์แบบนั้น

แต่ก็แค่ภาพลักษณ์เท่านั้นแหละ

“ชองฮวาล่ะ?” แทอุงถาม

“ซื้อกาแฟ”

“อ๋อ”

ความเงียบคืบคลานเข้ามา รูโหว่ระหว่างเขากับเทบินคือช่องว่างที่ไม่เคยผสานกันติดและดูจะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เทบินเป็นคนรูปหล่อ ไม่สิ เขางดงาม ไม่สิ อย่างเทบินต้องเรียกเลยว่า ระยิบระยับ คุณจะไม่สามารถจ้องมองเขาตรงๆ ได้เกินสองนาที เพราะนั่นอาจทำให้แก้วตาคุณบอดสนิทเหมือนการจ้องตาเปล่าเข้าไปในแสงจ้าของดวงอาทิตย์ กลิ่นหอมจากกายเขาทำให้จมูกคุณผิดเพี้ยน เพราะคุณจะไม่สามารถรับรู้กลิ่นอื่นใดได้อีกเลยนอกจากกลิ่นของเขา กลิ่นนี้จะติดจมูกคุณไปตลอดจนยากจะขจัดออกได้ เสียงพูดของเขาเหมือนมีเสียงสะท้อนแผ่วๆ เจืออยู่ มันทุ้มต่ำ หากกังวานใส ทุกครั้งที่คุณมองเขา คุณจะตกหลุมรักเขาและเกลียดชังเขาในเวลาเดียวกัน เพราะการทุ่มทั้งใจรักเขาอาจทำให้คุณถึงตาย

นอกจากพระเจ้าแล้วจะยังมีใครสมควรได้รับรูปลักษณ์เช่นนี้อีกหรือ?

มันมากเกินไปน่ะ

เขาไม่เคยชอบเทบินเลยจริงๆ

แทอุงยังคงยืนพิงกรอบประตูอยู่ ตอนที่เทบินเริ่มบรรเลงบทเพลงอีกครั้ง แทอุงฮัมเนื้อร้องตามไปด้วย พลางครุ่นคิดอะไรเรื่อยเปื่อยระหว่างที่รอชองฮวา

แต่แล้วจู่ๆ เทบินก็หยุดเล่น

“พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่งั้นเหรอ” เขาถาม

แทอุงสะดุ้งตื่นจากความคิดร้อยแปด เขามองไปรอบๆ ตัว หากไม่เห็นใครนอกจากตัวเขาเอง

“ฉันพูดกับนายนั่นแหละ คิดว่ากำลังทำอะไรอยู่งั้นเหรอ” เทบินถามซ้ำ

แทอุงผายมือ “ฉันเปล่าทำอะไรนี่”

“คืนที่โจจูมินตาย อูกยองแอบมุดรั้วหนีออกไปนอกวิทยาลัย ภาพเขาไปโผล่อยู่ในเทปวิดีโอวงจรปิดแถบที่เกิดเหตุ ตอนนั้นนายคุยโทรศัพท์กับเขาอยู่ แต่กลับบอกฉันว่านายไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ฉันจะถามอีกครั้งนะ พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่”

แม้จะไม่เห็นแววตา แต่แทอุงรับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกในน้ำเสียงนั้น

ความเงียบถาโถมเข้ามาอีกระรอก

“อย่าให้ฉันรู้เองนะ แทอุง เพราะถึงคราวนั้น อะไรๆ มันอาจจะยากเกินการควบคุมไปแล้วก็ได้”

แทอุงพูดอะไรไม่ออกจึงเลือกที่จะไม่ตอบ เขาทำเพียงถอยฉากเดินจากไปแต่เงียบๆ ทิ้งให้ประตูถูกเปิดค้างไว้เช่นนั้น

ทันทีที่พาตัวเองกลับมาถึงห้องพัก แทอุงรวบรวมกำลังเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นระริกอย่างยากลำบาก เขาบอกแก่กึนซอกที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเทน้ำร้อนลงไปในถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

“ฉิบหายแล้ว กึนซอก เทบินรู้ว่ะ”

น้ำเสียงร้อนรนทำเอาหนุ่มร่างตุ๊ต๊ะหน้าถอดสี “ตายโหง”

 

* * *

 

ลูกกลมๆ สีขาวลอยละลิ่วขึ้นสู่อากาศลูกแล้วลูกเล่า เสียงหัวโลหะกระทบลูกยางสามารถเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำของเขาได้เสมอ

ตอนที่ยูชอนจับไม้กอล์ฟ มันคือช่วงเวลาเดียวที่พ่อจะจดจ่อสายตาเอาไว้ที่เขา มือของพ่อกุมมือเขา คอยดูแลให้เขายืนในท่าที่ถูกต้องก่อนจะหวดไม้ เมื่อลูกกอล์ฟสีขาวกระดอนขึ้นไปยังกึ่งกลางขอบฟ้าสีคราม เมื่อนั้นพ่อจะประคองไหล่เขาเอาไว้ หันมายิ้มให้ พลางเอ่ยว่า “สโตรกนี้เยี่ยมมาก เก่งมาก ลูกพ่อ”

มันคือช่วงเวลาเดียวที่ยูชอนรู้สึกว่าเขาเคยเกิดมา เคยมีตัวตน และเขาเคยมีพ่อ

จากจุดที่ยูชอนยืนอยู่ตอนนี้ เขาสามารถมองเห็นจุนซูกับไม้กอล์ฟยี่ห้อไนกี้ เจ้าของใบหน้าหวานใสแต่งตัวไม่เหมือนคนที่เตรียมตัวมาไดรฟ์กอล์ฟเลยแม้แต่น้อย ทว่านั่นแหละคือความน่ารักของคนตัวเล็ก เขาสวมเสื้อยืดสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีแดงลายตาราง กับรองเท้าผ้าใบเย็บมือแบบพวกเด็กจิตรกรรมที่เข้าใจความหมายของคำว่าแฟชั่นยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด รองเท้าของเขาเป็นสีแดงฉูดฉาด ย้ำ แดงฉูดฉาด เส้นผมสีน้ำตาลทองเปล่งประกายเมื่อกระทบไอแดดจางๆ ช่างสว่างไสว และจุนซูสวมต่างหูเพชร จุดนี้จะลืมไปไม่ได้ เขาคล้องบัตรสมาชิกทั่วไปของอิเดนเบิร์ชกอล์ฟคลับ ในขณะที่ยูชอนคล้องบัตรวีไอพี

ยูชอนอมยิ้มอยู่กับตัวเอง ครั้นสัญญาณแห่งอดีตเปล่งเสียงเพรียกหา

“พี่ยูชอนฮะ ไม้กอล์ฟยี่ห้อไหนดีที่สุด”

“ไม่รู้สิ แต่ไทเกอร์ วู้ดส์ ใช้ไม้ของไนกี้”

“อืม...งั้น...ถ้าเกิดผมใช้ไม้ที่ดีที่สุดของไนกี้ ส่วนไทเกอร์ วู้ดส์ใช้ไม้กระจอกๆ จากจีน พี่ยูชอนว่าผมจะแข่งชนะเขาได้ไหม”

เขายังจำได้ว่าตัวเองหัวเราะเสียงดังขนาดไหนเมื่อได้ยินประโยคนั้น

กอล์ฟไม่เคยเป็นกีฬาที่จุนซูสนใจ จนกระทั่งพวกเขาพบกันและรักกัน ยูชอนไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาควรรู้สึกเช่นไร ณ เวลานี้...เวลาที่เขาเห็นจุนซูกับไม้กอล์ฟยี่ห้อไนกี้...

แก้มขาวแดงระเรื่อ ถูกแดดก็ไม่ได้ ถูกจูบก็ไม่ได้

คิมจุนซู

วงสวิงของจุนซูงดงามมาก แต่วิธีจับกริ๊ปของกลับทำให้ยูชอนขมวดคิ้ว จุนซูจับไม้กอล์ฟราวกับจับไม้เบสบอล แต่ก็อีกนั่นแหละ ความเป็นธรรมชาติเหล่านี้คือความน่ารักในแบบฉบับคิมจุนซู เขามีวิธีการของตัวเองสำหรับทุกเรื่อง ไม่ว่าใครจะพร่ำสอนเขาอย่างไร หรือบรรพบุรุษจะสืบสานกฎเกณฑ์ต่างๆ ต่อกันมาแต่ชาติปางไหน จุนซูไม่เคยสน เมื่อมีใครบอกให้ทำอย่างนั้น เขาจะทำอย่างนี้ก่อน รอดูซิว่าเพราะอะไรถึงทำแบบนี้ไม่ได้ เขาชอบคิดค้นหาวิธีลองผิดลองถูกจนกระทั่งพบหนทางที่ดีที่สุดเพื่อตัวเขาเอง ซึ่งนั่นทำให้ยูชอนประหลาดใจได้เสมอ

ไม่น่าเชื่อว่าพลังงานเชิงบวกมากมายมหาศาลจะสามารถเปล่งออกมาจากตัวคนคนเดียว คนตัวเล็กที่แลดูบอบบาง ไร้เดียงสา เสมือนว่าในหัวใจที่ยังเยาว์วัยมีวงจรซับซ้อนอันสามารถดูดซึมพลังงานต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความสมหวัง ความผิดหวัง แล้วก็ บูม ! พายุสุริยะ ปฏิกิริยารุนแรงทำให้เกิดการระเบิดอนุภาคพลังงานสูงสุดออกมา แผดเผา สว่างจ้า เปี่ยมไปด้วยชีวิต

มันคือความจริงที่ยูชอนจะไม่มีวันตระหนักได้เลย ถ้าหากวันนั้นจุนซูไม่ตบหน้าเขาฉาดใหญ่ ปลุกเขาให้ตื่นจากความลุ่มหลงในตัวเอง

ทันทีที่พวกเขาเลิกกัน ชมรมคนคลั่งปาร์คยูชอนก็ลุกเป็นไฟ ใครต่อใครต่างลงความเห็นว่าคงเป็นจุนซูนั่นเองที่แตกสลาย และยูชอนก็เชื่ออย่างนั้นด้วยในคราวแรก เขาจึงรอคอย รอคอยจนกระทั่งเส้นด้ายเส้นบางๆ ที่เรียกกันโดยสากลว่าความอดทนนั้นขาดผึง แล้วโลกก็ได้ประจักษ์แก่ความเป็นจริง เมื่อหนึ่งสัปดาห์อันแสนทุกข์ทรมานผ่านพ้น คนแรกที่จะเป็นจะตายกลับกลายเป็นยูชอน ไม่ใช่จุนซู

จิตใจคนเรามีกลไกการทำงานที่ซับซ้อน เชื่อเถอะว่ามันมากกว่าสัตว์สี่ขาหรือแม้แต่สัตว์เลื้อยคลานชนิดไหนๆ สัตว์เลือดเย็นบางสายพันธุ์มีความสามารถในการปรับสภาพตัวเองให้กลายเป็นสองเพศในตัวเดียวเมื่อตกอยู่ในสภาวะขาดคู่ แต่คนเราแปลกพิสดารและน่าขยะแขยงยิ่งกว่านั้น คือเราจะไม่มีวันรู้ว่าเราต้องการใครมากเพียงไหนจนกว่าจะสูญเสียคนคนนั้นไป และข้อสรุปนี้เป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่าเผ่าพันธุ์ของเราคือปัญญาชนผู้โง่เขลา เป็นแค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มที่สำคัญตัวเองผิด

จุนซูทำให้เขารู้สึกราวกับเป็นต้นพืชต้นเล็กๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยแสงสว่างจ้าจากดวงอาทิตย์เพื่อสังเคราะห์แสง เมื่อปราศจากแสงสว่าง ต้นพืชต้นนี้จะต้องตาย

ใช่ เขาพยายามเรียนรู้ วิธีที่จะอยู่ให้ได้โดยไม่มีจุนซู แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้

ในเวลาที่จุนซูยังคงงดงามเหลือเกินในสายตา

“นายต้องเหวี่ยงไหล่ ไม่ใช่เหวี่ยงแขน”

จุนซูสะดุ้งเล็กน้อยในอ้อมกอด เมื่อยูชอนสอดแขนโอบข้างลำตัวเขาแล้วประคองฝ่ามือคู่นั้นให้จับไม้ในท่าที่ถูกต้อง แผ่นหลังบางแนบชิดแผงอกอบอุ่น

“การเหวี่ยงแขนทำให้ไม้ไหว วิถีของลูกจะไม่นิ่ง” ร่างที่สูงกว่าไล้ฝ่ามือจากการเกาะกุมลงมายังส่วนล่าง สัมผัสต้นขาด้านในอย่างแผ่วเบา พลางกำชับให้จุนซูปรับแนวขนานระหว่างขากับไหล่ กลิ่นกายของจุนซูหอมยวนใจ ยูชอนอดไม่ได้ที่จะก้มลงซึบซับกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ จูบเบาๆ ตรงแนวลำคอขาว แล้วฉวยโอกาสขบเม้มริมฝีปากเบาๆ อย่างเอาแต่ใจ

จากนั้นจึงกุมมือจุนซูเอาไว้ และหวดลูก

“โฮลอินวัน”

จุนซูยืนนิ่งไม่ขยับ กระทั่งอีกฝ่ายยอมปล่อยมือเขา ก่อนจะค่อยๆ ประคองให้หันมาเผชิญหน้า ยูชอนจับแก้มจุนซู ยิ่งมองยิ่งรัก ยิ่งตัดไม่ขาด

“พี่ยูชอนโกหกตลอดเวลา” จุนซูพูด “โกหกจนผมแยกไม่ออกแล้วว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนหลอก”

“นายเดาไม่ออกหรอกว่าฉันกลัวแค่ไหน”

“ผมแค่อยากให้เราพูดความจริงกัน”

“แต่ฉันไม่อยากเสียนายไป” เขาพรมจูบเบาๆ บนผิวแก้มที่แดงเรื่อ แล้วแนบหน้าผากไว้ด้วยกัน “ตอนเธอโผล่มา ฉันไม่รู้ว่าจะต้องรับมือกับมันยังไง ฉันเองก็ทำระยำตำบอนกับเธอไว้เยอะ”

จุนซูถอนใจ “พี่ยูชอนอ่านไดอารี่หรือยังฮะ”

ยูชอนส่ายหน้า

“เธอรักพี่ยูชอนมากนะ”

“ที่จริงมันก็ดูออกไม่ยากนักหรอก”

นั่นทำให้จุนซูชะงักเล็กน้อยกับคำตอบที่เขาไม่เคยคาดฝันว่าจะได้ยิน “พี่ยูชอนรู้มาตลอดเลยหรือฮะ”

ร่างสูงพยักหน้า “ฉันกลัว”

“กลัวการถูกรักงั้นหรือฮะ”

เขาส่ายหน้าอีก “กลัวที่จะรักตอบ”

“พี่ยูชอนรักเธอ?”

“แค่เพื่อนเท่านั้นแหละ” ยูชอนสารภาพ “แต่ฉันรักนายจริงๆ นะ จุนซู ขอร้อง ให้โอกาสฉันได้แก้ไขเรื่องของเรา ฉันจะเชื่อทุกคำที่นายพูด”

ทาบฝ่ามือบนหลังมือที่กำลังลูบสัมผัสแก้มเขาเบาๆ จุนซูปิดเปลือกตาลงแช่มช้า “พี่ยูชอนจะรับไหวหรือฮะ”

“บางเรื่อง...ต้องเจอกับตัวถึงจะเข้าใจ” ก่อนจะจูบจุนซูที่ริมฝีปาก นุ่มนวล อ่อนโยน

ไม่มีใครรู้เวลาผ่านล่วงเลยไปนานแค่ไหนในอ้อมกอดของกันและกัน จนกระทั่งยูชอนเป็นฝ่ายทำลายความเงียบในที่สุด

“คิดว่าถ้านายไม่ยอมยกโทษให้ฉัน ฉันคงต้องตายแน่ๆ”

“ทำไมหรือฮะ ปาร์ค บอนด์ จะยอมฆ่าตัวตายเพราะช้ำรักหรือไง”

“แจจุงจะแหกอกฉันก่อนทันหาซื้อเชือกมาผูกคอนะสิ”

รอยแตกตรงมุมปากยูชอนยังคงมีให้เห็นอยู่

จุนซูหัวเราะ

“แล้วก็ชมรมคนรักคิมจุนซูอะไรนั่นอีก”

“หืม?”

“เด็กพวกนั้นเอาสเปรย์มาพ่นล็อคเกอร์ฉันว่า ‘ไอ้สวะ’ ตัวเบ้อเริ่ม”

จุนซูหัวเราะอีก เป็นเสียงหัวเราะที่แสนสดใส จุนซูทำให้ยูชอนตกหลุมรักอีกครั้ง เมื่อจุนซูยิ้ม เมื่อจุนซูหัวเราะ เมื่อจุนซูโอบกอดเขาเอาไว้ แล้วบอกรักเขาด้วยความจริงใจ

มันคือช่วงเวลาเดียวที่ยูชอนรู้สึกว่าเขาเคยเกิดมา มีตัวตน และรักเป็น

 

* * *

 

แรกเช้าของวันที่เธอตบเท้าผ่านประตูออฟฟิศ ชยอนอาราสังเกตเห็นไฟสีแดงจากเครื่องรับโทรสารกับสัญญาณเตือนดังถี่

มันคือข้อความแฟ็กซ์จากศาสตราจารย์คอลลิน เบลค ซึ่งมีเนื้อความว่า...

 

คุณชยอน คุณทำเอาผมแทบคลั่งไปเลย ผมไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่เห็น ตลอดระยะเวลากว่าห้าสิบปีที่ผมคลุกคลีอยู่กับหลักฐานทางประวัติศาสตร์และภาษาที่หายสาปสูญกว่าร้อยพัน กระดาษโบราณเหล่านี้คือการค้นพบที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดในรอบสหัสวรรษ คุณเข้าใจใช่ไหม ที่สุดในรอบสหัสวรรษ สหัสวรรษเลยทีเดียวนะ

หลังจากที่ผมใช้สารเคมีในการตรวจสอบอายุกระดาษ ผมค้นพบว่าวัสดุเหล่านี้มีอายุยาวนานพอๆ กับจดหมายเหตุในยุคสุเมเรียน ตัวอักษรที่ใช้เขียนเป็นภาษาท้องถิ่นที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับอราเมอิคมาก ทว่าเราคงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นอราเมอิคที่เราเข้าใจ มันทั้งเก่าแก่กว่าและซับซ้อนกว่า ณ ที่นี้ผมจึงขอสมมติชื่ออักษรตัวแปรเอว่า ภาษาโปเลียนาสไตน์

เพื่ออ่านข้อความในกระดาษโบราณนี้ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ฉลุลายตามรอยประบนแผ่นบล็อกอักษรที่ผมได้แฟ็กซ์ไปให้ จากนั้นทาบมันลงบนกระดาษโบราณ บล็อกอักษรของผมจะช่วยตัดทอนลายเส้นส่วนที่ซับซ้อนกว่าในภาษาโปเลียนาสไตน์ ให้กลายเป็นข้อความในภาษาอราเมอิค ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของคุณที่จะใช้ความรู้ที่ผมได้มอบให้ไปแล้วทั้งหมดอ่านข้อความ

ผมทำดีที่สุดแล้ว และหวังว่ามันจะช่วยคุณได้ การค้นพบนี้ล้วนเป็นผลงานของคุณทั้งสิ้น ดังนั้นได้โปรดบอกผมเมื่อคุณพร้อม เราสมควรจัดงานแถลงข่าวเกี่ยวกับการค้นพบอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้

ผมภูมิใจในตัวคุณ คุณชยอน


                                                                                       ลงชื่อ  ศจ. คอลลิน เบลค
                                                                        ภาควิชามานุษยวิทยา ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟเพนซิลวาเนีย


ปล. ไม่อยากจะเชื่อเลย พวกโปเลียนาสเตียนเคยมีอยู่จริง
นิกายโปเลียนาสเตอร์เคยมีจริง โอเอ็มจี !

 

อาจารย์สาวต้องใช้ความพยายามอย่างสุดกำลังในการสะกดกลั้นไม่ให้ตัวเองหัวเราะ

ศาสตราจารย์ผู้ทรงภูมิด้านมานุษยวิทยาวัยเจ็ดสิบกว่าๆ ที่ใช้ศัพท์แชทอย่างนั้นหรือ?

แอลโอแอล !

ในจำนวนข้อความแฟ็กซ์ที่เธอได้รับมีบล็อกอักษรดังกล่าวรวมอยู่ อาราจึงตั้งต้นใช้คัตเตอร์ บรรจงกรีดตามรอยปรุรูปไข่ปลาที่เบลคทำไว้ พยายามปราณีตกับทุกรายละเอียด ทั้งเส้นตะหวัด ความหนักเบา ทุกส่วนเว้าโค้งของลายอักขระ เป็นเวลากว่าสี่ชั่วโมงเต็มที่เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับแผ่นบล็อกจนในที่สุดก็แล้วเสร็จ

ความปวดเมื่อยแล่นริ้วขึ้นมาตามแนวสันหลังเป็นริ้ว หากเธอไม่รอช้า รีบทาบบล็อกอักษรลงไปบนกระดาษโบราณตัวต้นฉบับ ก่อนสิ่งที่เห็นจะทำให้เธอเผยยิ้มเศร้า ความรู้สึกหลายอย่างประเดประดังคละเคล้ากัน

“ฉันเคยจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้” เธอรำพัน “เหลวไหลงั้นเหรอ ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อโปเลียนาสเตอร์ด้วยซ้ำนอกจากพวกคลั่งประวัติศาสตร์กับนิทานปรัมปราอย่างนั้นเหรอ ไอ้สารเลวเบลลิงเจอร์เอ้ย” สบถชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาสมัยเรียนปริญญาโทออกมาอย่างอดรนทนไม่ได้ “ไอ้พวกเหยียดศาสนางี่เง่า”

อาราตื้นตัน เพราะสมัยเรียนโท เธอเคยคิดจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ เธอเสียใจ เพราะว่าภายหลังกลับถูกอาจารย์ที่ปรึกษาสั่งระงับทุนค้นคว้า ห้ามเธออย่างเด็ดขาดด้วยเห็นเป็นเรื่องเหลวไหล เธอเสียดาย เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีใครเคยค้นพบหลักฐานที่เชื่อถือได้ แต่ชางมินกลับเจอมันในตู้ล็อคเกอร์เก่าๆ ใต้อาคารหนึ่งในวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ช เจอมันในประเทศเกาหลี เจอมันที่แผ่นดินแม่ของเธอเอง

ช่างสวยงามเหลือเกิน

ภาษาโปเลียนาสไตน์ของพวกโปเลียนาสเตียน

นิกายโปเลียนาสเตอร์เคยมีจริง

“ ‘จารย์ฮะ วันนี้สอนไหมฮะ” เด็กชายแต่งตัวสไตล์โกธโผล่ศีรษะเข้ามาในห้องพักคณาจารย์ ดวงตาเขาปรือจนเกือบปิด พูดจายานคางไม่ต่างจากบทสวดของพระป่วยๆ

อาจารย์สาวผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นเขา “สอนสิคะ ทำไมถึงถามล่ะ จะไปไหนกันเหรอ”

“เปล่าฮะ แต่เห็นคาบเช้าบอกว่า ‘จารย์ไม่ได้ไปสอน”

“อ้อ ช่วงเช้าติดธุระนิดหน่อยน่ะจ้ะ” เธอโกหก “อืม หนูจ๊ะ เธอรู้จักปาร์คยูชอนไหม ที่ตัวสูงๆ ผอมๆ ขาวๆ เรียนการแสดง”

ลูกชายนอกไส้ของ มาริลิน แมนสัน เบ้ปากรังเกียจราวกับเธอเพิ่งอธิบายวิธีการสวนทวารให้เขาฟัง “รู้สิ ทำไมจะไม่รู้”

“ถ้างั้นฝากซองนี่ให้เขาทีนะ” อารารวบรวมเอกสารที่ได้ใส่ซองมะนิลา เธอฉีกกระดาษโพสต์อิทออกมาแปะลงบนจ่าหน้า จรดปากกาเขียนข้อความสั้นๆ ถึงยูชอนกับเพื่อนๆ

เด็กโกธรับซองมาอย่างงงๆ “มันก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรอ่ะนะ ‘จารย์ แต่ว่า...”

“ไม่มีคะแนนพิศวาสหรอกจ้ะ ทำๆ ไปเถอะ”

 

* * *

 

ยุนโฮมองจ้องซองมะนิลา แต่ไม่มีความกล้าที่จะเปิด

ยูชอนเหลือบมองชองฮวาที่กำลังดูดอมยิ้มจนแก้มตอบ ไม่วายดึงไม้อมยิ้มเข้าๆ ออกๆ จากริมฝีปากจนเกิดเสียง พลันขมวดคิ้วมุ่น หนุ่มลูกผู้ดีก่นเสียงครางเล็กๆ อย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันไปมองเทบิน

เมื่อเทบินพยักหน้า ยูชอนจึงแย่งซองของดร.ชยอนอารามาเปิดเสียเอง

“จะไม่รอชางมินก่อนเหรอ” ยุนโฮถาม

“ชางมินไม่มาหรอก แค่นี้เขาก็มีเรื่องให้ปวดหัวพออยู่แล้ว”

ยูชอนพูดไม่ผิด

บล็อกอักษรของชยอนอาราสามารถทาบลงบนแผ่นสำเนากระดาษโบราณได้อย่างสนิทพอดี แม้กระนั้นการอ่านร่างภาษาที่มีมาอย่างช้านานก่อนคริสตกาลก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายดายสำหรับนักศึกษาเอกภาพยนตร์ การแสดง และดนตรี ยูชอนยกฝ่ามือขึ้นลูบใบหน้า

“ฉันไม่รู้ว่าเรากำลังพยายามทำอะไรกันอยู่”

“ทำเท่าที่ทำได้ไงล่ะ” เทบินตอบ

“จะเอายังไงต่อ”

พวกเขาทุกคนนิ่งเงียบ เอาแต่จ้องมองข้อความอักษรเหล่านั้น

“โทรหาเฮจินสิ” ชองฮวากล่าว “จิกหัวมันมา”

 

.
.
.

 

ลีเฮจินจับดินสอด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาใช้ชี้ข้อความบนแผ่นบล็อกจากท้ายประโยคขึ้นมา ดวงตาเรียวเล็กแสนอิดโรยเบื้องหลังเลนส์แว่นสายตากระพริบถี่

“พี่เลิกอมไอ้นั่นซักทีได้ไหม” เขาพูด พลางพยักพเยิดไปทางจูปาจุ๊บของชองฮวา “กวนใจชะมัด”

ขณะนี้พวกเขาทั้งหมดนั่งกันอยู่บนโต๊ะไม้ขนาดหกคนนั่งในสวนด้านหลังหอสมุดอิเดนเบิร์ช บรรยากาศช่วงบ่ายไม่เชิงเงียบสงบนักในเวลาที่สมาธิคือสิ่งที่เฮจินต้องการมากที่สุด ใกล้กับลานกว้างมีผู้คนนับสิบ ต่างกำลังเพลิดเพลินกับการบรรเลงเชลโล่ของวงดนตรีคลาสสิค ถัดไปบริเวณรูปปั้นบีโธเฟน กลุ่มนักเต้นบีบอยเปิดวิทยุเสียงดังลั่น ราวกับตั้งใจจะหยามหยันบีโธเฟนด้วยดนตรีฮิปฮอปของโฟลว์-ไรดา ในเวลาเดียวกันก็พยายามทำท่าต้านทานแรงดึงดูดของโลกโดยการเอาหัวปักลงไปกับพื้นซีเมนต์ มันทำเอาเฮจินแทบบ้า ความรู้ทางด้านภาษานับสิบตบตีแย่งชิงพื้นที่ในหัวเขากันพัลวัน

“ใครขอให้นายวิจารณ์เหรอ” ชองฮวาตอกกลับ

“บอกให้อ่านก็อ่านเหอะว่ะ ไอ้กร๊วก” ยูชอนเสริม

เฮจินคิดว่าเขาแสดงสีหน้าไม่พอใจแบบสุดๆ ออกไปแล้ว ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย

ภาษาอราเมอิคต้องอ่านจากหลังมาหน้า เฮจินจึงต้องใช้นิ้วชี้และกลางของมือขวาไล่อักษรทีละตัวเพื่อกันความสับสน ในขณะที่มือซ้าย ซึ่งคือมือข้างที่เขาถนัด ขีดเขียนคำแปลคร่าวๆ ลงบนกระดาษเปล่าอีกแผ่น สมองของเขาสับสวิตช์การทำงานอย่างรวดเร็ว

“ครั้นลูซิเฟอร์ถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าจับโยนลงมาจากถิ่นสวรรค์ จอมมารถูกจองจำเอาไว้ในอาณาเขตนรกโลกันต์ และถูกบังคับให้ศิโรราบแก่มนุษย์ ดวงตาของมันอัดแน่นไปด้วยความเคืองแค้น มันเกลียดชังพระเป็นเจ้าและมนุษย์สกปรก จึงแหกคุกจนสำเร็จและก่อสงครามขึ้น เลือดมิคาเอลทั้งสี่ อันได้แก่ เอไลจาห์ โลฟิเอล อูริม และฮาล ปราบจอมมารได้ ก่อนจะร่ายเวทย์กักขังมันไว้ภายใต้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ อัครเทวทูตมิคาเอลมอบหมายให้อัศวินโปเลียนาสเตียนคนที่ห้านาม ซามาเอล เป็นผู้เฝ้าประตูนรกไว้”

เฮจินหยุดขยี้เปลือกตาใต้แว่นกรอบหนา แล้วว่าต่อ

“รูเบ็นนิมิตถึงความพยายามของสาวกจอมมารในการหักล้างเวทย์สะกดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าโปเลียนาสเตียน เพื่อนำจอมมารคืนสู่แสงและนำพาโลกให้ถึงการดับสูญ จะต้องบูชายัญผู้ถูกสาปแช่งหกร้อยหกสิบร่างในคืนวันพระจันทร์สีเลือด กับหกอีวา และอาศัยบุตรแห่งซูอาห์เป็นผู้ไขปราการสู่โลก”

ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาเลยแม้สักคำเมื่อเฮจินอ่านจบ

“นี่ฉันกำลังรอให้ใครสักคนพูดอยู่นะ” ยูชอนกล่าว เขากรอกตามองคนอื่นๆ ทุกคนยังคงเงียบสงัด “ไม่พูดเหรอ จะหัวเราะก็ได้นะ”

ยุนโฮโคลงศีรษะ “ถ้าชางมินอยู่ที่นี่ด้วยก็คงดี”

เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงพูดราบเรียบอันแสนคุ้นหูของชางมินดังขึ้นเบื้องหลัง

“เราต้องหยุดเรื่องนี้”

 

.
.
.

 

ทันทีที่พบกัน ชางมินเดินเข้าไปสวมกอดพวกพี่ๆ ทีละคน

ยุนโฮ ยูชอน ชองฮวา เทบิน

กอดแน่นและเนิ่นนาน

“เราต้องหยุดเรื่องนี้” เขาพูดประโยคเดิมอีกครั้ง ขณะซบใบหน้ากับบ่าเทบิน น้ำเสียงที่เคยหนักแน่นของเขาฟังดูไม่ต่างจากเสียงร้องไห้ของเด็กชายตัวน้อย

“นายเป็นยังไงบ้าง ชางมิน” ยุนโฮลูบหลังน้องชาย

ชางมินพยายามแค่นยิ้ม ทว่าล้มเหลว

“เราคิดถึงนาย”

“ผมรู้ครับ” ชางมินพยักหน้าช้าๆ “ผมก็คิดถึงพวกพี่”

“ทุกอย่างโอเคใช่ไหม” ชองฮวาถาม

“ไม่เลยครับ ไม่โอเค”

ไม่มีคำปลอบใจใดๆ อีก ไม่มีแม้แต่ทีท่าว่าจะพยายามปลอบกัน ความห่วงใยเพียงถูกส่งผ่านไปเป็นทอดๆ เมื่อเทบินกอดชางมินเอาไว้ ส่วนชางมินก็เอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ยุนโฮ ยุนโฮกึ่งๆ จะลูบหัวชองฮวา และชองฮวาที่กอดคอยูชอนอยู่ ในวินาทีนั้น ความเศร้าหมองไม่ได้ถูกหารห้า ในทางกลับกันมันกลายเป็นถูกคูณด้วยห้า บรรยากาศขุ่นมัวหนักอึ้งชวนทรมานเป็นทับทวี หากนั่นไม่ได้ทำให้ชางมินรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเลย

ในใจชางมินนึกถึงความหมายของคำว่าเพื่อนที่เคยได้อ่านผ่านตาจากฟอร์เวิร์ดเมล์ ความรู้สึกของเขากับพี่ๆ กลุ่มนี้เป็นอะไรที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าหากเพื่อนคือคนที่คุณจะสามารถแบ่งปันความสุขและความทุกข์ร่วมกัน เขากับพี่ชายกลุ่มนี้ก็คงเป็นมากกว่าคำว่าเพื่อน

เพราะพวกเขาทุกข์ด้วยกัน ไม่ใช่แบ่งปันกันทุกข์ พวกเขาจะเจ็บปวดและรู้สึกไปด้วยกันโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก เมื่อคนหนึ่งเจ็บ อีกคนจะเจ็บยิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาได้รู้ว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่กำลังเจ็บ อยากร้องไห้นักใช่ไหม ร้องเลยเดี๋ยวนี้ แล้วฉันจะร้องไปกับนายด้วย อยากตายนักใช่ไหม ยิงตัวตายเสียเลยสิ ถ้าไม่กังวลว่าฉันจะตายไปพร้อมนาย ยูชอนเคยบอกว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบพวกซาดิสม์กับมาโซคิสม์ แบบที่เมื่ออีกคนเครียดจัด อีกคนก็ไม่ลังเลเลยที่จะยื่นข้อมือให้อีกฝ่ายกรีดเพื่อระบายความไม่สบายใจ

มากกว่าเพื่อน พวกเขาคือครอบครัว

หลังจากหลอกใช้ลีเฮจินจนหนำใจแล้ว ยูชอนก็ถีบหัวส่งเด็กนั่นกลับไป

“แค่นี้อ่ะนะ !” เฮจินร้องทันทีที่ถูกไล่ “ไม่มีอะไรตอบแทนกันบ้างเลยเหรอ”

“มีสองอย่างให้เลือกสรรครับท่านสุภาพบุรุษ” ยูชอนเลียนลีลาขายสินค้าของ แอนโธนี ซัลลิแวน จากช่องทีวีไดเร็กต์ “รับอากาศ กดหนึ่ง รับตีน กดสอง”

แน่นอนว่าเฮจินเลือกรับอากาศ

ลับหลังเฮจิน ชางมินนำแฟ้มเอกสารเล่มหนาออกมาจากกระเป๋าเป้

“ผมเจอข้อมูลพวกนี้ในห้องทำงานของแม่ มันคือหัวข้อข่าวกับบทความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับโศกนาฏกรรมโบสถ์ต่อต้านเยซูในรอบสองร้อยปี ผมคิดให้ตายก็คิดไม่ออกว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในอิเดนเบิร์ชนี้ยังไง จนกระทั่งได้ฟังข้อความจากกระดาษโบราณเมื่อกี้”

เด็กหนุ่มดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแฟ้ม

“ข้อความในกระดาษโบราณบอกว่ามันคือความพยายามที่จะนำซาตานกลับมายังโลกของพวกสาวกปีศาจ วิธีการคือบูชายัญมนุษย์หกร้อยหกสิบหกศพ พี่ดูนี่นะ” เขาชี้บทความที่ตัดจากหน้าหนังสือพิมพ์เก่าๆ เขียนว่า ชาวบ้านหัวรุนแรงแห่เผาโบสถ์ต่อต้านเยซู เจ็บหนักสิบสาม กว่าสามร้อยถูกไฟครอกดับ “ปี 1988 เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โบสถ์ต่อต้านเยซูแถบชนบทไม่ไกลจากโซลนี่เอง ตามเนื้อข่าวบอกว่าชาวบ้านที่เคร่งศาสนาในตอนนั้นไม่พอใจที่มีการจัดตั้งกลุ่มต่อต้านพระคริสต์ เลยพากันไปประท้วงต่อต้านในขณะที่มีการชุมนุมในนั้น พวกเขาล็อคประตูหน้าโบสถ์แล้วจุดไฟ จากการปะทะกันทำให้มีชาวบ้านบาดเจ็บสิบสามราย ส่วนคนที่ถูกขังในโบสถ์ถูกไฟครอกตายเกลี้ยง สามร้อยสิบเอ็ดศพ”

“พระเจ้า” ยุนโฮอุทานอย่างไม่เชื่อหู “ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลย”

“ปีแปดแปด ปีเกิดพวกเราพอดี ตอนนั้นคงยังแบเบาะจนไม่รู้เรื่องอะไร” ยูชอนพูด

“ใช่ครับ ข่าวนี้ดังมากๆ อยู่ช่วงหนึ่ง แต่ท้ายสุดก็เงียบหายไป” ชางมินอธิบาย พลางหันไปค้นอะไรบางอย่างจากแฟ้ม “ผมค้นต่อไปจนเจอข้อมูลพวกนี้ในอินเตอร์เน็ต เมื่อปี 1922 มีโบสถ์ต่อต้านเยซูถูกเผาที่ซานตาโรซา ประเทศอาเจนตินา ตายร้อยเจ็ดสิบแปดศพ”

รายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในบทความจากอินเตอร์เน็ตที่ชางมินพิมพ์ออกมา

“ปี 1856 มีอีกโบสถ์ถูกเผาที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา ตายหกสิบเก้าศพ ผมเลยสืบย้อนไปอีก แล้วมันก็เป็นแบบที่ผมคิดไว้”

ชางมินมองหน้าเทบิน เทบินขมวดคิ้ว “อย่าบอกนะว่า...”

“ใช่ครับ มันเริ่มตั้งแต่ปี 1724 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี โบสถ์ต่อต้านพระคริสต์ถูกเผา มีคนตายยี่สิบสี่ศพ ทุกคนที่ตายในนั้นเป็นพระและแม่ชี ในปี 1790 ตายเจ็ดสิบแปดศพที่บูคาเรส โรมาเนีย แล้วก็มาเป็นที่ฟิลาเดลเฟีย ซานตาโรซา และที่ประเทศของเรา”

“ทุกเหตุการณ์เกิดในวันที่สามสิบเอ็ดตุลาคม” ชองฮวากวาดตาดูลำดับเหตุการณ์ที่ชางมินสรุปเอาไว้คร่าวๆ ในขณะที่เทบินกำลังคำนวณตัวเลขในใจ

1724, 1790, 1856, 1922, 1988

“ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันฮาโลวีนของทุกๆ หกสิบหกปี”

“มันจะเกี่ยวกับวันพระจันทร์สีเลือดอะไรนั่นหรือเปล่า” ยูชอนเสริม

ทุกคนเงียบ

เทบินเปลี่ยนมาคำนวณจำนวนผู้เสียชีวิต

ครั้งแรก 24 ศพ ครั้งที่สอง 78 ศพ ครั้งที่สาม 69 ศพ ครั้งที่สี่ 178 ศพ และครั้งที่ห้า ตายมากที่สุด 311 ศพ

“ทั้งหมดหกร้อยหกสิบศพที่ตาย”

ชางมินนำหัวข้อข่าวที่ถูกปากกาเน้นข้อความขีดทับไว้อย่างมั่วๆ ขึ้นมา ใกล้กันนั้นมีลายมือของ ศจ.ดร.ชิมเฮียวริน เขียนกำกับเอาไว้ว่า ‘บูชายัญหมู่?’

“ทีนี้...เราลองมาตั้งข้อสันนิษฐานง่ายๆ กันดูนะว่า ถ้าหากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างพอเหมาะพอเจาะเหล่านี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ” เขาไม่เชิงแย้มยิ้มอย่างผู้มีชัยเช่นทุกครั้ง หากเป็นรอยยิ้มอันกระอักกระอ่วน “แต่เป็นความตั้งใจของคนบ้ากลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นมาจุดไฟเผาตัวเอง ชาวบ้านพวกนั้นเป็นแค่แพะรับบาป”

ชองฮวาทวนข้อความในกระดาษโบราณทันที “เพื่อนำจอมมารคืนสู่แสงและนำพาโลกให้ถึงการดับสูญ จะต้องบูชายัญผู้ถูกสาปแช่งหกร้อยหกสิบร่างในคืนวันพระจันทร์สีเลือด กับหกอีวา และอาศัยบุตรแห่งซูอาห์เป็นผู้ไขปราการสู่โลก”

ชางมินพยักหน้าเบาๆ “พวกเขาสังเวยผู้ถูกสาปแช่งหกร้อยหกสิบศพไปเรียบร้อยแล้ว”

“ทีนี้ก็เหลือหญิงสาวพรหมจรรย์อีกแค่หกคนอย่างนั้นเหรอ” ยูชอนรำพึงรำพันอย่างใช้ความคิด

“ไม่ใช่ครับ เหลืออีกศพเดียวต่างหาก”

วงดนตรีคลาสสิคกับกลุ่มนักเต้นบีบอยยังคงวาดลวดลายในลีลาที่แต่ละฝ่ายต่างถนัด ทว่าสำหรับเด็กหนุ่มทั้งห้า ทุกอย่างรอบกายราวกับหยุดชะงักและกำลังจะโค่นลง เสียงดนตรีอึกทึก หากพวกเขาไม่ได้ยินสัญญาณอื่นใดนอกจากเสียงสวดมนต์เบาๆ ของยุนโฮ

“เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นคงเป็นฝีมือของพวกงี่เง่าที่สวามิภักดิ์ซาตาน อย่างน้อยนั่นคือสิ่งเดียวที่เรารู้ ในขณะที่ตำรวจยังจ้องหาโอกาสเล่นงานแม่ผม ยังมีคนบริสุทธิ์อีกคนตกเป็นเป้า” ชางมินเอ่ยอย่างขมขื่น ซุ่มเสียงสั่นเครือ “เราต้องตามหาหญิงพรหมจรรย์คนสุดท้ายเพื่อยุติเรื่องบ้าๆ นี่”

ทุกอย่างยังคงนิ่งสนิท...เงียบสงัด...

“ว่าแต่เราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าใครคือรายต่อไป” ยุนโฮยังอดสงสัยไม่ได้

“ฉันว่ามีคนนึงที่รู้นะ” ชองฮวาพูด ก่อนเหลือบมองยูชอน

ยูชอนกลืนน้ำลายดังเอื๊อก “จุนซูรู้”

 

* * *

 

ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่เขาจะปล่อยให้ร่างกายจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราคือ แผนการทำลายโลกของพวกสาวกซาตานกับใบหน้าชุ่มเหงื่ออันแสนงดงามของแจจุง

ห้าทุ่มครึ่งคืนนั้น ยุนโฮตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกชาหนึบไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย กลิ่นหอมของผลไม้ชนิดหนึ่งโชยสะกิดนาสิกประสาท

เป็นแจจุงนั่นเองที่นอนหนุนแผงอกเขา ลมหายใจแผ่วเบาผ่อนเข้าและออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เส้นผมของแจจุงเป็นกลิ่นสตรอว์เบอรี่ กลิ่นเดียวกับแชมพูเด็กยี่ห้อโปรดซึ่งผลิตในญี่ปุ่น หอมหวาน ยวนใจ และปลอบประโลม ยุนโฮเผยรอยยิ้มอ่อนโยนทุกครั้งที่จ้องมองใบหน้าของคนในอ้อมแขนอย่างรักใคร่

สโนว์ไวท์กำลังหลับสนิท ริมฝีปากสีแดงเลือดเผยอเชิญชวนรอรสจูบจากเจ้าชาย

ยุนโฮจูบแจจุงเบาๆ ที่ปาก

“ฉันต้องไปก่อนนะ” เขาพูด ปลุกแจจุงให้ตื่นจากฝันหวาน ร่างเพรียวครางเบาๆ สะลึมสะลือ

แจจุงเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา ดวงตาสวยๆ ยังหรี่ปรืออยู่เล็กน้อย

น่ารักเหลือเกิน

ยุนโฮอดไม่ได้ โน้มตัวฉวยจูบจากเขาอีกที คราวนี้ที่แก้มขาวใส

“เพิ่งห้าทุ่มเองนะครับ นอนต่อเถอะ” แจจุงบิดตัวอย่างเกียจคร้าน เขาจูบยุนโฮเบาๆ ที่หน้าอก เรื่อยไปยังแนวไหล่แกร่ง แล้วขดตัว กระชับกอดอีกฝ่ายแน่นขึ้น ท่าทางไม่ต่างจากลูกแมวหวงเจ้าของ แจจุงรักทุกวินาทีที่มียุนโฮอยู่ในอ้อมแขน รักทุกรอยจูบ รักทุกสัมผัส มันทำให้เขาพอใจ ใบหน้าหวานซุกลงกับซอกคอคนเป็นรุ่นพี่ พลางครางเรียกชื่ออีกฝ่าย “ยุนโฮ...”

นั่นยิ่งทำให้การบอกลายากยิ่งขึ้นไปอีก

“แจจุง ขอฉันไปดูแม่หน่อยนะ สัญญาว่าจะกลับมาก่อนนายตื่น”

แม้เพียงน้อยนิด หากยุนโฮก็รู้สึกได้ว่าลมหายใจของแจจุงติดขัดทันทีที่ได้ฟัง เขาเอ่ยทั้งที่ยังหลับตา “คุณแม่ของรุ่นพี่คงห่วงมากกว่าถ้ารู้ว่าลูกชายต้องขับรถคนเดียวดึกๆ ดื่นๆ ทั้งที่ยังเมาไอ้ยาโคลมิพราไมน์นรกนั่นอยู่ เพียงเพื่อแวะไปเจอหน้าเธอแค่สองสามชั่วโมง”

“น่านะ แจจุง” ยุนโฮประคองใบหน้าคนรักเอาไว้ในอุ้งมือ แล้วจูบปะเหลาะตรงริมฝีปากนุ่ม “ฉันห่วงแม่จริงๆ” จูบอีกครั้ง หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง จนในที่สุดแจจุงก็ลืมตา แววความไม่พอใจฉายชัดนัยน์ตาสีนิลคู่นั้น

ยุนโฮยิ้มเศร้า

แจจุงว่า “แบบนี้ทุกที”

“ทันทีที่ลืมตา นายจะเห็นฉันเป็นคนแรก”

“ผมเกลียดรุ่นพี่ตรงนี้นี่แหละ” เขาหมายใจจะแสร้งทำเป็นโกรธ หากยุนโฮไม่จูบเขาที่รอยปานสีน้ำตาลอ่อนบริเวณลำคอเสียก่อน ยุนโฮเอ็นดูสัญลักษณ์ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดของเขานี้ แจจุงหัวเราะในลำคอเบาๆ “ไปซะครับ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจ แล้วจับรุ่นพี่ล่ามเอาไว้กับขาเตียง”

“ขอบคุณ แจจุง”

“เมื่อคืนเยี่ยมมากเลย”

ยุนโฮยิ้ม “ขอบคุณ แจจุง”

ยุนโฮลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า แจจุงยังไม่ยอมละสายตาจากเขา ไม่เคยมีสักคืนที่ยุนโฮจะอยู่กับเขาตลอดจนเช้า บางครั้งแจจุงก็นึกน้อยใจ เขาเกลียดการนอนคนเดียวในโรงแรม สถานทีที่มีแต่กลิ่นอายแห่งความตาย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

กระทั่งยุนโฮจูบลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนปิดประตูบานนั้นลง แจจุงค่อยใช้ผ้าห่มสีขาวห่อหุ้มร่างกาย เขาลุกขึ้นจากเตียงไปแหวกม่านดูที่หน้าต่าง เห็นรถยนต์ของยุนโฮเลี้ยวขวาหายลับไป

ตอนนั้นเองที่เขาเห็นชายวัยกลางคนลุกลี้ลุกลนผลุบกายหลบเบื้องหลังเงาไม้ ใต้แสงสว่างโร่จากป้ายไฟ ‘เรดฮัมมิงเบิร์ดโมเต็ล’

แจจุงกระตุกยิ้ม เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ ชายวัยกลางคนผู้นั้นยังคงมองตรงมายังเขา

ไอ้โง่เอ้ย...

สัญญาณดังอยู่ยาวนาน จนระบบตัดเข้าสู่บริการรับฝากข้อความ เบื้องหลังเสียงปี๊บ แจจุงกรอกเสียงลงไป

“แจ้งเหตุครับสารวัตร ชายอ้วนพุงพลุ้ยท่าทางโรคจิตกำลังสะกดรอยตามผมอยู่” เขาแอบหัวเราะเบาๆ ให้กับมุกตลกร้ายของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด อ้อยอิ่ง กวนโมโห “ถ้าพ่อคิดจะเลื่อนขั้นให้นายแต่งกายยอดแย่นี่จริงๆ ล่ะก็...ลองคิดทบทวนดูให้ดีก่อนนะครับ หมอนั่นทำผมรู้ตัวตั้งแต่วันแรกที่ถูกตาม เพื่อหน่วยที่รักของพ่อเองนะ”

เขากดวางสาย รอยยิ้มรักสนุกเลือนวับไปจากใบหน้าสะสวยในฉับพลัน

แจจุงยื่นนิ้วกลางออกไปนอกหน้าต่าง

“ไปลงนรกซะ ไอ้แก่”

 

* * *

 

สามชั่วโมงก่อน จองจีอึนได้รับโทรศัพท์ปริศนา

ตอนนั้นเธอกำลังล้างจานอยู่ในครัว จึงรีบล้างและเช็ดมือจนสะอาด ก่อนจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เสียงจากปลายสายดังอู้อี้จนยากจะฟังออกว่าเป็นหญิงหรือชาย

“เธอต้องชดใช้”

เธอหรือเขาคนนั้นบอกเธอ

ขณะกำลังอ่านพระคัมภีร์อยู่บนเตียง จีอึนเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังอยู่เป็นระยะ ทุกลมหายใจเข้าออก เธอคิดถึงยุนโฮ นึกเป็นห่วงว่าเขาจะกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน จะเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือไม่ เขาได้ทานอะไรหรือยัง ตั้งแต่เล็กจนโต ยุนโฮไม่ใช่คนเหลวไหล และเธอก็เชื่อใจเขาในแบบนั้น หากด้วยจิตใจของคนเป็นแม่ทั่วไป เธอไม่เคยข่มตาหลับลงได้เลยจนกว่าจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถของลูกชายแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน

ลูกเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเธอ

เมื่อครั้งยุนโฮอายุสองเดือน นั่นคือครั้งแรกที่จีอึนเข้าใจความหมายของคำว่าใจแทบขาด ตอนนั้นยุนโฮยังเล็กมาก เปราะบาง และหวาดกลัว ในคืนฝนตกลูกเธอไม่สบายหนัก เขามีไข้สูง ร้องกระจองงองแงไม่หยุดตลอดคืน จีอึนในวัยเพียงสิบห้าไม่รู้ว่าเธอควรทำเช่นไร บ้านของเธออยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านมาก และเธอก็ยากจนมากจริงๆ เธอได้แต่อุ้มลูกชายเอาไว้ในอ้อมแขนแล้วครวญไห้ไปกับเขา เสียงลูกกรีดร้องเปรียบเสมือนปลายมีดที่ทิ่มแทงเธอ เธอเองยังเด็ก เธอไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการเป็นแม่ รู้เพียงอย่างเดียวว่าเธอรักลูก...รักเขาสุดหัวใจ และเธอต้องขาดใจตายหากลูกชายเป็นอะไรขึ้นมา โชคดีเหลือเกินที่คืนนั้นหลวงพ่อคริสโตเฟอร์รู้สึกสังหรณ์ใจจึงมาเยี่ยมเยือนเธอ คุณพ่อสั่งให้เธอต้มน้ำร้อน แล้วใช้ไอน้ำอุ่นประโลมร่างกายน้อยๆ ของยุนโฮ

จีอึนไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอยิ้มอยู่กับตัวเองนานเท่าไหร่ ทันทีที่ครุ่นคิดถึงเรื่องราวในอดีต ตอนนั้นเธอร้องไห้เจียนตาย หากในวันนี้กลับหันไปยิ้มให้มันได้ กาลเวลาช่างเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ยิ่ง

“แม่ครับ” ยุนโฮเคาะประตูทั้งๆ ที่เข้ามายืนอยู่ในห้องนอนของคนเป็นแม่จนเต็มตัวแล้ว เรียกให้จีอึนสะดุ้งตื่นจากภวังค์

เธอเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง

ตีสองแล้ว

“ลูกรัก” เธออ้าแขนออก และยุนโฮเข้าใจสัญญาณนั้น เด็กหนุ่มโผเข้าไปสวมกอดร่างกายบอบบางของเธอ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าสองมือคู่น้อยนี้เคยประคองกายทั้งกายของเขาเอาไว้ เทียบกับในเวลานี้ที่แม่ดูเล็กจ้อยเหลือเกินในอ้อมแขนเขา

ยุนโฮถือโอกาสนี้ฉวยมือเธอขึ้นมาจูบ

“ยังไม่นอนอีกหรือครับ” เขาถาม

“กำลังจะนอนแล้วจ้ะ” เป็นอันเข้าใจกัน จีอึนจะนอนได้ก็ต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่าลูกชายถึงบ้านอย่างปลอดภัย

ยุนโฮล้มตัวลงนอนหนุนตักแม่ เขาจ้องมองใบหน้าของเธอที่โน้มลงมา เธอหอมเขาเบาๆ ตรงหว่างคิ้ว

“เหนื่อยหรือจ๊ะ”

“ก็นิดหน่อยครับ”

“หนึ่งวันอันยาวนานสินะ”

“ครับ หนึ่งวันอันยาวนาน” รอยยิ้มของยุนโฮงดงามสดใสประหนึ่งดวงตะวัน

“แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องกลับบ้าน ขับรถดึกๆ ดื่นๆ แม่เป็นห่วงนะ”

“ผมก็ห่วงเหมือนกันถ้าแม่ไม่เป็นอันหลับอันนอนเพราะห่วงผม” เขาทำปากยื่น

จีอึนหยิกแก้มเขา แล้วจูบเขาอีกครั้ง ทั้งแม่ทั้งลูกประสานเสียงหัวเราะไปพร้อมกัน

“แม่ครับ คืนนี้ผมขอนอนด้วยคนได้ไหม”

ประโยคนั้นทำเอาจีอึนประหลาดใจไม่น้อย “หืม ทำไมล่ะจ๊ะ กลัวผีในตู้เสื้อผ้าเหรอ”

“เรื่องที่โรงเรียนน่ะครับแม่”

เขาเล่าทุกอย่างให้เธอฟัง และเธอก็ฟังอย่างเอาใจใส่ โดยพยายามไม่แสดงออกให้เขาเห็นว่าเธอรู้สึกอย่างไร ในช่วงเวลาที่ลูกชายอ่อนแอ เธออยากจะเป็นไม้ค้ำที่คอยโอบอุ้มเขา

“พระเจ้าเกลียดเราหรือเปล่าครับแม่” เขาถาม

หัวใจจีอึนคล้ายถูกบีบรัด ทันทีที่เห็นประกายน้ำตาในตาลูกชาย “จงอย่ามีความเคลือบแคลงสงสัยในตัวพระองค์นะจ๊ะ”

“ผิดไหมครับแม่ที่ผมจะกลัวความตาย ผมอดคิดไม่ได้ว่าเพราะอะไรคนเราถึงกลัวตายกันนักหนา เพราะเราเป็นห่วงชีวิตที่เหลืออยู่กับคนที่เรารัก หรือเพราะว่าเราทุกคนต่างรู้ดีว่าตัวเองคู่ควรกับนรก”

“อย่าพูดแบบนั้นอีกนะจ๊ะ”

“ทำไมล่ะครับแม่”

“ลูกของแม่ไม่มีทางตกนรก” เธอกอดเขาเอาไว้แนบอก “เชื่อมั่นในความดีเถอะนะลูก”

ก่อนจะผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์ยาโคลมิพราไมน์ ยุนโฮฝากให้เธอช่วยปลุกเขาตอนตีสี่ ถึงแม้จะเป็นห่วงเวลาพักผ่อนของเขา หากจีอึนก็รับปากลูกเป็นมั่นเป็นเหมาะ เธอรักลูกชายของเธอ ในใจเธอพร่ำพูดแต่คำคำนี้ ราวกับความพยายามสุดท้ายของคนโง่ที่เฝ้าอ้อนวอนให้พระผู้เป็นเจ้าสดับรับฟัง

เธอกลัวเหลือเกิน

ยุนโฮหลับสนิทแล้วตอนที่ไฟฟ้าในห้องเกิดติดๆ ดับๆ ลมเย็นยามค่ำคืนจู่ๆ ก็พัดกรรโชกแรง เธอเห็นเงารำไรไหววูบตรงหน้าต่างพร้อมกับดวงตาสีแดง จีอึนกอดยุนโฮเอาไว้แนบใจอีกครั้ง พลางยกมือขึ้นกำจี้รูปกางเขน

“เดชะพระนามพระบิดา” เธอเอ่ย และทันใดนั้น ลมฟ้าก็พลันสงบ

จีอึนลูบศีรษะลูกชาย จูบเขา

“พาฉันไปแทนเถอะ ถ้าคุณต้องการ” เธอพูดกับใครบางคนในความเงียบนั้น “เพราะฉันจะไม่ยอมให้คุณหรือใครแตะต้องเขาแม้แต่ปลายผม”

 

To be continued...

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

[ Download OST ]

 

AN: หายไปป่วยอยู่สัปดาห์เศษๆ คิดว่าจะรักษาโรค Error ได้ แต่ไม่ช่วยเลย T T

ขอบคุณทุกคำอวยพรวันเกิดเลยนะคะ ~ ^^