GTA: Bad-Blooded Romeo (4)
posted on 06 Feb 2012 11:10 by bleaf-me in gta-bad-blooded-romeoTitle: Bad-Blooded Romeo
Author: b.leaf
Staring: TVXQ! / JYJ / OC
Paring: Yoonho/Jaejoong (Implied Changmin/OC)
Genre: AU, GTA Universe, Action, Thriller, Drama, Violence
Rate: Strong R
Note: Based on "Grand Theft Auto" developed by Rockstar Games Inc,.
- - -
GRAND THEFT AUTO™
BAD-BLOODED ROMEO
4.
เอสเปอรันโต้คันที่ขับสะอึกทีหนึ่งเมื่อยุนโฮเหยียบคลัช ก่อนจะจอดรถตรงบริเวณด้านหน้าอพาร์ตเม้นท์ เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้เด็กแซ่คิมจะฟื้นหรือยัง การให้ยาสลบโดยไม่ทราบน้ำหนักตัวที่แน่นอนมักทำให้คาดเดาระยะเวลาไม่ได้ บางคนก็หลับไปตลอดกาล บ้างฟื้นขึ้นมาระหว่างผ่าตัดก็มี ยุนโฮไม่แน่ใจจริงๆว่าอย่างไหนเลวร้ายกว่ากัน
จู่ๆความง่วงก็แล่นเข้ามาจู่โจม ดวงอาทิตย์ยังตรงหัวอยู่แท้ๆ เขาส่ายหน้าแรงๆหวังให้มันอันตรธานหายไป แต่กลับทำให้รู้สึกวิงเวียน ชายหนุ่มเหลือบมองร้านขายเสื้อผ้าที่เปิดไฟทิ้งไว้จ้าเมื่อคืนอีกครั้ง
ตอนนี้เขามีเงินแล้ว ต้องหาเสื้อผ้าให้เด็กแซ่คิมนั่นก่อน
จองยุนโฮผลักเปิดประตูร้านรัสเซียนช็อป เสียงพนักงานแคชเชียร์ร้องทักด้วยสำเนียงที่ราวกับจะประกาศให้ประชากรทั้งห้าสิบรัฐได้ยินว่าเธอยังคงต้องการกรีนการ์ด เขาพยักหน้าให้เธอ และปล่อยให้ประโยคประเภท “เสื้อตัวนั้นคุณใส่แล้วดูดีจัง แต่ซื้อตัวนี้ (ซึ่งเผอิญเป็นตัวที่แพงกว่า) จะดูเลิศเลยทีเดียวนะ” ผ่านหูไป เขาคว้าสเวตเตอร์สีฟ้าหม่นกับกางเกงผ้าสีน้ำตาลอ่อนแบบผูกเอวที่ดูแล้วไม่น่ารัดรอบแผลจนเกินไปออกมาจากราว
“ว้าว! รสนิยมคุณยอดเยี่ยมจัง”
เพียงเท่านั้นเธอก็ได้เงินเขาไปเกือบสามสิบเหรียญ แต่คุณจะโทษเธอไม่ได้หรอก ต้องยอมรับว่ามันน่าเบื่อแค่ไหนกับอาชีพที่ต้องพยายามสดชื่นต่อหน้าคนที่พร้อมจะปฏิเสธเราและมองว่าเราน่ารำคาญอยู่ตลอดเวลา นี่ยังไม่นับความรู้สึกไร้ค่ากับการต้องแสร้งปั้นหน้าเป็นคนที่เราไม่ใช่ ยิ่งลูกค้าจากประเทศเจริญแล้วบางพวกก็ชอบกดขี่คนอื่นทั้งที่ตัวเองก็ถูกรัฐบาลทุนนิยมและสื่อมอมเมาให้เคลิบเคลิ้มด้วยโลกในอุดมคติจนมุมมองแคบเท่าส้วมหลุม ยุนโฮเห็นใจเธอ และพยายามจะยิ้มให้เธอ ทว่ากลับกลายเป็นการเม้มปากใส่เธอเสียอย่างนั้น
“ขอโทษนะ คือผมมีปมกับฟันหน้าตัวเองนิดหน่อย”
เธอส่งถุงสินค้าให้เขาแล้วยิ้ม “ทำไมล่ะคะ ฟันคุณสวยออก”
“หลายซี่ตรงนี้ กับตรงนี้ เป็นของปลอม”
“โอ้พระเจ้า จริงหรือคะ เกิดอะไรขึ้นกับคุณคะ?”
“หลายๆอย่างน่ะครับ”
แคชเชียร์สาวอึ้งไปชั่วครู่ “ฉันเสียใจด้วยนะคะ”
“ผมก็เสียใจครับ ผมเคยมีเขี้ยวกระต่าย”
“โธ่...” เธอยกฝ่ามือขึ้นทาบอกก่อนจะถอนใจอย่างเวทนาประหนึ่งเขาเพิ่งประกาศว่าใครสักคนเพิ่งถูกไฟคลอกตายอย่างอนาถในกองเพลิง “ฉันเสียใจจริงๆค่ะ”
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นอย่างรุนแรง ยุนโฮพยักหน้าเป็นเชิงขอตัวให้แคชเชียร์สาวก่อนจะก้มมองหน้าจอ เบอร์ที่ปรากฏทำให้ต้องระบายลมหายใจยาวเหยียด
ชางมิน
“ว่าไง” เขารับสาย
“โย่ว ยุนโฮ เป็นไงบ้าง สบายดีไหม”
น้ำเสียงชางมินสดชื่นมากเสียจนน่ารำคาญ เขามักจะทำเป็นสมองเสื่อมไปชั่วคราวเช่นนี้แทบทุกครั้งที่พวกเขาทะเลาะกันและชางมินก็พบว่าไม่แน่อาจเป็นเขาที่เป็นฝ่ายผิด ทำความเข้าใจประโยคก่อนหน้านี้ให้ดีนะ เพราะมันยังคงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับคำว่า ‘รู้สึกผิด’
ยุนโฮไม่รู้จริงๆว่าเขาควรจะชิงชังหรือเอ็นดูนิสัยนี้ของน้องชายดี ชายหนุ่มถอดแว่นตา เสียบมันไว้ในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะลอบถอนใจอีกครั้ง
“สองชั่วโมงที่แล้วฉันยังขับรถให้นายนั่งอยู่เลยนะ ชางมิน”
“โอ้ ใช่ นั่นสินะ”
“มีอะไรหรือเปล่า”
“มีสิ ก็เรื่องรถไฮบริดไง”
“เดี๋ยวนะ ฉันตามไม่ทัน รถไฮบริดไหนอีกล่ะ”
“ก็รถที่ผมตกลงจะขายให้แฝดสปาดัชชีน่ะ ผมได้เงินมัดจำมาแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องเตรียมของให้พร้อมเพื่อจะไปรับเงินที่เหลือ”
“ฉันเข้าใจระบบซื้อขายดีหรอกน่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่านายโทรมาทำไม ฉันง่วงมากนะ ชางมิน เหนื่อยด้วย ฉันอยากอาบน้ำนอนใจจะขาด กับแค่ขับรถไปรับเงินนายคงทำเองได้”
“ทำได้ ผมทำเองได้แน่นอน”
“ดี”
“แต่นั่นก็ต่อเมื่อผมขับรถเก่งพอแล้วก็มีรถไฮบริดอยู่แล้วซักคันล่ะก็นะ”
“ว่าไงนะ”
“ผมไม่มีรถหรอกพี่ ตอนนี้ยังไม่มี”
“อะไรของนายวะ!”
“แหะๆ อย่าเพิ่งโมโหสิ”
“แหะๆ โมโหไปแล้วว่ะ ไอ้เบื๊อกเอ้ย นายเล่นขายของอะไรของนายอยู่ไม่ทราบวะ”
“น่าพี่ อย่าเพิ่งถามมากเลย” ชางมินอ้อน “เดี๋ยวพี่มาหาผมที่ออฟฟิศก็จะเข้าใจเอง ระบบที่นี่ก็เป็นแบบนี้แหละ”
“เออ”
“พี่จะมาใช่รึเปล่า”
“กำลังตะกายขึ้นรถ”
“แจ๋ว”
“ลงบัญชีไว้เลยนะ จองชางมิน ฉันจะเอาสามสิบเปอร์เซ็นต์”
“ได้สิ ได้อยู่แล้ว เพื่อพี่ชายสุดที่รัก แต่เดี๋ยวนะ ระหว่างทางพี่ช่วยไปรับเกรซกับเพื่อนที่ห้างด้วยสิ”
“............................”
“นะพี่”
“นายห่วยว่ะ”
“โว้ว ด่าเป็นไฟเชียว พี่เริ่มจะกลายเป็นชาวลิเบอร์ตี้เข้าไปทุกทีแล้ว”
“นายห่วย แล้วก็กะล่อนมาก แค่นี้นะ”
“เดี๋ยว!”
“อะไร!”
“ตกลงพี่จะไปรับเกรซใช่ไหม ที่ร้านทำเล็บแถวดาวน์ทาวนะ”
“ดาวน์ทาว เข้าใจแล้ว แค่นี้ล่ะ”
กริ๊ก!
ยุนโฮกระแทกปุ่มสีแดงด้วยนิ้วหัวแม่มือ เรื่องของคิมแจจุง เห็นทีคงต้องพักเอาไว้ก่อน
.
.
.
มันคือแผนการของเกรซมาตั้งแต่ต้นที่จงใจนัดให้ไพเพอร์กับยุนโฮได้มาพบกัน
เธอรู้ว่ามันอาจฟังดูวิปริตและฝ่าฝืนกฎธรรมชาติที่คนธรรมดาคนหนึ่งจะแทรกแซงการทำงานของเคราะห์กรรมและโชคชะตา แต่มาคิดดูอีกที พวกนักการเมืองที่ถูกเลือกตั้งเข้าไปนั่งเชิดหน้าหยิ่งยโสแข่งกันในสภาก็ชอบทำบ่อยๆอยู่แล้ว
เกรซทิ้งตัวนั่งบนม้านั่งยาว ระหว่างรอคอยให้ยุนโฮมาถึง ดวงตาสีเขียวอมทองเหลือบมองใบหน้าที่ระคนไว้ด้วยแววความกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัดของเพื่อนสาว ไม่ว่าเธอจะพยายามซ่อนอารมณ์เอาไว้มากแค่ไหน
“ฉันไม่ได้เดทกับใครมานานแล้ว” ไพเพอร์กล่าวราวกับได้ยินสิ่งที่เกรซคิด
เกรซพยักหน้า “ฉันรู้ ฉันถึงได้อยากแนะนำเธอให้พี่แฟนฉันไง”
“แต่เธอควรจะแนะนำผู้หญิงดีๆให้พี่ชายมากกว่านะ”
“ก็กำลังจะทำอยู่เนี่ย”
ไพเพอร์ผู้แสนอ่อนหวานแสร้งทำเป็นพินิจพิจารณาเล็บมือทั้งสิบที่เพิ่งได้รับการบำรุงบำเรอจากร้านสปามาหมาดๆ แต่ก็กำลังเคาะเท้าไปด้วย มันเป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย เกรซรู้ว่าไพเพอร์จะมีอาการแบบนี้เฉพาะเวลาที่กังวลมากเท่านั้น หญิงสาวจับสังเกตได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอทั้งสองได้มีโอกาสพบกันขณะเข้ากลุ่มบำบัด
ไพเพอร์เป็นนักบัญชี เธอเกิดและเติบโตจากครอบครัวทันตแพทย์ในย่านผู้มีอันจะกินบนเกาะอัลกอนควิน*แห่งเมืองลิเบอร์ตี้ เธอเรียนจบปริญญา เกรซคิดว่าถ้าหากไพเพอร์ยังไม่ใช่ผู้หญิงดีๆที่เธอควรแนะนำให้คนในครอบครัวรู้จัก แล้วเธอล่ะ จะกลายเป็นผู้หญิงแบบไหน
ในตอนนั้นเองที่ความคิดเธอล่องลอยกลับไปยังที่ที่เธอและชางมินได้เจอกัน แม้จะไม่ใช่เช้าอันสดใสที่ดวงอาทิตย์เปล่งแสงสาดส่องเช่นวันนี้ แต่ท้ายสุดแล้วเกรซก็ได้ค้นพบความโชคดีในหนึ่งวันอันร้ายกาจ
ทั้งคู่พบกันในบาร์เหล้าที่มีแต่คนเมาหัวทิ่มบ่อ ไม่โรแมนติกเอาซะเลย เธอรู้ แล้วก็ไม่ใช่วันดีๆด้วย เพราะมันบังเอิญตรงกับวันคล้ายวันเกิดของยัยมาเรีย คู่แข่งสมัยเรียนที่ไม่กินเส้นกับเธออย่างแรง เพื่อนร่วมรุ่นจัดงานฉลองขึ้นที่บาร์แห่งหนึ่งซึ่งเกรซไม่เคยคิดจะไป แต่แฟนหนุ่มคนปัจจุบันของมาเรีย ซึ่งบังเอิญอีกว่าเคยกิ๊กกั๊กกับเกรซช่วงมัธยมปลาย ส่งชุดเดรสสั้นสีแดงเปิดไหล่ราคาสี่พันห้าร้อยเหรียญพร้อมแนบจดหมายแสดงความคลั่งไคล้ในตัวเธอมาให้ แล้วเธอก็คิดว่ามันจะเป็นไรไปล่ะ เธออยากได้ชุดนี่ ถ้าไม่ไปก็ต้องส่งคืนเสียเปล่าๆ ยัยมาเรียไม่มีทางใส่ชุดนี้แทนเธอได้อยู่แล้ว ยัยนั่นน่ะอกไข่ดาวจะตาย เกรซจึงตัดสินใจสวมชุดแล้วโบกแท็กซี่ไปยังบาร์ตามนัด เธอทำให้สาวๆทุกคนที่นั่นตาลุกเป็นไฟเพราะความอิจฉาริษยาเลยทีเดียว
เธอไม่คิดมาก่อนว่าจะได้พบชางมินที่นั่น เขาปรากฏตัวในชุดสีฉูดฉาดที่บอกได้คำเดียวว่า ‘สะเหล่อ’ เธอไม่ได้สนใจเขาในทันที เพราะผู้ชายเอเชียไม่ใช่สเปคเธอ จุดสนใจของเธอจึงมาตกอยู่ที่แฟนหนุ่มของมาเรียและตั้งมั่นจะทำให้คู่แค้นเม้งแตกด้วยความหึงจัด
ปาร์ตี้คืนนั้นจบที่เกรซลงไปนอนอยู่กับพื้นโดยมีมาเรียขึ้นคร่อม เดรสสั้นราคาสี่พันห้าร้อยเหรียญฉีกขาด พวกเธอกระชากผมกัน ใช้เล็บจิกข่วนกันในแบบที่ทำให้เข้าใจในที่สุดว่าทำไมผู้คนถึงได้เรียกการตบตีของพวกสาวๆว่า ‘แคทไฟท์’ เกรซเดินลากขาไปตามทาง ส้นรองเท้าของเธอหักและผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง แล้วตอนนั้นนั่นเองที่ในที่สุดชางมินก็เดินเข้ามาถามเธอว่าต้องการให้ไปส่งไหม เกรซไม่เคยมองผู้ชายเอเชียคนไหนดูดีมาก่อน แต่คืนนั้นระหว่างที่เดินเคียงข้างกันและชางมินก็เอาแต่คุยโม้ไปตลอดทาง เขากลับดูหล่อเหลามากเหลือเกิน เขาตัวสูงมาก เสียงพูดก็เพราะ เขาทำให้เธอตะลึงงัน เธอจับใจความเรื่องที่ชางมินพล่ามไม่ได้เลย เพราะเอาแต่จ้องมองเขาเหมือนยัยโรคจิตและคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย ประหลาดจริงๆที่จู่ๆเธอก็คิดขึ้นว่าถ้าเกิดเธอมีลูกกับผู้ชายคนนี้ ลูกเธอจะน่ารักแค่ไหน สุดท้ายเธอจึงรวบรวมความกล้าถามชางมินออกไปว่า “คุณอยากไปหากาแฟดื่มด้วยกันหรือเปล่า”
เกรซเกิดในครอบครัวชาวเม็กซิกัน แม้ว่าเธอจะไม่เชื่อเรื่องเทพเดสทินีหรือว่าเฟท แต่เธอก็เชื่อในลิขิตพระเจ้าอย่างสนิทใจ ที่บ้านเธอไม่มีใครชอบชางมินเลย แม่ผู้เจ้ากี้เจ้าการของเธออยากให้เธอแต่งงานกับคนเม็กซิกันมาโดยตลอด หรืออย่างน้อยเขาคนนั้นก็ควรจะพูดภาษาละตินได้ แต่เกรซไม่แคร์ เพราะหัวใจเธอสามารถรับรู้ได้ว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าประทานอนุญาต พระองค์ได้ส่งสัญญาณมา ซึ่งพอได้มานั่งคิดถึงมันตอนนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ว่าถ้าหากวินาทีนั้นเธอไม่ตัดสินใจ จุด จุด จุด ล่ะ? เรื่องราวบทต่อไปของเธอกับผู้ชายที่เธอมั่นใจเหลือเกินว่าคือคนที่ใช่จะดำเนินต่อไปอย่างไร ถ้าหากวันนั้นเธอไม่เกิดโลภอยากได้ชุดเดรสฟรี พวกเขาจะได้รักกันไหม หรือจะกลายเป็นแค่เพียงคนแปลกหน้าในเมืองอันคุ้นเคยกันไปตลอดกาล แล้วถ้าหากว่าเธอเรียนรู้ที่จะให้อภัย ไม่ได้เกลียดยัยมาเรียเข้าไส้เสียยิ่งกว่าที่ฮิตเลอร์เกลียดยิว เด็กน้อยในท้องเธอคนนี้ล่ะ เขาจะได้เกิดมาเป็นลูกของเธอหรือไม่
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า... การที่ทรงนำพาลูกมาให้ได้พบกับชิมชางมินนับว่าเป็นอารมณ์ขันเชิงจิกกัดอันแสนประเสริฐล้ำที่สุดแห่งพระองค์
“ฉันเชื่อในลิขิตพระเจ้า” เกรซบอกไพเพอร์
“ถ้างั้นเธอก็ควรปล่อยให้มันเป็นไปนะ” ไพเพอร์มองเพื่อนด้วยความหวัง
“ฉันไม่ได้พยายามจะขัดบัญชาพระองค์นะ แค่คิดว่าบางทีพระเจ้าก็อาจต้องการคนชี้ทางบ้าง” เกรซยิ้ม “ถ้าเธอไม่ชอบเขา ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ แต่เชื่อสิ เธอต้องชอบเขาแน่”
ตอนที่เกรซเริ่มคบกับชางมิน แม่ของสองพี่น้องได้จากโลกนี้ไปพักใหญ่แล้ว และแม้ว่าเกรซจะไม่เคยพบกับเธอมาก่อน ไม่เคยได้มีโอกาสแนะนำตัว และเรียนรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงแบบไหน แต่เธอก็สามารถสัมผัสได้ว่าแม่คือคนพิเศษ ส่วนครอบครัวนั้นก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ชางมินศรัทธา ชางมินคุย – สำหรับชางมิน กริยานี้จะถูกขยายเสมอว่าเป็นการคุยโม้ – เรื่องยุนโฮให้เธอฟังเสมอ เป็นความทรงจำที่เขาขุดเอามาตั้งแต่สมัยไหนก็ไม่รู้ นำมาพูดคุยเรื่อยเปื่อยราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ยุนโฮในความคิดของชางมินนั้นช่างแข็งแกร่ง งดงาม และฟังดูเกินจริงอย่างที่สุดจนเกรซเคยเผลอสงสัยว่าชางมินกำลังพูดเรื่องจริงหรือเพียงแค่จินตนาการออกมาดังๆ นั่นเองที่ทำให้เธอรู้ว่าความอ้างว้างเดียวดายไม่เคยจางหายไปจากใจเขาเลย และการมีตัวตนอยู่ของเกรซก็ไม่สามารถแทนที่ยุนโฮได้
เกรซอยากให้ยุนโฮอยู่ที่ลิเบอร์ตี้อย่างถาวร เธออยากแนะนำผู้หญิงดีๆสักคนให้กับเขา และหวังว่ามันจะทำให้เขารู้สึกว่าที่นี่เป็นเสมือนบ้าน เป็นสถานที่ที่เขาจะไม่อยากจากไป หรือถ้าต้องไปก็อยากกลับมา
เสียงแตรฉุดหญิงสาวให้ตื่นจากห้วงคิด เธอเงยหน้าขึ้นขณะพบว่ายุนโฮกำลังแล่นรถมาเทียบฟุตบาธ ซึ่งทำให้ขาข้างซ้ายของไพเพอร์กระตุกแรงกว่าเดิม เกรซเดินนำไพเพอร์ไปที่รถ
“หวัดดีค่ะ ยุนโฮ” เธอทัก
“หวัดดี เกรซ”
เขาดูเหนื่อย แต่ยังคงหล่อเหลาในแบบฉบับที่นายแบบนิตยสารต้องยอมคุกเข่าให้แล้วร้องขอความตายเลยทีเดียว เธอเคยคิดว่าชางมินเป็นผู้ชายเอเชียที่หล่อที่สุดในโลกแล้วซะอีก
“ยุนโฮคะ นี่เพื่อนฉันค่ะ ไพเพอร์”
ยุนโฮกับไพเพอร์เขย่ามือกัน
“ไพเพอร์ เฮิร์ดส ค่ะ”
“จองยุนโฮครับ”
ยุนโฮส่งไพเพอร์ลงตรงหน้าบ้านย่านโมฮอว์คอะเวนิว ทั้งสองแลกเปลี่ยนเบอร์โทรแก่กันและกันตามคำแนะนำของเกรซ
“แล้วโทรหาฉันนะคะ ยุนโฮ” ไพเพอร์โบกมือ “บ๊ายบายจ้ะ เกรซ”
จากนั้นสามวินาทีต่อมา เกรซก็ได้รับข้อความว่า มือเขาสากจัง!
เมื่อเธอกับยุนโฮอยู่ด้วยกันสองต่อสอง เกรซก็ได้มีโอกาสมองสำรวจเขาใกล้ๆเป็นครั้งแรก เธอเห็นแผลเป็นขนาดใหญ่บนแก้มซ้ายเขาทุกครั้งที่เขาเหลียวมองรถ แผลนั้นลึกซึ่งทำให้มองเห็นได้ชัด รอยเย็บก็สะเปะสะปะชนิดที่ถ้าหากเธอได้พบกับแพทย์ผู้ทำแผลนี้ เธอจะแช่งลูกเขาด้วยตุ๊กตาชัคกี้ แต่แปลกเหลือเกินที่มันกลับไม่ทำให้เขาดูน่ากลัวหรือน่าเกลียด มิหนำซ้ำยังดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น เขามีจมูกที่สวยงามด้วย ไม่โด่งจนเกินไป ไม่แบนจนเกินไป ทำมุมกับใบหน้าเล็กอย่างพอเหมาะพอดี ดวงตาที่หลบอยู่ใต้แว่นกันแดดสีชาเรียวยาวทั้งยังคมกริบ หากก็ยังไม่สามารถบดบังประกายใสแจ๋วของแก้วตาได้ ยุนโฮมีภาพลักษณ์ที่ดิบเถื่อนและดูเป็นผู้ชายมากกว่าชางมินผู้เป็นน้อง ทว่าแววตาเขากลับให้ความรู้สึกอบอุ่นกว่า ทั้งที่ชางมินมีดวงตาที่กลมโต มันทำให้เกรซหุบยิ้มไม่ได้เลย
“คุณชอบเธอไหมคะ” ในที่สุดเธอก็ถาม
“ไพเพอร์น่ะเหรอ”
“ค่ะ” ใบหน้าสวยคมเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกระตือรือร้น
ยุนโฮเหลือบมองคนมีศักดิ์เป็นน้องสะใภ้พลางอมยิ้มอย่างขำๆ “คิดจะเล่นอะไรของเธอ นี่ไม่ใช่ไฮสคูลแล้วนะ”
“ฉันอยากให้คุณได้รู้จักคนใหม่ๆบ้างน่ะค่ะ” เกรซบอก “ว่าแต่คุณมีแฟนหรือยังคะ ยุนโฮ”
“ไม่มีหรอก”
“เหรอคะ ดีจัง งั้นอย่าลืมโทรหาไพเพอร์นะคะ”
แวบหนึ่งที่ยุนโฮคิดว่าเขามองเห็นส่วนหนึ่งของทั้งชางมินและแม่ในตัวเกรซ เขาพยักหน้าตกลง
เกรซร้องดีใจเหมือนเด็กๆ พลางฮัมเพลงไปด้วยตลอดทาง ดูจะซ่อนอารมณ์ความรู้สึกไม่เป็นเอาเสียเลย แต่แล้วในขณะที่รถกำลังจะเคลื่อนเข้าสู่ถนนซิสโก้ เสียงร้องเพลงก็เงียบลง
ตรงปลายหางตา ยุนโฮเหลือบเห็นเกรซกำลังมองมาทางเขา
“ชางมินรักคุณมากนะคะ” เธอเอ่ย
ยุนโฮไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาไม่แน่ใจว่าควรพูดอะไรดี
“เขาเห็นคุณเป็นเหมือนยอดมนุษย์”
“แบทแมน”
เกรซหัวเราะ “อะไรทำนองนั้นแหละค่ะ” ก่อนจะสูดหายใจ หน้าอกของเธอยกสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนไหล่จะค่อยๆคลายอาการเกร็ง ยุนโฮไม่แน่ใจว่าก่อนตั้งท้องเธอจะผอมกว่านี้หรือเปล่า แต่เขาคิดว่าตอนนี้เธอดูสวยมากเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสวยได้แล้ว เกรซพูดต่อ “ฉันไม่รู้ว่าคุณจะรู้ไหม แต่เขาก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ที่เขาโมโหใส่คุณ ฉันว่าเขาไม่ได้ตั้งใจให้มันออกมาดูก้าวร้าวขนาดนั้นหรอก”
ยุนโฮแค่ขับรถไปเรื่อยๆ พยายามชะลอความเร็วลง ไม่อยากให้ถึงที่หมายก่อนที่เธอจะพูดจบ
“เขาเป็นคนค่อนข้าง ‘เยอะ’ น่ะค่ะ แต่เขาสับสนมากนะคะตอนที่คุณไม่อยู่ ที่เขาพูดมากเพราะว่าเขากลัวแล้วก็ไม่มั่นใจ แล้วเขาก็แค่ไม่อยากให้ใครเห็น ฉันว่านะคะ แต่จริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนไม่เอาไหนหรอกค่ะ”
“เขาเป็นคนฉลาดมากมาตั้งแต่เด็กแล้ว”
“ค่ะ” เกรซเห็นด้วย “เขาก็แค่แกล้งทำตัวสะเหล่อเพื่อให้คนอื่นไม่มายุ่งกับเขา แกล้งโง่เพื่อไม่ให้ถูกแกล้ง มันก็เท่านั้น ไม่ใช่ว่าเขาอยู่ที่นี่แล้วจะไม่เคยลำบากนะคะ”
ยุนโฮพยักหน้า
“เขาต้องการคุณมากค่ะ มากที่สุด มากกว่าใครๆ อย่าถือสาเขาเลยนะคะ”
“ได้สิ เราเหลือกันอยู่แค่นี้แล้วนี่”
เกรซกุมมือข้างที่เขาใช้ประคองเกียร์เอาไว้ “คุณสองคนยังมีฉัน กับเจ้าตัวเล็กที่กำลังจะเกิดมาอีกค่ะ”
“อืม” ยุนโฮหงายมือแล้วบีบมือเธอตอบ “ขอบใจมาก เกรซ”
เกรซจูบลายุนโฮที่แก้ม ก่อนจะจูบชางมินตรงริมฝีปาก
ชางมินเข้ามานั่งในรถแทนที่เกรซแล้วมองตามเธอไปจนกระทั่งร่างนั้นลับสายตา กลับกลายเป็นว่าแผนส่งมอบรถยนต์ไฮบริดมูลค่าเฉียดล้านของชางมินไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างที่ยุนโฮจินตนาการเอาไว้เลย
“ขั้นแรก ไปขับรถคันนั้นมา” ชางมินบอก “ส่วนขั้นที่สองก็คือ ทำขั้นแรกให้สำเร็จ”
“แค่ไปขับมาเหรอ” ยุนโฮถาม
“ใช่แล้ว”
“ในความหมายเดียวกับฉกมาหรือเปล่า”
“ใช่แล้ว”
ใครบางคนเคยพูดไว้ว่าหากเราจ้องมองนรกนานจนเกินไป นรกก็จะจ้องมองกลับมาที่เราเช่นกัน การเริ่มต้นปีนป่ายในขณะที่ตกลงสู่ก้นหลุมที่ลึกสุดหยั่งแล้วคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปีนโผล่พ้นขอบหลุมด้วยเหมือนกันอย่างนั้นสินะ
อัจฉริยะจริงๆ
เจ้าน้องชายตัวดียื่นกระดาษจดที่อยู่ชายเชื้อสายเยอรมันคนหนึ่งให้เขา ผู้ชายที่พวกเขากำลังจะไปพบคือหุ้นส่วนที่มีนามว่า ไซเฟอร์ แว็กเนอร์ เจ้าของร้านอะไหล่รถยนต์อีกแห่งในโบรกเกอร์ แว็กเนอร์คนนี้จะเป็นคนชี้พิกัดรถไฮบริดที่พวกเขาจะต้องขโมย
อย่างน้อยๆในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่าอาชีพที่แท้จริงของชางมินคืออะไร เกรซเพิ่งสารภาพกับเขามาหมาดๆว่าเธอนั่นเองที่ชักนำชางมินเข้าสู่วงการธุรกิจรถนอกกฎหมาย เธอเป็นหลานสาวของโจรขโมยรถยนต์ระดับตำนานจากเม็กซิโก และชางมินก็แค่อยากจะทำให้ครอบครัวเธอประทับใจ ความจริงแล้วชางมินเป็นพวกกลัวความเร็วจนเข้าขั้นประสาทด้วยซ้ำ
เอสเปอรันโต้คันนี้ไม่ได้เป็นของชางมินแต่เป็นของเกรซมาตั้งแต่แรก อ้อ รวมถึงสมิธแอนด์เวสสันกระบอกนั้นด้วยนะ
ช่างมันเถอะวะ ยุนโฮคิด จนแล้วจนรอดก็คงไม่อาจหนีพ้นชีวิตรูปแบบนี้ไปได้ ดังนั้นก็รีบทำให้มันจบๆไปเลยดีกว่า แค่ขโมยเศษเหล็กติดล้องี่เง่านี่สักคันสองคันเทียบไม่ได้เลยกับเรื่องเลวร้ายที่เขาเคยทำมาในอดีต
ให้ตายเถอะว่ะ รถนี่เสกขึ้นจากรุ้งเจ็ดสีและลูกม้ายูนิคอร์นรึไง ทำไมถึงอยากได้กันนัก
ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อนกระทืบคันเร่ง และแล้วเอสเปอรันโต้คันงามก็พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าสู่ถนนหลวงแห่งมหานครลิเบอร์ตี้
.
.
.
ความพยายามในการขโมย เบเนแฟ็คเตอร์ เฟลท์เซอร์** ไฮบริด ประสบความสำเร็จทันทีในการทดลองครั้งแรก
ปรากฏว่าเจ้าของรถเป็นเพียงนักธุรกิจชายหัวเถิกที่รอบเอวพอกพูนไปด้วยไขมันจากอาหารฟาสฟู้ด เขาจอดรถทิ้งไว้พร้อมกุญแจ ส่วนตัวเอาแต่ยืนซื่อบื้ออยู่ด้านหน้าตู้เอทีเอ็มของธนาคารแห่งลิเบอร์ตี้สาขาย่อย พิกัดและเวลาที่ไซเฟอร์กำหนดมาถูกวางแผนไว้แล้วอย่างดี แล้วยุนโฮก็ได้บทเรียนล้ำค่าจากเหตุการณ์นี้ด้วยว่า แท้จริงคำว่า ‘เชื่องช้า’ นั้นเป็นการยกยอปอปั้นจนเกินไปสำหรับบรรดาจ่าอ้วนชอบกินโดนัทซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของประชาชนชาวลิเบอร์ตี้และแอลซีพีดี หลังจากที่เขาและชางมินกระโดดขึ้นรถ สัญญาณเตือนภัยก็ดังเพราะลายนิ้วมือที่แตะด้ามกุญแจไม่ตรงกับเจ้าของ ผู้คนบริเวณนั้นเริ่มกรีดร้อง ส่วนชางมินก็สติแตกและเอาแต่ร้องโวยวาย
มีรถตำรวจลาดตระเวนสองคันไล่กวดเขา ดูถูกกันมากเลยทีเดียว ยุนโฮจมคันเร่งเต็มสูบไปจนเกือบสุดถนน สาวเสียงเซ็กซี่จากเครื่องจีพีเอสครวญเสียงหวานๆของเธอเตือนว่ารถกำลังจะพุ่งชนไหล่ทาง ตอนนั้นเองที่เขาหักพวงมาลัยพร้อมๆกับเหยียบคลัชและเบรก ท้ายรถสะบัดและยูเทิร์นสามร้อยหกสิบองศา ประกายไฟพวยพุ่งเมื่อยางเสียดสีกับพื้นถนนจนร้อนระอุ
พวกเขาหนีรอดจากสัญญาณติดตามของตำรวจไปได้ ส่วนรถของจ่าอ้วนก็แหลกสลายจากการปะทะอย่างจังกับเกาะกลางถนน โชคดีที่ไม่มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์อันอุกอาจนี้ สื่อลิเบอร์ตี้รายงาน เผื่อว่าใครจะกำลังสงสัย
ใบหน้าชางมินซีดเผือดทั้งยังมีเหงื่อเกาะอยู่เต็ม แต่เขาก็ยังไม่วายโห่ร้องด้วยความสะอกสะใจ “วู้ฮู้! นั่นมันสุดยอดไปเลยพี่ เป็นการจารกรรมขั้นเทพระดับตำนาน โอ้แม่เจ้า หัวใจผมแทบระเบิดแน่ะ”
ยุนโฮหัวเราะเบาๆ ยอมรับว่าตัวเขาเองก็กำลังเริ่มรู้สึกสนุก
“ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นใครทำอะไรแบบนี้ได้ก็มีแต่ลุงของเกรซ แม่-งเอ้ย สะใจโคตร! พี่แม่-งแบทแมนโคตรๆ”
ขณะนี้พวกเขาทั้งสองอยู่บนถนนโมนาเฮทอะเวนิว เส้นทางไปโกดังเก็บรถใกล้กับท่าเรือของสปาดัชชี คนพวกนี้รวยแทบแย่แล้วแต่ก็ยังรับซื้อของโจร พิลึกพิลั่นจริงๆ
ระหว่างกำลังรอคอยสัญญาณไฟแดงตรงทางแยกห่างจากจุดหมายปลายทางเพียงไม่กี่กิโลเมตร ทันใดนั้นเองที่ยุนโฮสังเกตเห็นวิลลาร์ดแฟ็คชั่นของราล์ฟผ่านทางกระจกส่องหลัง
แค่เห็นหน้าตากวนโอ้ยของมันก็เพียงพอจะทำให้เลือดขึ้นหน้า สัญญาณไฟเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวแล้ว แต่แทนที่จะขับตรงไป ยุนโฮกลับเปลี่ยนเกียร์แล้วถอยหลัง
“พี่จะทำอะไรน่ะ” ชางมินถาม
“มันตามดูเราอยู่ นายไม่รู้หรือไง”
“ใคร”
“ราล์ฟ”
ชางมินหันกลับไปมองทำให้ราล์ฟรู้ตัวว่าถูกจับได้ จากที่เคยขับตามหลังมาไกลๆ มันจึงเปลี่ยนแผนเร่งเครื่องแซง หากมีหรือที่แฟ็คชั่นจะสู้เบเนแฟ็คเตอร์ได้ ความเร็วของมันเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เทือกเขาหิมาลัยเคลื่อนไหวตามเปลือกโลก ยุนโฮไม่ได้ตามมัน แต่ขับอ้อมด้านหลังท่าเรือสปาดัชชีเพื่อตัดออกไปยังถนนอีกสาย
มุมมองชางมินหมุนคว้างเมื่อเขาพยายามเอื้อมมือคว้าอย่างสะเปะสะปะค้นหาอะไรบางอย่างที่จะช่วยยึดตัวเขาไว้กับเบาะ เพียงเข็มขัดนิรภัยเส้นเล็กจิ๋วไม่พอจะช่วยทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้เลย ใบหน้าที่เคยเป็นสีขาวค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเขียว อยู่ๆอาหารเที่ยงก็แล่นขึ้นจากกระเพาะกลับมาจุกอยู่บริเวณที่มันถูกลำเลียงลงไป เขาอยากจะด่ายุนโฮสักคำ แต่ก็กลัวเหลือเกินว่าเมื่อเปิดปากแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่พยายามกักกลั้นไว้จะทะลักออกมา
คงแหวะน่าดู
สีหน้าพะอืดพะอมเต็มเหนี่ยวของน้องชายไม่ทำให้ยุนโฮคลายความสงสัย เขาอยากรู้ให้ได้ว่าราล์ฟต้องการอะไรจากเขากันแน่ วิลลาร์ดแฟ็คชั่นสีแดงแล่นฉิวเฉี่ยวไฟหน้าด้านขวาเฟลท์เซอร์จนแตกกระจายทันทีที่ยุนโฮเลี้ยวผ่านประตูด้านทางออกของท่าเรือ เขาเร่งเครื่องจี้ท้ายรถของราล์ฟ และผลัดกันลากผลัดกันงัดอยู่อย่างนั้นเป็นระยะทางเกือบสองกิโลเมตร ราล์ฟตัดสินใจขับหลบแล้วเบี่ยงขึ้นไปบนฟุตบาธ วิลลาร์ดแฟ็คเตอร์หอบเอาตู้ไปรษณีย์กับถังขยะติดไปด้วย
รถที่วิ่งสวนทางมาตบไฟสูง ยุนโฮขับฝ่าไประหว่างช่องว่างของรถสองคันอย่างไม่กลัวเกรง ผิดจากชางมินที่แทบจะลืมนามสกุลตัวเองไปแล้ว
จนในที่สุด ในที่สุด ขอบคุณพระเจ้า การไล่ล่าก็สิ้นสุดลง
ราล์ฟทิ้งรถไว้ด้านหน้าไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่ง จากนั้นก็เดินเท้าหายเข้าไปด้านหลังแนวรั้วสังกะสี ความมืดมิดที่โรยตัวอยู่ช่วยเป็นเกราะกำบังชั้นดีให้อีกแรง
ยุนโฮคลำหาสมิธแอนด์เวสสันที่เหน็บไว้กับเข็มขัด มันยังคงอยู่ที่เดิม
“พี่ อย่าตามไปเลย” ชางมินขอ
แต่ยุนโฮไม่ฟัง เขาตามราล์ฟขึ้นบันไดเหล็กไป
ชายหนุ่มไม่ได้ทบทวนอะไรมากมายตอนที่ตัดสินใจตามราล์ฟไปบนตัวตึก เขามีปืน กระสุนห้านัด พร้อมกับฝีมือและประสบการณ์ ส่วนราล์ฟ ก็ยังเป็นแค่ราล์ฟ
ดังนั้นภาพที่ว่าจะมีปืนกระบอกหนึ่งขึ้นลำกล้องไว้รอจ่อศีรษะเขา เมื่อก้าวพ้นแนวอิฐกำแพงพังทลายที่ยังก่อไม่เสร็จแผงนั้นเข้าไป จึงไม่ได้อยู่ในหัวเขามาก่อน
จนกระทั่งตอนนี้
ชายผู้ถือปืนเป็นคนเอเชียหน้าตาดีที่สวมชุดขาวตลอดตัว รอยยิ้มบางระบายอยู่ทั่วใบหน้าเขาแม้ในขณะที่กำลังจะเหนี่ยวไก
ตาข้างขวาของเขาผู้นี้สีน้ำตาลเข้ม ทว่าตาซ้ายกลับเหลืองทอง
ยุนโฮไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
“โอเอ็มจี นายสินะ คนเกาหลีคนนั้น” เขาพูดแต่ละคำอย่างช้าๆ แผ่วเบา แต่ชัดเจน “ขอต้อนรับสู่ฮอลลิวูด”
ผู้ชายคนนั้นง้างนก แต่ยุนโฮไม่ได้หลับตา ถึงแม้ว่าจะรู้สึกกลัวก็ตาม เขาจ้องมองผ่านรูปืนที่จี้หน้าผากอยู่ไปยังราล์ฟที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกอยู่ท่ามกลางกลุ่มบอดี้การ์ดนับสิบ
“นายไม่กลัวความตาย” ชายชุดขาวพูดต่อ
ยุนโฮเบนเป้าสายตากลับมาที่เขาอีกครั้ง “เปล่า ฉันกลัว”
ชายผู้นั้นหัวเราะ ก่อนจะลดปืนลง ผิวหน้าที่เรียบเนียนผุดผ่องอย่างเหลือเชื่อแลดูไร้ความกังวลใดๆโดยสิ้นเชิง เขาทิ้งมือข้างที่ถือปืนลงข้างลำตัวแล้วหันกลับหลัง เขาก้าวช้า แต่ก้าวยาว จนแทบจะเรียกได้ว่าล่องลอย ลำคอนั้นตั้งตรง ไหล่กว้างทั้งสองข้างผายไปด้านหลังอย่างสง่า กระทั่งการเดินก็ยังแลดูสูงส่งราวกับราชนิกูล สูทสีขาวปราศจากรอยเลอะ แม้จะกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสถานที่สกปรก ผ้าลินินเรืองแสงในความมืดเมื่อสะท้อนกับแสงไฟซึ่งส่องมาเพียงรำไรจากสะพานข้ามแม่น้ำฮันโบลด์ท
ความสมบูรณ์แบบที่มากเกินมนุษย์ทำให้ยุนโฮขนลุก
“ต้องการอะไร” ยุนโฮถาม
“น้องชายนายติดเงินพี่ชายฉันอยู่”
“นายเป็นพวกรัสเซียเหรอ”
“ใช่แล้ว ฉันดูเหมือนพวกรัสเซียมาก” เขาเอ่ยประชดทั้งที่กำลังยิ้มอยู่ ยิ้มตลอดเวลา แววตาที่มองมาลุ่มลึกและแสนอ่อนโยน เหมือนแววตาของพวกคลั่งศาสนาหรือผู้ที่กำลังแสวงหาสันติสุข แต่ความรู้สึกที่แผ่ซ่านอยู่รอบๆตัวเจ้าของดวงตาสีสวยกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
ลมหนาวยะเยือกแล่นปราดขึ้นมาตามกระดูกสันหลังยุนโฮอีกระลอก
“แล้วทำไมนายถึงทำงานให้คนพวกนั้น” ยุนโฮรวบรวมความกล้าถามออกไปอีก
เขาย่นคิ้วเล็กน้อย แต่รอยยิ้มยังคงอยู่ “ยังไงดีล่ะ เอาเป็นว่า บุญคุณต้องทดแทนมีแค้นต้องชำระ สรุปแบบนี้ดีไหม” ชายชุดขาวประสานมือไว้ด้านหลัง “เอาล่ะ อย่าอ้อมค้อมเลย น้องชายนายติดเงินพี่ชายฉันอยู่นะ”
“เขาติดเงินพวกนายอยู่เท่าไหร่”
“ไม่มากหรอก แต่ชีวิตเล็กๆของเขาดันชดใช้ไม่พอซะนี่”
“อย่าดูถูกเขา”
“นายคงจะรักน้องชายมาก ฉันประทับใจจุดนี้” ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ธุรกิจค้ารถให้พวกสปาดัชชีเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ก็ตกลงกันได้ด้วยดี”
“ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องจ่ายหนี้แล้ว ไหนล่ะเงิน”
เงียบ
“ไม่พอเหรอ”
ยุนโฮส่ายหน้า
“นายมีใช้แทนเขาไหมล่ะ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าอีก
“น่าเสียดายจัง” ชายชุดขาวทำหน้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง “ฉันเกือบคิดแล้วเชียวว่านายคือคนเอเชียคนนั้น”
“นายหมายถึงใคร”
“นายไม่เคยได้ยินเรื่องเงินร้อยล้านของอัศวินม้าเลยงั้นเหรอ”
ยุนโฮขมวดคิ้ว “ไม่เคย”
“อ๋อเหรอ... งั้นก็แล้วไป” ชายชุดขาวล่องลอยไปยังกำแพงด้านที่ถูกทิ้งให้โล่งอยู่ เขาใช้เท้าเขี่ยก้อนอิฐ ก่อนจะก้มดูมันแตกกระจายเมื่อหล่นกระทบพื้นด้านล่าง “งั้นนายต้องมาทำงานให้ฉันแล้วล่ะ จองยุนโฮ”
“ว่าไงนะ”
“ฉันมีข้อเสนอแบบเพื่อนผู้แสนดีให้กับนาย” เขาเริ่ม “ถ้าฉันต้องการให้นายทำงานอะไร ฉันจะโทรหา หรือถ้านายอยากได้งานอะไรทำ นายจะโทรมาก็ได้ เราสองคนจะได้ออกไปหาอะไรดื่มกันบ้างเป็นบางเวลาเหมือนที่พวกเพื่อนเก่าแก่เขาทำ แล้วฉันรับรองว่าครอบครัวของนายจะปลอดภัยจากพี่ชายฉัน”
“จริงเหรอ”
“ฉันจะจ่ายค่าจ้างให้นาย นายจะทำอะไรกับมันก็ตามสบาย จะเก็บไว้ใช้ให้เปรมคนเดียวหรือจะแบ่งให้น้องชายจอมโลภก็ตามแต่”
“ทำไมนายต้องทำแบบนี้ด้วย” ยุนโฮอดสงสัยไม่ได้
“เพราะฉันนิสัยดีไงล่ะ” เขาตอบ “ฟังนะ พี่ชายฉันมีอิทธิพลมากที่นี่ก็จริง แต่ฉันก็มีพรรคพวกของฉัน ฉันทำงานให้เขาบ้าง ใช่ แต่ฉันมีอิสระมากกว่าที่นายคิด นายเข้าใจไหม ฉันไม่ใช่ออสเตรเลีย หรือไต้หวัน ฉันคืออเมริกา”
แวบหนึ่งที่ยุนโฮสังเกตเห็นประกายพิศวงบางอย่างในดวงตาข้างที่เป็นสีทองนั่น เหมือนเปลวเพลิงที่วูบไหวหรืออสูรกายที่คืบคลาน ตาข้างนั้นใสสว่างมากเหมือนกระจกที่สามารถมองทะลุไปถึงสมองเขา ราวกับมีอีกภพภูมิหนึ่งหลบซ่อนอยู่ข้างใต้
มันอาจเป็นนรกก็ได้ ยุนโฮไม่รู้หรอก
แต่ถึงอย่างไร เขาก็ไม่ใช่คนดีแสนบริสุทธิ์ขนาดที่จะเที่ยวตัดสินใครต่อใคร ตลอดชีวิตเขาได้มองเห็นเรื่องราวร้ายๆมามาก ได้สัมผัสเรื่องเหลือเชื่อที่มนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกัน ได้พบเจอผู้คนที่แม้แต่ปีศาจยังต้องขยาดเกรง เขาเอาตัวรอดมาได้ด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ และตอนนี้สัญชาตญาณก็กำลังบอกเขาว่าเขาควรเชื่อใจผู้ชายคนนี้
“ฉันชื่อ วินเซนต์ ฮัว”
เพราะเขาอาจเป็นคนเดียวที่จะช่วยปกป้องชางมินได้
“ฉัน จองยุนโฮ”
เขายังจำได้ดี ถึงเสียงกรีดร้องของแม่และวันที่แม่ทุกข์ทรมานที่สุด อย่างน้อยก็เท่าที่ความเยาว์วัยของเขาในตอนนั้นจะสามารถลงรายละเอียดได้ แม่ไม่เคยร้องไห้คร่ำครวญหรือแม้แต่ชักสีหน้าเลย ไม่ว่าเธอจะกำลังเจ็บปวดมากแค่ไหน เพราะเหตุนี้เอง เหตุการณ์ในวันนั้นถึงได้กรีดลึกลงในความทรงจำ
เขาไม่เคยลืม รอยยิ้มที่สวยงามที่สุดบนใบหน้าแม่ ริมฝีปากอิ่มสวยผลิยิ้มออกกว้าง ในขณะที่ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มหรี่โค้งจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เหงื่อไหลอาบร่าง น้ำตาเธอร่วงพราว แต่พ่อก็จะคอยอยู่ข้างๆ และกุมมืออันบอบบางเอาไว้ตลอด แม่กับพ่อมองตากันด้วยประกายและความรู้สึกแสนทรงพลังบางอย่างซึ่งในเวลานั้นเขาไม่อาจเข้าใจ
ทว่าตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันคือความรัก
“ยุนโฮ มานี่สิจ๊ะลูก”
แม่กระซิบบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่แม้จะเหนื่อยล้าหากก็สามารถปลอบประโลมจิตใจที่หวาดกลัวของเขาได้เสมอ เวลาแม่พูด เสียงเธอจะคล้ายกับกำลังขับร้องบทเพลงกล่อมเด็กที่ไม่มีวันบรรเลงจบ เขาในตอนนั้นก้าวเดินแต่ละก้าวราวกับกลัวเหลือเกินว่าพื้นดินจะยุบลง เด็กชายกอดกล่องดนตรีไขลานที่มีตุ๊กตาเซรามิกรูปเทวดาองค์น้อยประดับเอาไว้แนบอก
ของขวัญให้น้อง
เขาคิดและหมกมุ่นกับมันมาตลอดระยะเวลาเก้าเดือนเต็ม
แล้วพ่อก็ส่งห่อผ้าซึ่งก่อนหน้านี้ประคองกอดเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหนมาให้เขา ในห่อผ้าสีฟ้าปรากฏใบหน้าเล็กๆ จมูกกลมจิ๋วหลิว กับริมฝีปากที่คอยแต่จะเคี้ยวตัวเองอยู่ไม่เลิกรา เขาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตประหลาดนั้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“ลืมตาสิ ชางมินนี่” เขากล่าว พลางก้มลงแตะริมฝีปากบนหน้าผากโหนกนูนของเด็กน้อย พ่อกับแม่หัวเราะทั้งน้ำตาอย่างปลื้มปีติทันทีที่เห็นเขาทำเช่นนั้น
“น้องยังไม่ลืมตาหรอกลูก” แม่บอก
แล้วตั้งแต่วินาทีนั้น ยุนโฮก็มีเรื่องท้าทายใหม่ที่ต้องหมกมุ่นกับมันต่อจากเรื่องของขวัญ คือการรอคอยอย่างใจเย็นกระทั่งวันที่น้องลืมตา
ทุกอย่างดูนิ่มนวลและเปราะบางมากในคราวเดียว ภาพตรงหน้าเหมือนฝันจนเขาไม่อาจทำอะไรรีบเร่งเพราะกลัวว่าความฝันที่แสนสมบูรณ์แบบจะฉีกขาด เขาค่อยๆเอื้อมมือไป แล้วใช้ปลายนิ้วชี้แตะลงแผ่วเบาบนฝ่ามือน้อยๆของทารก
ทันใดนั้นเองสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ทารกน้อยกำนิ้วชี้เขาเอาไว้สุดแรง
“ทำไมลูกถึงต้องรักน้องคนนี้รู้ไหม” พ่อถามเขา
เขาไม่รู้จริงๆจึงส่ายหน้ารัว พ่อยิ้มอ่อนโยนให้กับความไม่รู้เดียงสา ก่อนจะโน้มลงมาจูบศีรษะเขาเบาๆ
“เพราะเลือดในตัวน้อง เป็นเลือดของพ่อกับแม่ แล้วก็ลูกด้วยไงล่ะ ยุนโฮ”
To be continued...
* เกาะอัลกอนควิน สภาพสังคมประมาณเมืองนิวยอร์คตอนบน
** เบเนแฟ็คเตอร์ เฟลท์เซอร์ เทียบเท่าเมอร์ซิเดส SL-Class
OST. [ Daisy ]
- - -

AN: วันนี้เมื่อปีที่แล้วเรากำลังลำเลียงส่ง AlwaysB* อยู่เลยค่ะ >_<
ปีนี้จริงๆก็ตั้งใจทำอะไรฉลองอยู่เหมือนกัน แต่เสร็จไม่ทัน (เศร้า)
HBD ย้อนหลังให้แจจุง และล่วงหน้าให้น้องมินด้วยเลยค่า ^^
ส่วนวันนี้สำหรับ B-day boy มีความสุขมากๆนะยุนโฮ และแฟนยุนโฮทุกคนเลยน้า รัก ❤