Can I Love You? (34)
posted on 10 Jul 2008 10:27 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
34. รอยร้าว
ยุนโฮสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก เพราะเสียงโอ้กอ้ากซึ่งดังออกมาจากในห้องน้ำ แสงสีส้มอมเหลืองสว่างลอดช่องว่างระหว่างบานประตูที่แง้มเปิดเอาไว้ ข้างกายของเขา...ปราศจากคนเป็นภรรยา...
ชายหนุ่มร่างสูงเดินคลำทางในความมืด แสงจากห้องน้ำที่ค่อยๆ สว่างขึ้นตามลำดับทำให้เขาจำต้องหยีตา
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้เขาอุทาน
“ยองเอ!?”
ยองเอนั่งหมดสภาพอยู่กับพื้นกระเบื้องอันเย็บเยียบ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดหล่อเลี้ยง ใต้ตาบวมคล้ำเพราะอดนอน เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปกดชักโครกช้าๆ ด้วยท่าทางอิดโรย
“ไหวไหมคุณ?”
ยุนโฮถลันเข้าไปประคอง แต่พอเห็นหน้าสามีปุ๊บ เธอก็กลับต้องโก่งคออาเจียนอีกแทบจะในทันที
ลูบหน้าลูบหลังกันจนฟ้าเกือบสาง ยุนโฮไม่อาจระงับความกังวลใจไว้ได้อีก เขาตัดสินใจโทรศัพท์หาอาจารย์หมอ เพื่อนคนสนิทของลีเฮซอง ผู้คอยดูแลเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพยองเอตั้งแต่ยังเล็ก คุยกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างอยู่ราวๆ สิบห้านาที ก่อนจะวางหู
“ผมว่าพรุ่งนี้คุณไปให้หมอตรวจดูหน่อยเถอะนะ”
“...อ..อืออออ...”
ยองเอคราง ขณะขดกายเข้าไปในอ้อมกอด เมื่อยุนโฮจุมพิตเธอที่หน้าผาก
.
.
.
เธอคงตั้งท้องแน่ อย่างน้อยเธอก็เชื่ออย่างนั้น
เพราะสามีติดประชุมเช้า ไม่สามารถมาด้วยได้ เธอจึงนั่งรอตรวจร่างกายอยู่เพียงลำพังในห้องที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นที่ยากจะแยกแยะได้ว่าสะอาดจนฉุน หรือเหม็นจนนาสิกประสาทถูกทำลายได้ในพริบตากันแน่ของโรงพยาบาล เธอได้แต่มองไปรอบๆ ห้องสีขาวที่ว่างเปล่า บนผนังติดภาพวิวัฒนาการในครรภ์มารดาของทารก และพวกเขาในวัยต่างๆ น่ารักน่าชังจนเธอพลอยยิ้มตาม
ยองเอเผลอลูบท้องน้อยตัวเองเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
นายแพทย์วัยประมาณห้าสิบปี ใบหน้ายังเต่งตึง ทั้งที่เส้นผมเริ่มถูกแซมแทรกด้วยสีดอกเลาแล้วบ้างเล็กน้อย เดินเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจอย่างคนคุ้นเคย
“รอนานไหม หนูยองเอ?” อาจารย์หมอถาม ขณะนั่งลงบนเก้าอี้สำนักงานซึ่งมีพนักสูงจนน่าตกใจ
“ไม่นานหรอกค่ะ คุณอา แค่นี้หนูรอได้ มารบกวนคุณอาแต่เช้า แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว”
“ไม่เป็นไรๆ เมื่อคืนที่ยุนโฮโทรมา อาก็ตกใจแทบแย่ อาการเป็นยังไงบ้างล่ะ ได้นอนบ้างหรือยังเนี่ย?”
“ได้งีบมาบนรถแล้วค่ะ นึกว่าจะแย่ซะแล้ว”
อาจารย์หมอหัวเราะเสียงดัง มือพัลวันอยู่กับการเตรียมอุปกรณ์ตรวจโรค พยาบาลสาวหน้าอ่อนเป็นคนช่วยพยุงยองเอไปยังเตียง เธอรู้สึกตื่นเต้นขึ้นทุกขณะ จนแล้วจนรอดก็แทบจำอะไรไม่ได้ว่าอาจารย์หมอถามอะไร แล้วเธอตอบอะไรไปบ้าง รู้สึกว่าโลกหมุนคว้าง จนอยากจะอาเจียนเสียอีกรอบ
กระทั่งทุกอย่างเวียนกลับมาเหมือนเดิม
เธอนั่งรอผลตรวจอยู่เพียงลำพัง ในห้องสีขาวสว่าง
เธอเผลอลูบท้องน้อยตัวเองเบาๆ อีกครั้ง
หวัง...ว่าเธอคงตั้งท้องแน่
ทว่าครานี้ อาจารย์หมอกลับเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าคล้ายเดิม ไม่ได้ยิ้มแฉ่งหน้าบานด้วยมีความสุขออกนอกหน้าอย่างคนกำลังจะได้หลานดังที่เธอหวังจะได้เห็นแต่อย่างใด
อาจารย์หมอนั่งลง ขยับแว่นสายตาขณะจ้องมองแผ่นกระดาษสองสามใบในมือ “ยองเอ หนูเพลียมากนะ เดี๋ยวอาให้ยาไปทาน หนูต้องดูแลตัวเองดีๆ พักผ่อนมากๆ รู้ไหม”
“...................”
“...................”
“คะ?”
“หืม?”
“เสร็จแล้วหรือคะ คุณอา?”
“ใช่ เสร็จแล้ว รอรับยาด้านนอกเลยนะ เดี๋ยวอาให้พยาบาลพาไป”
ใบหน้าซีดเซียวอันแลดูไร้ชีวิตชีวาอยู่แล้วสลดลงเหมือนรากไม้ที่ตายซาก “หนูแค่เพลียหรือคะ?”
“ใช่แล้วลูก” ถึงตรงนี้ น้ำเสียงของอาจารย์หมอเองก็แผ่วลง ผู้สูงวัยกว่ามองคนที่ตนเห็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก รักและเอ็นดูเสมือนหลานสาวในไส้อย่างเห็นใจ เขาเองก็รู้ดีว่ายองเอหวังอะไร
แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ ในเมื่อโลกนี้ยังคงเลวร้ายและกลับตาละปัด จะให้เขาพูดอย่างไร
“หนูไม่ได้ท้องหรอกหรือคะ” น้ำตา...ค่อยๆ ไหลออกมาอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ “ว้า...แย่จังเลย...”
“ยองเอ ฟังอานะลูก มันเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์นะ ญาติๆ ทางฝั่งคุณแม่ของหนู รวมถึงแม่ของหนูเอง ทุกคนมีลูกยากทั้งนั้น แต่แม่ของหนูก็ตั้งใจมากๆ เลย จนในที่สุดก็มีหนูจนได้”
ยองเอแค่นยิ้ม พยายามยกริมฝีปากขึ้น ทั้งๆ ที่มันหนักอึ้ง น้ำตาก็ยังคงรินไหล
“เห็นไหมยองเอ ดูหนูตอนนี้สิ โตเป็นสาว สวย แล้วก็พร้อมที่จะมีเจ้าตัวเล็กน่ารักๆ อีกคนนะ หนูต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรง รู้ไหม...” น่าขันจริงที่ผู้ใหญ่ก็พลอยเศร้าใจไปกับคนตรงหน้าด้วย เสียงของอาจารย์หมอเริ่มสั่นเครือ เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะเธอ “อย่าเพิ่งท้อนะลูกนะ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ปาดน้ำตา แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ทั้งที่เวลานี้ หัวใจกลับห่อเหี่ยวจนแทบสลายเป็นผง
“ค่ะ คุณอา หนูจะดูแลตัวเอง”
.
.
.
เพื่อนสนิทชื่อลีนา คนที่เป็นลูกสาวเจ้าของโรงพยาบาลคนนั้น เป็นคนขันอาสาไปรับไปส่งยองเอแทนยุนโฮในวันนี้ หญิงสาวร่างเล็กมีสีหน้าเคร่งเครียดเกินความจำเป็น ยามที่เธอพยายามพารถยนต์คันสวยฝ่าการจราจรอันแสนคับคั่งตรงแยกสัญญาณไฟจราจร รถคันนี้ดูจะใหญ่โตเกินไปสำหรับเธอ ทำให้การหักพวงมาลัย ดูเผินๆ คล้ายการโหนพวงมาลัยไปโดยปริยาย
ยองเอหยุดร้องไห้แล้ว แต่ใบหน้าสะสวยยังคงเปื้อนเปรอะไปด้วยรอยคราบน้ำตา รายการวิทยุกำลังเปิดเพลง ‘เกิร์ลเฟรนด์’ ของเจ้าหญิงพั๊งค์ร็อคผู้แสนน่ารัก แอฟวริล ลาวีน แอฟวริลกำลังตะโกนโหนเสียงอย่างบ้าคลั่งทวนคำร้องที่ว่า ‘เฮ้! เฮ้! ยู! ยู!’ อยู่นั่น
ยองเอชักทนไม่ได้ต้องเอื้อมมือไปปิดเครื่องเสีย
“หยุดเล่นบทโศกได้แล้วน่า ยัยเบ๊อะ เธอทำอย่างกับการนอนกับแฟนเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ราวกับการสอนให้ด้วงกว่างร้องเพลงยังไงอย่างงั้นแน่ะ แค่นอนกับแฟนนะยะ...ย้ำ! แค่นอนกับแฟน...”
ลีนา เพลย์เกิร์ลผู้น่ารักแสนกล
“เธอไม่ได้อยากมีลูกนี่หน่า ลีนา เธอไม่เข้าใจฉันหรอก”
ลีนาเบ้ปาก “ต่อให้องค์อัลเลาะฮ์มีจริงก็ไม่เข้าใจเธอหรอกย่ะ”
ยองเอทำเป็นไม่ได้ยิน เธอแค่นหัวเราะ “เธอรู้จักผู้จัดการจองน้อยเกินไป”
“อยากรู้จักให้มากกว่านี้เหมือนกันแหละ”
“อย่าเพิ่งเล่นได้ไหม”
“จ้า จ้า กลัวแล้ว” ลีนาปล่อยพวงมาลัย เพื่อที่จะยกมือขึ้นทำท่าจนแต้ม รถเสียการทรงตัวไปชั่ววินาทีหนึ่ง ก่อนจะกลับมาแล่นไอ้อย่างราบเรียบอีกครั้ง
เธอทั้งสองปล่อยให้ความเงียบครอบครองบรรยากาศไว้ชั่วครู่หนึ่ง ต่างจมอยู่ในวังวนแห่งความคิดของตนอย่างห้ามไม่ได้ นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลเข้มของลีนาดูเผินๆ เหมือนกำลังจ้องมองถนนหนทางเบื้องหน้า แต่ก็ว่างเปล่าราวกับว่าเธอไม่ได้สนใจมองสิ่งใด กระทั่งในที่สุดเสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงัน
“เธอเคยคิดไหมว่าเขาจะมีคนอื่น”
ประโยคนั้นทำให้ยองเอหายใจขัด แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยลมหายใจที่กระชั้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ไม่หรอก ยุนโฮบอกว่าไม่ ฉันเชื่อเขา”
“เชอะ!” ลีนาแค่นเสียงหัวเราะหยัน “ประเสริฐจริงเพื่อนฉัน คุณพระสวามีว่าไงก็ว่าตามนั้น ไม่คิดเลยหรือไงว่าเขาอาจจะหลอกเธอก็ได้ พนักงานในลีคอสเขาลือกันให้แซ่ดว่ายุนโฮของเธอควงกิ๊ก ฉันเข้าออกลีคอสนานๆ ทียังเริ่มคล้อยตาม ส่วนเธอเข้าไปที่นั่นเกือบทุกวัน ไม่ฟังหูไว้หูบ้างเลยหรือไงยะ จะมากไปหน่อยมั้ง”
ยองเอก้มหน้านิ่ง จ้องมองแต่ฝ่ามือของตัวเองที่เริ่มซีดเผือดและเย็นชืด ไม่รู้ตัวว่าริมฝีปากเริ่มสั่น
ลีนายังคงพูดต่อไป “ฉันเคยได้ยินหรอกน่า รายการครอบครัวตอนเช้าๆ ก็พล่ามกรอกหูอยู่ทุกวันว่าความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคู่ แต่การที่เธอเชื่อใจเขาแบบไม่ลืมหูลืมตาเนี่ย ถามหน่อยเถอะ เชื่อมั่นหรือว่าหลอกตัวเองกันแน่ จริงอยู่ แฟนเธอแสนดี เมื่อก่อนเธออยู่ไหนเขาอยู่ที่นั่น แต่แล้วตอนนี้ล่ะ ในเวลาที่เธอต้องการเขา เขาหายหัวไปไหน?”
“...................”
“ยุนโฮเปลี่ยนไปแล้ว ยองเอ นี่คือความจริง เขาไม่เหมือนเดิม แม้แต่ฉันยังรู้สึก สาอะไรกับเธอที่เจอหน้าเขาทุกวัน หยุดหลอกตัวเองเสียทีเถอะ”
“ธ..เธอจะบอกว่ายุนโฮมีคนอื่นจริงอย่างนั้นหรือ ลีนา” สุ้มเสียงของยองเอสั่นเครือและแฝงแน่นไว้ด้วยความหวั่นเกรง น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “เธอพูดแบบนี้ได้ยังไง เธอเป็นเพื่อนรักฉันนะ”
“ก็เพราะฉันเป็นเพื่อนรักเธอน่ะสิ เราคบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมอนุบาล ที่ฉันพูดก็เพราะไม่อยากเห็นเธอต้องอกกลัดหนองย่ะ นังโง่”
“แต่ยุนโฮไม่ใช่คนอย่างนั้น ฉันคบเขามาหลายปี เรารักกัน ทำไมฉันจะไม่รู้”
“เธอรู้หรือว่าเขาเป็นคนยังไง ถามใจตัวเองดู จนแล้วจนรอดเขาก็เป็นผู้ชาย เธอไม่มีวันเข้าใจผู้ชาย พวกนี้ทะเยอทะยานไม่รู้จักพอ ชอบการเอาชนะ เป็นนักรักที่บ้าเลือด” ลีนาพูด “เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงทำตัวสำมะเลเทเมา มั่วผู้ชายไปวันๆ แล้วไม่ยอมร่วมหัวจมท้ายกับใครสักคน ก็เพราะอย่างนี้ไง ผู้ชายไว้ใจไม่ได้ เขาจะทำให้เธอรักแล้วทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส เขาจะจากไป ทิ้งไว้แต่ความรักที่เธอมีให้เขา เธอจะทรมานไปจนตาย ชีวิตของเธอจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก ฉันไม่อยากจะรักไอ้ผู้ชายเลวๆ พวกนี้ ฉันอยากจะอยู่รอดแต่ก็ขาดความรักไม่ได้ ฉันเลยต้องเล่นบทผู้ชาย ฟันแล้วทิ้งซะให้หมด”
“เธอมองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้วนะ” ทั้งๆ ที่มั่นใจในตัวคนรักถึงขนาดนั้น หากไม่รู้ทำไมน้ำตาหยดแรกถึงได้รินไหล ยองเอเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่อยากให้ลีนามองเห็นว่าเธอกำลังชอกช้ำเพียงใด “เธอพูดอย่างกับว่าพ่อเธอไม่ใช่ผู้ชาย ผู้ชายทุกคนในโลกต้องเป็นแบบที่เธอว่าหมดหรือไง ไม่มีเหตุผลเลย”
“พ่อฉันทิ้งฉันกับแม่ไปแล้วย่ะ ไอ้เวรนั่นไม่ใช่ผู้ชาย มันเป็นหมาตัวเมียที่มีไอ้นั่น! อย่าเปลี่ยนเรื่อง ยองเอ ยอมรับเถอะ ผู้ชายก็คือผู้ชาย ระแวงไว้ซะบ้าง ก่อนที่จะไม่มีเขาไว้ให้กอดอีก”
“เขาไม่ใช่คนอย่างนั้น”
“พูดประโยคนี้อีกแล้ว อยากได้เสื้อไหม ฉันจะได้สั่งทำเสื้อยืดสกรีนลายประโยคนี้ให้เธอใส่ จะบอกให้นะยัยอินโนเซ้นส์ ฉันรู้ว่าแฟนเธอเป็นคนดี เขาดีมาก ดีมากกว่าผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยเจอ แต่มันไม่สำคัญว่าเขาจะเป็นคนแบบไหน สำคัญที่ว่าเชื้อเพลิงน่ะเป็นใคร ใครที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป ถ้าเธอเป็นผู้หญิงคนนั้นเธอจะทำยังไง เธอรักเขา เธอมั่นใจว่าเธอรักเขามากกว่าใครในโลกใบนี้ เธอจะทำทุกวิถีทางที่จะรั้งเขาไว้ไหม ส่วนเขาก็เป็นแค่ผู้ชาย เหมือนลูกโป่งสวรรค์ที่พัดไปตามลม”
“นี่ฉันยังรักเขาไม่พอหรอกหรือ?” ยองเอรำพันอย่างปวดร้าว
“ความรักน่ะ ไม่มีคำว่าเพียงพอหรอก”
ลีนาถอนหายใจยาว เธอเองก็รู้สึกเจ็บร้าวไม่น้อยไปกว่าเพื่อนรักเลย
ในเวลาที่จิตใจห่อเหี่ยวเช่นนี้ คนที่ยองเออยากจะพบที่สุดคงเป็นพ่อบังเกิดเกล้า และลีนาก็รู้ใจเพื่อนดี เธอจึงขับไปเรื่อยๆ
รถเลี้ยวซ้ายที่แยกด้านหน้า ทางที่จะนำไปสู่สำนักงานลีคอสคอร์ป จังหวะนั้นเองที่ยองเอเห็นเขา ยืนปะปนกับผู้คนบนฟุตบาธ
หญิงสาวรีบกดเปิดกระจกหน้าต่างรถ
“แจจุง!”
.
.
.
ร้านอาหารอิตาเลียนเปิดเพลงบรรเลงของโมซาร์ด เป็นเพลงที่ทำให้บรรยากาศเงียบเชียบในฤดูหนาว ยิ่งชวนเหงาเข้าไปใหญ่ แสงสีส้มทาบฉายใบหน้างดงามที่แสนหมองเศร้าของเธอจนแลดูมีมนต์สะกดคล้ายภาพวาดหญิงสาวกับต่างหูมุกของ โยฮันเนส เวอร์เมียร์ บทสนทนาไม่ได้รับการสานต่อ ตั้งแต่บทเพลงนี้เริ่มขึ้น เหมือนเธอกำลังหลบใจตัวเองไว้ในโลกอื่น แล้วดื่มด่ำกับบทเพลงที่ทำให้เธอหวนย้อนนึกถึงอดีต
หลังจากพบกันโดยบังเอิญ ยองเอก็ออกปากชวนเขามาเลี้ยงอาหารกลางวัน ลีนากลับไปแล้ว โดยปล่อยให้ยองเอและแจจุงอยู่กันตามลำพัง เธอดีกับเขามาก ปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดีอย่างที่แจจุงไม่เคยได้รับความห่วงใยเช่นนี้จากใครนอกจากยุนโฮ เธอระบายความอัดอั้นตันใจทุกอย่างให้เขาฟังดั่งเพื่อนสนิท
หากเขายังไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเธอ
“แจจุง” เมื่อท่อนสุดท้ายของบทเพลงถูกเล่นจนจบ เธอจึงเอ่ยปาก แจจุงเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างครึ่งๆ กลางๆ คือมองหน้า แต่ไม่ยอมสบตาอยู่ดี “ระยะนี้คุณได้คุยกับยุนโฮบ้างไหมคะ?”
แจจุงเพียงแค่ส่ายหน้าช้าๆ อย่างชั่งใจ
ยองเอถอนใจ ก่อนจะแสร้งปั้นรอยยิ้มที่ดูพยายามทำให้เหมือนไม่มีกังวลมากจนเกินไป
“ยุนโฮเป็นคนแบบนี้ มีอะไรอยู่ในใจก็ไม่ค่อยบอก ฉันเป็นห่วงเขามาก ระยะนี้เขาไม่ค่อยอยู่บ้านเลยค่ะ ฉันเกรงว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
แจจุงพยักหน้า ทั้งที่ไม่คิดว่าสิ่งที่ยองเอต้องการพูดกับเขาจะมีเท่านี้จริงๆ สีหน้าของเธอแลดูร้าวรานมาก ส่วนนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นก็บ่งบอกว่าภายในของเธอก็บอบช้ำมากไม่แพ้กัน ดวงหน้าขาวสะอ้านที่เคยทอประกายพร่างพราย วันนี้กลับถูกครอบงำด้วยความเศร้าหมอง ซีดเซียว ไร้ชีวิต
‘ยองเอ มีอะไรหรือเปล่า?’
เขาก้มเขียน ก่อนยื่นแผ่นกระดาษใบเล็กๆ ให้เธอ เธอรับมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ยองเอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะผ่อนออกมา แล้วกล่าวว่า “หลายวันมานี้ฉันไม่ค่อยสบาย คิดว่าฉันคงท้องแน่ แต่เมื่อเช้าฉันไปตรวจที่โรงพยาบาลมา ก็ได้รับคำตอบว่าฉันเพียงแค่ไม่สบายเท่านั้น”
“...................”
“สำหรับคนอื่นคงเป็นเรื่องเล็กน้อย เรายังมีกัน ยังพยายามกันใหม่ได้ แต่สำหรับฉัน พอได้ฟังคุณหมอพูดแบบนั้น...เหมือนโลกทั้งโลกมันพังทลายเลย” หยาดน้ำตารื้นขึ้นมาพาให้โพรงจมูกพลอยแสบปร่า ปลายเสียงของยองเอสะบัดและสั่นเครือน้อยๆ จนแจจุงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปกุมมือเธอไว้
“ยุนโฮไม่ค่อยอยู่บ้าน เขาหายไป ฉันเป็นห่วงเขามาก แต่เขาก็ไม่เคยบอกอะไร ฉันได้แต่ทนเพราะรู้ว่าเขาคงต้องการช่องว่าง ฉันปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้มานานเหลือเกินแล้ว บางทีฉันก็นึกน้อยใจนะคะ”
หญิงสาวแค่นยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ร่างกายของแจจุงเย็นเฉียบ
“หลายคนลือว่าเขามีคนอื่น ฉันไม่เชื่อคนพวกนั้น แม้แต่เพื่อนรักของตัวเอง ฉันทำเป็นหูทวนลม มองข้ามมันไป เพราะเขาบอกว่ามันไม่จริง ฉันเชื่อเขา เชื่อมาโดยตลอด”
“...................”
“ฉันรักเขา เรารักกันมานาน แต่จนตอนนี้ ฉันไม่รู้ว่าความไว้ใจมันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอเม้มริมฝีปากสีซีดนั้นจนเกือบเป็นเส้นตรง “ฉันกลัวค่ะ”
‘กลัว?’
ยองเอพยักหน้า “ฉันกลัวว่าความรักที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาเป็นเวลาหลายปีจะต้องจบลงเร็วขนาดนี้”
ราวกับถูกตบหน้า แม้จะเป็นเพียงคำพูดพื้นๆ ที่เธอมาขอรับคำปรึกษา หากแจจุงกลับรู้สึกเหมือนถูกคนทิ้งโลกประณามหยามเหยียด
เขาบีบมือเธอแน่นขึ้น เขาเองก็กำลังหวาดกลัว...
ไม่กล้าที่จะสู้หน้าเธออีกต่อไป เพราะกลัวว่าเธอจะรู้สิ่งที่เขาเก็บซ่อนไว้ ทุกครั้งที่เขาอยู่กับยุนโฮ ความสุขที่เคยมีมันแสนน่าหวาดหวั่น เขากลัวทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ของยุนโฮดัง กลัวทุกครั้งที่ยองเอถามถึงเขา
กลัว...
กลัวมากจริงๆ
.
.
.
บ้านเงียบสงัดจนผิดสังเกตเมื่อยุนโฮมาถึง ไม่มีเสียงขานรับอย่างสดใสของยองเอต้อนรับ แม้แต่เสียงของโมบายลมที่แสนคุ้นเคยก็นิ่งสงัด
“ยองเอ”
ไฟที่เปิดไว้เพียงสองสามดวงให้แสงรำไรจนยากเกินมองเห็น ไม่มีกลิ่นอาหารหอมหวนรอคอยอยู่ ไม่มีกลิ่นดอกไม้ ไม่มีเสียงของเชฟอาหารนานาชาติจากรายการโทรทัศน์ ยุนโฮย่องเข้าไปในบ้าน ผลักประตูห้องต่างๆ ให้เปิดออกทีละบาน เรียกหาคนเป็นภรรยา
“ยองเอ?”
หญิงสาวนั่งขดกายอยู่ ณ มุมห้องที่เงามืดโรยคาดฉาบผิวกายซีดเผือด ดูกลืนหายไปกับสีชมพูกลีบกุหลาบอ่อนๆ บนชุดนอนผ้าลินินที่เธอสวม เธอโอบกอดตนเองเอาไว้ ไหล่บางสั่นไหวยามเมื่อเธอร่ำเสียงสะอื้นไห้ เศษแก้วเล็กๆ ที่แตกกระจายอยู่เกลื่อนลั่นเสียงบดกับพื้นห้องเมื่อยุนโฮย่างฝ่าเท้า
“ยองเอ คุณเป็นอะไรไป” เขาเอื้อมมือไป หวังจะเช็ดน้ำตาให้ ทว่าเธอกลับปัดมือเขา ยุนโฮถอนหายใจแผ่วเบา พยายามอดกลั้นการแสดงท่าทีตะขิดตะขวงไม่พอใจเอาไว้ “วันนี้หมอว่ายังไงบ้าง?”
ในที่สุดเธอก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ความมืดที่บดบังทำให้ยุนโฮไม่อาจมองเห็นสิ่งใดไปได้ชัดเจนกว่าคราบน้ำตาที่สะท้อนประกาย
“ฉันไม่ได้ท้อง” เธอกล่าว
“ไม่เห็นต้องร้องไห้เลย เราพยายามกันใหม่ก็ได้นี่”
ยุนโฮค่อยๆ ค้อมกายลงเพื่อกุมมือเธอเอาไว้ หากเธอกลับสะบัดอีก ครั้งนี้แรงขืนมีมากพอจะทำให้ยุนโฮเซถอยไปสองสามก้าว ดวงตาของเขาเบิกโพลงด้วยความตกใจ แต่สิ่งที่นัยน์ตาฉายชัดมากกว่านั้นคือความไม่เข้าใจ ยองเอไม่เคยระบายอารมณ์ใส่เขามาก่อน
“พยายามอะไร!” เธอตะหวาดเสียงดังจนเกือบจะเรียกได้ว่ากรีดร้อง “ทุกวันนี้ฉันยังพยายามไม่พออีกหรือ คุณไม่เคยอยู่บ้านเลย เมื่อก่อนก็นานๆ ครั้ง เดี๋ยวนี้เริ่มถี่ ถามหน่อย คุณหายหัวไปไหนนักหนา คุณไม่มีเวลาให้ฉัน แล้วยังจะให้ฉันพยายามอีกหรือ!”
“คุณเป็นอะไรไป...”
“ออกไปเถอะ”
“ยองเอ อย่าทำแบบนี้”
“ขอร้องเถอะ ขอฉันอยู่คนเดียว”
ยุนโฮหรี่ตา พลางส่ายหน้าช้าๆ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเพียงแต่อยู่ให้ห่างเธอไว้ แล้วเฝ้ามองเธอร้องไห้ฟูมฟาย แม้ในใจจะรู้สึกเดือดดาลสักแค่ไหน หากเขาก็ตระหนักดีว่าตนเองติดค้างเธอมามากพอแล้ว จึงเลือกที่จะถอยออกไปอย่างเงียบๆ
“ขอโทษนะ ผมพยายามแล้ว พยายามที่จะทำให้ทุกคนมีความสุข แต่ผมเป็นพระเจ้าให้คนทั้งโลกไม่ได้” ยุนโฮเม้มริมฝีปากแน่น แววสั่นระริกรื้นในดวงตาคมกริบ “แล้วผม...จะซื้ออะไรมาให้คุณทาน”
.
.
.
แจจุงรู้สึกแปลกใจที่จู่ๆ ยุนโฮก็ผลักประตูเข้ามา ร่างเพรียวเหลือบสายตามองนาฬิกาแขวนซึ่งถูกแขวนไว้ ณ ฝั่งตรงข้าม ก่อนพบว่าขณะนี้เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มครึ่งแล้ว
ยุนโฮดูมีสีหน้าหงุดหงิดระคนท้อแท้ใจ เขายังคงสวมชุดทำงาน เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่ถูกพับขึ้นมาถึงข้อศอกนั้นยับย่น ปลดปมเน็คไทสีดำลงอย่างชุ่ยๆ ชายหนุ่มทรุดกายนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวกลางห้องโดยไม่ปริปากพูดสักคำ แจจุงนั่งลงบนเตียง เฝ้ามองใบหน้าที่นับวันยิ่งซูบเซียวของเขา รอคอยฟังเขาพูด แต่ยุนโฮก็ไม่มีท่าทีจะยอมเผยความในใจ มีเพียงเสียงถอนหายใจนานๆ ครั้งอย่างหัวเสียเหลือรอดมาให้ได้ยิน
แจจุงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานที่ห้องทั้งห้องถูกความเงียบงันกลืนกิน ในที่สุดแจจุงก็อดกลั้นความสงสัยไว้ไม่ได้ เขาเดินเข้าไปหาคนรัก คว้าฝ่ามือโตๆ ที่แสนอุ่นนุ่มและอวลไว้ด้วยไอความรักที่มีต่อกันเสมอมานั้นมากุมไว้
‘ไม่กลับบ้านหรือ เวลานี้คุณควรอยู่กับเธอนี่นา’
ยุนโฮถอนหายใจเสียงดัง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น แววตาแข็งกร้าวดูอ่อนโยนลงทันทีที่สายตาประสานกับคนที่แสนสวยงามตรงหน้า
“ยองเอทำตัวงี่เง่ามาก ผมไม่อยากกลับไปเจอเธอตอนนี้”
แจจุงถึงกับหายใจขัดเมื่อได้ฟัง รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาในหัวใจ ยุนโฮไม่เคยพูดถึงยองเอในแง่ร้ายเช่นนี้มาก่อน เมื่อนั้นที่ภาพใบหน้าอันแสนเศร้าโศกของยองเอแล่นปราดเข้ามาให้ระลึกถึงในห้วงความคิดที่เกือบจะว่างเปล่า น้ำตาของเธอ สายตาของเธอ เธอกำลังทุกข์ทรมานอย่างที่ไม่ว่าพระเจ้าก็คงไม่สามารถช่วยแบ่งรับได้
พวกเขาเองที่ฆ่าเธอ...
เพี๊ยะ!!!
เสียงตบดังฉาดใหญ่ ใบหน้าของยุนโฮสะบัดไปตามแรงมือ ราวกับแส้ที่หวดแรงให้เขาประหวัดสายตากลับขึ้นมามองหน้าคนรักอย่างไม่เข้าใจ
‘กลับไปหาเธอเดี๋ยวนี้นะ’
แจจุงน้ำตานองหน้า
‘คุณจะทิ้งเธอไม่ได้ กลับไป เดี๋ยวนี้!’
“เป็นอะไรไปอีกคนน่ะ แจจุง” ยุนโฮเริ่มเดือดดาลบ้าง “จะให้ผมทำยังไง...ก็ผมรักคุณนี่!”
กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าที่ถูกฉีกจากสมุดเปื้อนเปรอะรอยน้ำตา
‘แต่เธอเป็นเมียคุณ’
“เหอะ!” ยุนโฮกระชากเสียงหัวเราะ “โอเค ได้...ก็ได้ ผมยอมคุณแล้ว ผมจะไปบอกเธอเรื่องของเรา”
‘อย่านะ!’
“แล้วคุณต้องการอะไร!?” เขาตะหวาดกร้าว บีบข้อมือแจจุงด้วยฝ่ามือที่สั่นพร่า ร่างกายของเขาราวกับพร้อมที่จะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ได้ทุกเมื่อ “เราเกือบลาจากกันได้ ไปตามทางของตัวเอง กลับไปเป็นเหมือนวันเก่าๆ เราไม่เคยรู้จักกัน แต่แล้วคุณก็เดินกลับมา ขอร้องให้ผมอยู่ ตอนนี้ผมอยู่ตรงนี้แล้ว แต่คุณก็ปฏิเสธอีก คุณต้องการอะไรกันแน่น่ะแจ...จะอยู่กันแบบนี้จนกว่าจะตายจากกันใช่ไหม!?”
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่า ร่วงหล่น เหมือนฝนที่โปรยชะชายคา
‘คุณไม่เคยเป็นแบบนี้เลย’
“แล้วคุณรักยุนโฮ หรือว่ารักเจ้าชายกันแน่ล่ะ!”
‘ยุนโฮ...ผมขอร้อง คุณจะให้เธอรู้เรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าคุณรักผม ทำเพื่อผม คุณรักผมใช่ไหม?’
แจจุงรั้งยุนโฮมากอดไว้ ทำทุกวิถีทางอย่างสุดกำลังเพื่อรั้งเขา ดวงตากลมโตเอ่อเครือไปด้วยหยาดน้ำตา เขาเจ็บปวดเหลือเกินทุกครั้งที่ได้มองใบหน้าที่งดงามของยุนโฮ เจ็บปวดเกินจะทานทนไหว...
‘คุณรักผมใช่ไหม ยุนโฮ’
“รัก ผมรักคุณมากด้วย ถ้าไม่รู้ก็รู้ไว้ซะ”
แจจุงสะอื้นหนัก
‘งั้นทำเพื่อผม อย่าให้เธอรู้เรื่องนี้ เพราะถึงคุณจะบอกเธอ ถึงเธอจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลิกหลบๆ ซ่อนๆ ได้ ผมอยากจะอยู่กับคุณแบบนี้ อย่าทำให้ยองเอต้องเสียใจเลยนะ’
“ถ้าคุณรู้สึกผิด แล้วทำไมคุณไม่ปล่อยผมไปล่ะ” ยุนโฮกลั้นเสียงสะอื้น ขณะที่เขาผลักไสตนเองออกจากอ้อมกอดของแจจุง กำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองจากความผิดหวัง ในที่สุดก็พังทลายลงจนไม่อาจหาญห้ามน้ำตา
“...................”
“ปล่อยผมเถอะ”
เสียงกระแทกปิดประตูดัง พร้อมๆ กับที่แข้งขาสูญเสียเรี่ยวแรงไปสิ้น
แจจุงทรุดกายลงร่ำไห้
และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เรียนรู้ว่าการร้องไห้จนน้ำตาแห้งเหือดไปจนสิ้นนั้นเป็นอย่างไร
.
.
.
“เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ไหม เป็นหนังสือที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในรอบปีเลยว่าห่วยแตก แต่ฉันชอบมากนะ”
เสียงของยุนโฮ เรียกให้ยูชอนจำต้องเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่าง เฝ้ามองแสงไฟของเมืองใหญ่ที่ฉายระยิบระยับเหมือนทะเลดาวบนพื้นดิน ความงดงามที่เกิดขึ้นจากภาพลวง ซึ่งคงจะหายวับไปเมื่อแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่มาถึง ภาพทะเลดาวอันแสนสวยก็จะกลับกลายเป็นเพียงแค่แหล่งชุมชนแออัด การจราจรที่ติดขัด และคุณภาพที่ชีวิตของคนที่ย่ำแย่ เร่งรีบ ปากกัดตีนถีบหาเลี้ยงชีพกันไป
ความคิดนั้นทำให้เขาจำต้องเงยหน้า...ขึ้นเพื่อกักกลั้นน้ำตาเอาไว้
“พวกนักวิจารณ์เนี่ย คิดว่าตัวเองเป็นใครงั้นหรือ ถึงมีสิทธิ์มาตัดสินคนอื่น พวกนี้ถนัดแต่ใช้ปาก แต่ขาแข้งเป็นง่อยมากกว่า ตัวเองอ่านไม่เข้าใจก็ใช่ว่าชาวบ้านเขาจะโง่เชื่อไปด้วยใช่ไหม”
ยูชอนกัดริมฝีปากตนเอง ปล่อยให้คำพูดของยุนโฮซึมซับลงไปในหัวใจ
“นิยายกับเทพนิยายมันต่างกันยังไงน่ะหรือ เทพนิยายน่ะ เป็นเรื่องของเจ้าหญิงเจ้าชาย เรื่องของนางฟ้าเทวดา เรื่องของพระเจ้า แต่นิยายน่ะ...เป็นเรื่องของเราล้วนๆ ถ้านายเปิดใจให้กว้าง นายจะเจอตัวเองในหนังสือทุกเล่ม”
“หยุดพูดเถอะ ยุนโฮ ตั้งแต่มาถึงนายก็พล่าม นี่นายเป็นบ้าหรือไงวะ!” ยูชอนทนไม่ไหว ตะหวาดเพื่อนเสียงดังลั่น “ฟังฉันนะ นายไม่ได้รักยองเอ อย่างดีเธอก็เป็นได้แค่น้องสาวนายเท่านั้น นายแค่สงสารเธอ!”
ยุนโฮบีบมือตัวเอง “อย่าพูดอย่างนี้อีกนะ ยูชอน”
“จะโกหกตัวเองไปอีกนานแค่ไหน จะทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนที่รักนายอีกนานเท่าไหร่?”
“นายจะไปรู้อะไร ฉันทิ้งยองเอไปไม่ได้ ยังไงก็ผิด”
“มันจะไปยากเย็นอะไร ก็แค่คุยกันให้เข้าใจ ถึงมันจะฟังดูมักง่าย แต่อย่างน้อยตัวนายก็จะไม่ต้องทนทรมานอีก”
“ฉันไม่ใช่นายนี่หว่า นายไม่เข้าใจฉันหรอก ไม่มีใครเข้าใจฉันหรอก!”
“เออ ฉันไม่เข้าใจ ทำไมวะยุนโฮ ทำเพื่อตัวเองแค่นี้ทำไม่ได้ใช่ไหม”
“ไม่มาลองเป็นฉันดูบ้างเล่า!?”
“ยุนโฮ...”
ยูชอนปวดใจ ยามเมื่อเห็นน้ำตาของยุนโฮไหล ยุนโฮร้องไห้หนักอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“ถึงนายจะยอมเจ็บเอง แต่มันไม่ได้จบแค่นี้นะ ยังมีคุณแจจุง ยองเอ มีจีฮเย แล้วก็ฉัน ที่ไม่ได้มีความสุขกับเรื่องนี้เลย”
“...................”
“ยุนโฮ หัวใจของนายมันไม่ใช่เหล็กนะ”
“จนกว่าจะตาย...ยังไงฉันก็ต้องทน...”
To be continued...
:: สั่งซื้อ Lovefurypassionenergy! รอบสอง