Demon Authorized (10)
posted on 09 Jun 2009 08:20 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากจินตนาการและความสนใจส่วนตัวของผู้แต่ง เพียงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้น มีอยู่จริง หรืออ้างอิงจากตำราเล่มใด ทั้งนี้ผู้แต่งไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะลบหลู่ความเชื่อ หากผิดพลาดประการใดจึงขอน้อมรับความผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว
- - -
10.
หอพักชายเป็นระบบนิเวศที่ขาดสมดุล หากก็มีความหลากหลาย หนึ่งคือแต่ละคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ และสอง ส่วนสำคัญที่สุด พวกเขาทุกคนล้วนเป็นเด็กผู้ชายวัยกำลังกลัดมัน
คุณจะไม่มีวันพูดได้เต็มปากว่าหอพักทำให้คุณเหงา ท่ามกลางเสียงดนตรีคอลเลจร็อคแผดตะหวาดทุกเช้าค่ำ การกลั่นแกล้งกันแบบแผลงๆ จนบางครั้งเล่นเอาถึงกับเลือดตกยางออก คนที่มักจะเปลือยกายล่อนจ้อนเดินโทงๆ อย่างเปิดเผยในโถงทางเดิน (และชัดเจนว่าไม่ได้ทำเพื่อการกุศล) ตลอดจนเด็กทุนคงแก่เรียนเอกดนตรีคลาสสิคที่ลุกขึ้นมาซ้อมบรรเลงเชลโล่ตอนตีสามตีสี่
แน่ล่ะ คุณไม่มีทางเหงาแน่ๆ แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ทำให้คุณสติแตกก็อีกเรื่อง
ชองฮวาหมดเวลาและพลังงานไปมากกับการแนะนำเทบินให้รู้จักเพื่อนๆ ข้างห้อง เริ่มจากห้องตรงข้าม...
ซองอูกยองกับยุนดองฮวาน ทั้งคู่เป็นเพื่อนนักเรียนทุนของชองฮวา แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตการเรียนของพวกเขาจะเหมือนกันไปเสียหมด อูกยองได้รับทุนจากโบสถ์เซ็นต์ปีเตอร์ให้เข้ามาเรียนที่อิเดนเบิร์ชในสาขาดนตรีสากล เหมือนกับชองฮวาและเทบินที่ได้รับทุนจากโบสถ์เซ็นต์ไมเคิล ไอ้ทุนประเภทเรียนดีแต่ยากจน ปิดเทอมต้องไปเข้าค่าย เปิดเทอมก็ต้องรับผิดชอบกิจกรรมอันเป็นคุณประโยชน์แก่วิทยาลัย เพื่อแลกกับเงินค่าเทอมที่ได้รับสืบเนื่องมาจากค่าเรียนแพงหูฉี่ซึ่งเหล่านักเรียนไฮโซจ่ายให้เต็มจำนวน ส่วนดองฮวานนั้นต่างกัน
ดองฮวานเป็นเด็กทุนกีฬา เป็นคนที่วิทยาลัยให้ความสำคัญ เป็นผู้ที่นำชื่อเสียง เหรียญทอง และถ้วยรางวัลมาตั้งในตู้โชว์ของวิทยาลัย เป็นคนที่ใครๆ ต่างเรียกว่าพี่เบิ้ม เขาเองก็เรียนในสาขาดนตรี แต่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านดนตรีเลยแม้แต่น้อย ในเวลาที่เด็กทุนเรียนดีตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างหน้าดำคร่ำเครียด ดองฮวานจะกำลังวิ่งอย่างองอาจในสนามอเมริกันฟุตบอล แล้วเรียนจบพร้อมๆ กับนักเรียนรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ เขาจะได้เป็นนักกีฬาทีมชาติในอนาคต ในขณะที่คนแบบอูกยองหรือชองฮวาอาจยังคงต้องนั่งกรอกประวัติลงในเว็บไซต์จัดหางานอย่างสิ้นหวัง สิ่งที่ดองฮวานต้องทำตอนนี้มีเพียงแค่เล่นกีฬา ซ้อมกีฬา และจ่ายค่าเทอมให้ครบถ้วนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะเรียนที่นี่ได้ด้วยเงินจากสมาคมกีฬาหรือเงินที่เหล่าหนุ่มสาวไฮโซโปรยลงมาทำทาน การขึ้นชื่อว่าเป็นนักเรียนทุนก็ให้ผลลัพธ์เหมือนๆ กัน คือ ตากเหงื่อทำงาน แล้วคุณจะได้กระดาษหนึ่งใบที่มีตราอิเดนเบิร์ชประทับหลังเรียนจบเป็นค่าตอบแทน
จบจากห้องตรงข้าม มาที่เจ้าของห้องติดกันด้านขวา โจซึงฮุนกับจีอินซอง
ซึงฮุนเป็นหนุ่มหล่อ ผิวขาว ร่างสูง ที่ดูเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์อย่างไม่มีข้อกังขา ถ้าไม่นับรวมมารยาทกิริยาที่ออกจะติดดินจนเกือบนักเลง ดวงตาปรอยๆ ฉ่ำน้ำแลดูเลื่อนลอย กับท่าทีที่เขาใช้ปลายนิ้วชี้ขยี้จมูกเร็วๆ เป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นตากันดี เขาเริ่มต้นเข้าเรียนในวิทยาลัยศิลปะแห่งนี้ในคณะดนตรี เอกดนตรีคลาสสิค แต่ตอนนี้ไม่แล้ว
หลังเรียนดนตรีอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ได้เพียงสองเดือน ซึงฮุนก็ทำเรื่องย้ายคณะ ปัจจุบันเขาศึกษาวิชาภาษาศาสตร์ เอกภาษาอิตาเลียน ซึ่งอาจจะช่วยแบ่งเบาภาระธุรกิจของครอบครัวได้ดีกว่าเมื่อเขาเรียนจบ นอกจากเพื่อนในกลุ่มบางคนแล้วก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าธุรกิจของครอบครัวที่ว่านั้นคืออะไร แต่ซึงฮุนรวยมาก ไม่สิ ต้องเรียกว่า รวยมากกกกกกกกกกก ก ก ก ถึงจะถูก
อันที่จริงเมื่อย้ายคณะแล้ว ซึงฮุนจะย้ายไปอยู่หอพักนักศึกษาคณะภาษาศาสตร์ก็ย่อมได้ หากเขาก็เลือกที่จะอยู่ที่เดิมใกล้ๆ ผู้ชายตัวเล็ก แก้มป่อง ตาสวย หน้าจิ้มลิ้มนาม จีอินซอง
เข้าเรื่องวิชาการกันเลยดีกว่านะ
จะว่าไปแล้วนักศึกษาวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ชเริ่มมีการคบและหาคู่นอนเป็นเพศเดียวกันมานาน จนปัจจุบันแพร่หลายกลายเป็นค่านิยม ด้วยความที่ตัววิทยาลัยเป็นวิทยาลัยประจำ และเป็นสหศึกษา อาคารที่พักอยู่ภายในรั้วเดียวกับตัววิทยาลัย จึงมีกฎเกณฑ์การลงโทษเกี่ยวกับเรื่องชู้สาวอย่างเข้มงวดรุนแรง นักศึกษาส่วนใหญ่จึงตัดปัญหาด้วยการหาคู่นอนเป็นเพศเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงการตั้งท้องในระหว่างเรียน เพราะอิเดนเบิร์ชมีโทษสำหรับนักศึกษาที่ตั้งท้องสถานเดียวคือไล่ออก หรือเพียงหากถูกพบว่ามีเพศสัมพันธ์กันในสถานศึกษาก็ถึงขั้นโดนพักการเรียน ปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องเก้อเขินหรือน่าแปลกใจที่จะเห็นนักศึกษาเพศเดียวกันเดินจับมือถือแขนอย่างเปิดเผย คู่ชาย-ชายหรือหญิง-หญิงที่คบหากันก็ใช่ว่าจะมีรสนิยมเบี่ยงเบนทางเพศเสมอไป เพียงแต่เป็นค่านิยมที่แสนพิลึกพิลั่น กระทำกันมานาน และคำว่า ‘คู่รัก’ ที่ใช้ บางครั้งก็ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในรั้วสถานศึกษาอย่าง ‘คู่ขา’ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้จำเป็นต้องรักกัน แค่มีจิตพิสวาสกันเพียงชั่วกระแสไฟฟ้าอันไร้ที่มาแล่นแปลบปลาบทั่วทั้งสรรภางค์กายยามได้แลกสายตาก็พร้อมจะกระโจนเข้าหากันแล้ว ห้ามกันยังไงไหว ในเมื่อยุคนี้สมัยนี้การป้องกันโรคง่ายกว่าการรักษาศีลเยอะ
ทว่าสำหรับซึงฮุนกับอินซองมันไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย
พวกเขารักกัน…แม้จะรู้สึกจั๊กจี้เวลาพูด แต่ก็คงต้องบอกเช่นนี้ จริงอยู่ที่ชองฮวาเพิ่งย้ายเข้ามาที่นี่ในช่วงสองเดือนก่อนเปิดภาคเรียนที่สองเท่านั้น แต่อย่างน้อย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยเห็นซึงฮุนเปลี่ยนคู่นอน และไม่เคยเห็นอินซองเจ๊าะแจ๊ะกับใครที่ไม่ใช่ซึงฮุน
น่านับถือจริงๆ
อินซองเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่ถ้าคุณมองปราดแรกเพียงครั้งก็คงต้องบอกว่าธรรมดา เขาเป็นคนเฉยๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ใช่คนที่คุณจะชะงักมองเพราะความดูดี ไม่มีอะไรเตะตา หน้าเซื่องๆ ตากลมๆ ท่าทางไม่รู้เรื่องรู้ราว เขาเหมือนลูกแกะซื้อบื้อ ในขณะที่ซึงฮุนดูเป็นหมาป่าเจ้าเล่ห์ แต่ทันทีที่เขาพูด เขาขยับตัว คุณจะค่อยๆ เริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในตัวเขา จนตอนนี้ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอินซองนั้นน่ารักแค่ไหน
สองคนสุดท้ายที่ชองฮวาแนะนำให้เทบินรู้จักเช้านี้คือ ฮากึนซอกและคิมแทอุง เพื่อนซี้ต่างไซส์ห้องด้านซ้าย
กึนซอกและแทอุงเรียนคณะเดียวกันเอกเดียวกัน คือเอกขับร้อง กึนซอกเป็นคนตัวอ้วนเตี้ย ผมสั้นชี้ตั้ง ตาเล็กเป็นขีด หน้ากลมจนแทบไม่เห็นกระดูก และมีริมฝีปากกับรักยิ้มที่ดูเหมือนจะกำลังแย้มยิ้มอยู่ตลอดเวลา ส่วนแทอุงนั้นตรงข้ามกันทุกอย่าง เขาผอมเพรียว ผมยาวรัดไว้ด้วยหนังยางเป็นทรงหางม้า ตาโตดุ มีโหนกแก้มสูงที่เห็นได้ชัด และดูจะอารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา แทอุงสวย แต่แข็งเกินไป เป็นความสวยชนิดที่คุณคงไม่อยากเข้าใกล้ เขาเป็นชาวเพศที่สามที่ยังไม่ได้หั่นแน่แท้ แต่ท่าทางไว้ตัวก็ทำให้เขาดูดีมีสง่า คุณจะร้องอี๋กับคำพูดนี้ก็ได้ แต่ไม่ใช่ที่นี่
ในหอพักชายอาคารบี ทุกคนเป็นเพื่อนกัน
สิ่งแรกที่แทอุงทำเมื่อเจอชองฮวาคือหวดก้นฟิตๆ นั้นคลายความหมั่นเขี้ยวจนเต็มเหนี่ยว แล้วชองฮวาก็ไม่ได้ว่าอะไรเสียด้วย ดองฮวานกับซึงฮุนเล่นเดาะถุงทรายตรงถนนหน้าอาคาร กึนซอกนั่งเชียร์ไปพลางกัดแท่งป๊อกกี้รสนม ส่วนอินซองกับเทบินกำลังดูคลิปฮาๆ ในโทรศัพท์มือถือ
“วันนี้คาบบ่ายมีวิชากิจกรรมวิชาการนี่หว่า สุดยอด วันนี้ที่รอคอย !”
เสียงโหวกเหวกของอูกยองดึงความสนใจจากทุกคน อินซองกับเทบินละสายตาจากหน้าจอไอโฟน ดองฮวานกับซึงฮุนก็เก็บถุงทรายลงกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว
“เออ สรุปว่าไอ้วิชานี้มันคือคาบว่างใช่ไหม อาทิตย์ที่แล้วฉันไม่เห็นมีใครทำอะไร” ชองฮวาพูด
“เปล่าเว้ย ไม่ได้ว่าง แต่ให้เรียนตามอัธยาศัย ความจริงคาบกิจกรรมวิชาการเนี่ย พวกอาจารย์เอกต่างๆ เขาจะเปิดห้องเรียนสอนวิชาแปลกๆ ไม่ซ้ำ เราก็ต้องไปลงเรียนอะไรก็ได้สัปดาห์ละวิชา เกรดจะออกมาเป็นผ่านกับไม่ผ่าน” ซึงฮุนอธิบาย “แต่สัปดาห์ที่ผ่านมามีงานไว้อาลัยศพคนที่ตายนั่นไง เลยไม่ได้เรียนกัน”
ชองฮวาพยักหน้ารับรู้แบบไม่ค่อยเต็มใจ “ฉันนึกว่าว่างซะอีก”
“ทุกวิชาที่เราไปลงเรียนจะมีเปเปอร์ให้ทำ แต่ถ้าโชคดีไปเจอวิชาไหนอาจารย์ขี้เกียจหน่อยก็อาจไม่มีการบ้านเลยก็ได้” อินซองเสริม
“แล้วปีที่แล้วพวกนายเรียนอะไรกัน” เทบินถาม
“ก็เรียนวิชาที่ไม่มีการบ้านไง” อูกยองชี้นิ้ว พลางยักคิ้วตอบอย่างเหนือชั้น “ฉันเรียนเต้นฟลามิงโก้”
ชองฮวาถึงกับตาเหลือก นึกภาพอูกยองใส่ส้นสูงเต้นกระทืบเท้าแล้วขนลุกไปทั้งร่าง “นี่นายไม่อยากส่งเปเปอร์ถึงขนาดยอมทำอะไรทุเรศๆ แบบนั้นเลยหรือวะ !?”
“ถ้านายจะไปเต้นฟลามิงโก้อะไรเนี่ย ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ” เทบินรีบออกตัว
“ใช่ เต้นซัลซ่าเอาหน้าขาเบียดสาวยังน่าสนใจกว่า”
อืม ชองฮวา
เทบินเหล่มองญาติผู้น้องอย่างรังเกียจ
“ไม่ๆๆ ไม่เรียนแล้วฟลามิงโก้น่ะ ฉันจะไปเรียนภาษาอราบิคโบราณกับอาจารย์คนสวยต่างหากล่ะ” อูกยองเปิดประเด็นที่ทำให้ทุกคนร้องฮือออกมาพร้อมๆ กัน “อาจารย์พิเศษคนใหม่ชื่อด็อกเตอร์ชยอนอารา สวยอย่างกับนางฟ้าเลยนะเว้ย ใครๆ ก็แห่ไปเรียนเพราะอาจารย์คนนี้”
“วันนี้ห้องเรียนแตกแน่ ขี้คร้านต้องไปนั่งเรียนกันที่สเตเดียม เรียนไปเล่นเวฟไป” ดองฮวานพูดพร้อมทำท่าประกอบ
“พวกนายไปเรียนกับฉันนะ ถ้าอาจารย์ไม่สวยเนี่ยให้ถีบเลย เอาไหม”
“ฉันไม่สนใจหรอกนะ ยัยอาจารย์คนสวยอะไรนั่นน่ะ แต่พวกนายไปไหนฉันก็ไปกันอยู่แล้ว” แทอุงยักไหล่
อินซองฟังแทอุงพูดแล้วถึงกับเบ้ปาก “การบ้านเยอะแหงเลย ฉันไม่เอาด้วยดีกว่า ขี้เกียจอ่ะ” มือเล็กยกใบปลิวกิจกรรมขึ้นกางบนโต๊ะ “สู้ฉันไปเรียนบรรณารักษ์ดีกว่า แอบนั่งหลับในหอสมุดก็ได้”
“ส่วนฉันคงต้องไปกับอินซอง” ซึงฮุนเอ่ยเซ็งๆ
“เออ ตามใจ นอกนั้นไปกับฉันนะ” อูกยองทำสายตาเว้าวอนเต็มที่ ซึ่งถ้าไม่ทำน่าจะได้ผลกว่า
“ฉันอยากไปนะเพื่อน แต่วันนี้คงยังไปด้วยไม่ได้ ฉันมีธุระเรื่องโอนหน่วยกิตที่ต้องทำให้เสร็จภายในอาทิตย์นี้น่ะ” เทบินกล่าวประโยคที่แฝงความรู้สึกเสียใจอย่างล้นพ้นอยู่ในความหมาย แตกต่างจากสีหน้าของเขาที่ไม่แสดงอารมณ์อะไรเลย มันเป็นนิสัยส่วนตัวที่สร้างความรำคาญให้เพื่อนคนอื่นๆ มากเมื่อครั้งแรกที่ได้เจอกัน แต่ตอนนี้พวกเขาก็เริ่มชินกับมันแล้ว
“แล้วนายล่ะ ชองฮวา?”
“ฉันไปด้วย แต่ก่อนหน้านั้นขอพาเทบินไปห้องธุรการก่อน พวกนายจองที่ไว้ให้ฉันด้วยแล้วกัน”
.
.
.
จุนซูชอบโจทย์ท้าทาย
ยิ่งต้นแบบวาดยากเท่าไหร่ และถึงแม้ฝีมือเขาอาจจะยังไม่เข้าขั้น แต่ผลงานที่ได้ก็มีคุณค่าแก่จิตใจมากกว่าภาพวาดที่แสนสมบูรณ์แบบ
เขาชอบมองหาคนที่มีรูปหน้าไม่ได้สัดส่วน เช่นคนที่มีรูปตากว้างและใหญ่เกินไป คนที่มีกรามใหญ่ คนที่มีรอยเหี่ยวย่นมากมายบนใบหน้า คนที่ปลายจมูกงองุ้มหรือดั้งจมูกผิดรูปนิดๆ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมักสูญเสียเวลาไปกับการลงรายละเอียดภาพนานกว่าคนอื่นๆ จนบางครั้งถึงกับทำงานไม่ทันส่ง แต่เขาก็มีความสุขและรู้สึกสนุกมากว่าที่ได้จดจ่อสมาธิอยู่กับอะไรสักอย่างซึ่งทำให้จิตใจของเขาได้มีโอกาสหลุดลอยไปจากความเป็นไปรอบกาย
ตั้งแต่จำความได้ เขาก็รู้ตัวว่าตนเองรักการวาดภาพ เขาอาจไม่เก่งเรื่องการสาดอารมณ์ความรู้สึกลงไปในภาพ อาจไม่มีความคิดผิดแปลกแหวกแนวเหมือนศิลปินคนอื่นๆ แต่เมื่อไรที่เขาได้วาด จิตใจที่เคยสับสนก็กลับปรอดโปร่ง มันคือช่วงเวลาเดียวที่เขาได้มองเห็นเฉพาะเท่าที่ใจอยากเห็น
เพื่อนร่วมชั้นเรียนวิชาเขียนภาพเริ่มหาที่ที่แสงพอเหมาะ แล้วตั้งต้นร่างภาพตามโจทย์ที่ได้รับ ในชั่วโมงนี้คือการวาดภาพบุคคล จุนซูดูจะเป็นคนเดียวที่ยังคงลอยเคว้ง เขายังหาต้นแบบที่ถูกใจไม่ได้ เด็กหนุ่มเริ่มเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อยตามทางเดินหินสีขาวโดยมีกระดานวาดภาพเหน็บไว้ใต้รักแร้ ลัดเลาะตึกแปลกๆ ที่ปกติแล้วไม่ค่อยได้ผ่านนัก กระทั่งจรดถึงส่วนกลางสำนักงานใหญ่ของวิทยาลัย
ตึกเรียนบางตึก รวมถึงอาคารที่พักนักศึกษาถูกสร้างขึ้นในช่วงยี่สิบปีหลัง อีกทั้งยังได้รับการแก้ไขพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากเงินสนับสนุนของเหล่าผู้ปกครองที่ต่างต้องการให้ลูกหลานกินดีอยู่สบาย รูปลักษณ์การออกแบบในส่วนนั้นจึงเป็นไปในแบบร่วมสมัยและยังดูสดใหม่ทุกชิ้น แตกต่างจากพื้นที่ส่วนกลางส่วนนี้ที่ราวกับพาเราหลุดไปยังอีกศตวรรษหนึ่ง
ตัวอาคารสำนักงานใหญ่นั้นก่อสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมยุคฟื้นฟูกอธิคหรือวิคตอเรียนอันชวนให้ตื่นตาตื่นใจ และชวนขนลุกไปด้วยในคราวเดียว เสาสลักใหญ่น่าเกรงขามตั้งตระหง่านอวดความมั่งคั่ง ประดับรูปปั้นสรีระเปลือยเปล่าของหญิงสาว เขาได้กลิ่นความเป็นมาของทุกๆ ชิ้น ทั้งพรมเอเชีย แจกัน เครื่องตกแต่ง ต้นเสา อิฐปูน พวกมันถูกวางนิ่ง หากยังคงขลังมีชีวิตราวกับกำลังพูดคุยกัน
หน้าตึกวิชาการ จุนซูได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาสูงสักหกฟุตได้ ร่างเพรียวแต่ไม่บอบบาง และมีผิวขาวมากจนน่าเหลือเชื่อ สว่างจ้าชนิดสามารถทำให้ตาบอด แบบที่ใครต่อใครอาจต้องยืนตะลึงแล้วหันมองตามเป็นตาเดียว น่าแปลกที่ไม่มีใครทำแบบนั้น เขาเดินลงบันไดหินมายืนตรงทางพักเท้า บ่อยครั้งที่เขาก้มลงดูนาฬิกาข้อมือคล้ายกำลังรอคอยใครอยู่ ดวงหน้านั้นงดงามราวรูปสลัก เส้นผมทุกเส้นเป็นสีเงินตั้งแต่โคนผมจรดปลาย ไม่ใช่สีขาว ไม่ใช่สีเทา แต่เป็นสีเงินวาววับ คงเป็นขั้นตอนการกัดย้อมสีผมที่พิถีพิถันที่สุด และถ้าใช่...คอนแท็คเลนส์สีฟ้าใสที่เขาสวมอยู่ก็คงทำจากอัญมณีที่เก็บได้จากสุสานฟาโรห์
พลังบางลึกลับบางอย่างตรึงสายตาจุนซูเอาไว้
ร่างเล็กสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ก่อนทรุดกายลงนั่งชันเข่าใต้ต้นเอล์มขาว แล้วกำหนดจิตใจไว้กับปลายดินสอ
จุนซูคิดว่าเขาคงได้แบบวาดภาพแล้ว
หลายนาทีผ่านพ้นไปอย่างไร้ค่า เป็นเวลาเดียวกับที่จุนซูได้เรียนรู้ว่าโจทย์ท้าทายของเขาคราวนี้ชักจะยากเย็นเกินไป
การวาดภาพคนสวยหล่อนั้นยากจริงยิ่งกว่าครั้งได้วาดชายแก่หน้าตาเหี่ยวย่นหรือคนอัปลักษณ์ แบบวาดภาพของเขาคนนี้ไม่ใกล้เคียงกับแบบที่มักมองหา ไม่มีส่วนไหนบนใบหน้าของเขาที่ไม่ได้สัดส่วน มิหนำซ้ำรูปหน้า แนวกระดูก รูปจมูก โหนกแก้ม ยังชัดเจนได้รูปไปเสียหมด เขาเหมือนกับพวกลูกผสมจากดินแดนอันแสนไกลมากกว่าจะเป็นเพื่อนเล่นข้างบ้านในวัยเยาว์
จุนซูร่างภาพแล้วลบ ลากแล้วแก้ บางทีถึงกับต้องฉีกทิ้ง หากแม้จะเป็นเช่นนั้น จุนซูก็ยังอยากจะวาดรูปเขา สีหน้าเขาว่างเปล่าจนเกินไป แต่จุนซูมองเห็นความลึกลับอันสะกดตา มีแรงดึงดูดบางอย่างเบื้องใต้สีหน้าเฉยชานั้น เขาอาจจะไม่ยิ้ม เพราะเขาแข็งแกร่งเกินกว่านั้น และแววตาอันแน่วนิ่งนั่นก็ราวกับกำลังมองทะลุชั้นบรรยากาศออกไปเบื้องนอกจักรวาล
จุนซูวางดินสอลงพลางถอนใจ ตอนนี้เขาเอนหลังพิงต้นไม้อย่างหมดอาลัยตายอยากแล้ว แบบวาดภาพของเขายังคงไม่ไปไหน เขาเดินวนเวียนรอคอยใครสักคน และดูเหมือนจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีจุนซูเฝ้ามองเขาอยู่ตรงนี้ กระทั่งผู้ชายอีกคนหนึ่งเดินออกมาจากอาคารธุรการ
ผู้ชายอีกคนตัวสูงกว่าแบบวาดภาพของเขาสักสามนิ้วได้ เขาเห็นหน้าผู้มาใหม่ได้ไม่ถนัดนัก แต่มองออกชัดว่าเขามีรูปร่างที่ดีมากเหมือนเพิ่งหลุดมาจากแม็กกาซีน ท่าทางเขาคุ้นๆ บางทีจุนซูอาจจะเคยเดินผ่านเขาที่ไหนมาก่อน
แบบวาดภาพของเขายิ้มเป็นครั้งแรกเมื่อได้เจอหน้าคนที่คอยอยู่
ไม่...เขาไม่ได้แย้มริมฝีปากเลยสักนิด ตาของเขาต่างหากที่กำลังยิ้ม
จุนซูเหยียดหลังตรงทันที คว้าดินสอขึ้นมาจับ จู่ๆ เขาก็สามารถเก็บเหตุการณ์ในชั่ววินาทีนั้นได้รวดเร็วประหนึ่งกล้องถ่ายภาพ
.
.
.
แจจุงเองก็กำลังวาด
ยุนโฮผูกสายตาไว้กับหน้าจอคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปยี่ห้อแอลจี ซึ่งได้รับมาพร้อมๆ กับเงินทุนการศึกษาปีแรก นิ้วทั้งสิบเต้นรำอย่างมีลีลาบนแป้นพิมพ์ดุจมือของนักเปียโนที่แสนพลิ้วไหว เขามักหยุดนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะรัวนิ้วอีกเป็นชุดอย่างลื่นไหลราวกับว่าเขื่อนกั้นธารความคิดนี้เปิดปิดเป็นเวลา คิ้วเข้มขมวด ดวงตาเรียวประกายคมกริบกระพริบถี่ขึ้นทุกโมงยามจนหลายครั้งจำต้องหลับตาหยีเพื่อปรับโฟกัส เห็นได้ชัดว่าสัญญาณปัญหาใหญ่ด้านสายตากำลังส่อแววคุกคาม
ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหลาย...โปรดระวังต้อกระจก
แจจุงวาดภาพเขา หรือถ้าให้ว่ากันตามจริง แจจุงกำลังนั่งพิจารณาเขา
ทันทีที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้วาดภาพบุคคล เขาก็นึกถึงยุนโฮเป็นคนแรก เขาบอกชายหนุ่มตรงหน้าว่าเขาจะไม่กวนใจ แค่ขอทำงานของตัวเองอยู่แต่เงียบๆ แม้จะรีบออกตัวไว้ก่อนว่าเขาไม่ได้ว่างสักทีเดียวนักและอาจเป็นแบบวาดภาพที่ขยุกขยิกน่ารำคาญที่สุดในโลก แต่ยุนโฮผู้แสนดีก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ เขาขะมักเขม้นอยู่กับงานของตัวเองตามข้อตกลง ผิดกับแจจุงที่ทำเพียงข้อแรกคือจะไม่กวนใจ ส่วนข้อสองไม่...เขาไม่ได้ตั้งใจทำงานของตัวเองอย่างที่พูด
ระยะหลังมานี้ ทุกครั้งที่เผลอ แจจุงมักพบว่าความคิดเขาคอยแต่วนเวียนอยู่กับจองยุนโฮ
“พี่ยุนโฮ ทำอะไรอยู่หรือครับ?”
เสียงเคาะแป้นพิมพ์ชะงักลงเมื่อยุนโฮเหลือบตาขึ้นมองคนตรงหน้า คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ยุนโฮยิ้ม รอยยิ้มนั้นยังคงเป็นภาพประติมากรรมที่งดงามที่สุดอีกชิ้นงานในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
“หาทุนให้รุ่นน้องอยู่ครับ”
แจจุงพยักหน้า แม้จะยังสงสัยว่าแค่หาทุน ทำไมต้องพิมพ์อะไรลงไปเยอะขนาดนั้น
เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังขึ้นยาวนานอีกครั้ง
กองละครทำให้คนทั้งสองมีโอกาสพบกันบ่อยขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดคุยกันมากนัก ยุนโฮเป็นคนนิ่งๆ ในขณะที่แจจุงเองก็ไม่ใช่คนช่างพูด จะว่าไปแล้วบางวันเขาขี้เกียจแม้แต่จะขยับปากด้วยซ้ำ ทว่ายุนโฮเป็นคนแบบที่แค่เพียงได้อยู่ใกล้ๆ ก็รู้สึกสบายใจ เขาไม่เคยเอาแต่จ้อเรื่องตัวเองไม่หยุดปากเหมือนคนอื่นๆ ไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองคือคนที่เป็นทุกข์ที่สุดในโลก และแจจุงชอบความรู้สึกนี้
จุนซูแซวว่าเขาคงหลงเสน่ห์ยุนโฮเข้าอย่างจังเสียแล้ว เขาปฏิเสธออกไปเสียงแข็งว่าไม่มีวัน ทว่าใจจริงกลับชักไม่แน่ใจ ทุกอย่างมันผิดแผนไปหมด จากที่เพียงต้องการเข้าใกล้ยุนโฮเพื่อแก้เผ็ดฮันโซลกีเท่านั้น ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่เคยเห็นยุนโฮอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ แจจุงไม่เคยเชื่อเรื่องรักแรกพบ ไม่เชื่อเรื่องคนหนึ่งคู่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันและกัน ว่ากันด้วยทฤษฎีตายตัวของคิมแจจุง ทันทีที่รับรู้จากคำบอกเล่าของจุนซูว่ายุนโฮมีใจให้ ถ้าเป็นเขาสิ่งแรกที่จะทำคือวิ่งหนีไปให้ไกล หมอบตัวให้ต่ำเบื้องหลังกำแพงแห่งความสัมพันธ์ผูกขาด ไม่ให้รักตามเจอ
ทุกครั้งเขาทำอย่างนั้น
แต่ครั้งนี้ไม่...เขาไม่รู้สึกเป็นตัวเองเท่าที่ควร
แจจุงถอนใจ อีกไม่กี่นาทีชั่วโมงเรียนจะสิ้นสุด เขาควรสลัดความคิดเรื่อยเปื่อยออกไปแล้วรีบวาดภาพให้เสร็จ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรอีกนั่นแหละ เสียงเคาะแป้นพิมพ์ก๊อกแก๊กยังรบกวนใจเขา สาบานได้ว่าแจจุงไม่เคยอยากรู้อยากเห็นเรื่องใครเท่านี้มาก่อน
จู่ๆ ร่างเพรียวก็ลุกพรวดขึ้น พลันชะโงกศีรษะไปด้านหน้าโดยไม่ทิ้งระยะให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อยุนโฮกลับตอบสนองด้วยปฏิกิริยาที่ว่องไวกว่าจนน่าตกใจ
เขารีบพับหน้าจอแล็ปท็อปลงทันที !
“อย่าดูเลย” ยุนโฮพูด
“ความลับหรือครับ”
เขาแค่ยิ้ม...ยิ้มที่ทำให้แจจุงต้องยอมรามือในที่สุด
แจจุงวางมือจากอุปกรณ์วาดภาพแล้ว เมื่อนักศึกษาปีสองท่าทางห่อเหี่ยวคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาตามยุนโฮไปที่คณะ บอกว่ารุ่นพี่ครับ แย่แล้ว แย่แล้ว โปรเจ็คเตอร์เปิดไม่ติด ตื่นตูมอย่างกับเพิ่งรู้ว่าคิมจองอิลจะยิงนุ๊กเดี๋ยวนี้ล่ะ
ยุนโฮผละจากคอมพิวเตอร์ เขาโน้มตัวมาดูรูปที่แจจุงวาด
“หล่อกว่าตัวจริงหรือเปล่า แต่ฉันชอบนะ” ตาคมคู่นั้นเปล่งประกาย เสียงนุ่มทุ้มน่าฟังเอ่ยก่อนจะผละไปว่า “เดี๋ยวฉันกลับมานะ แจจุง”
คอมพิวเตอร์แอลจีวางอยู่ตรงหน้า แจจุงหยุดครุ่นคิดไม่ได้ว่ามีอะไรนักหนาที่ยุนโฮไม่ปรารถนาให้เขามีส่วนร่วมรับรู้ด้วย เจ้าของใบหน้าหวานชั่งใจอยู่นานว่าจะแอบดูคอมพิวเตอร์นั่นดีไหม แล้วจิตมารในส่วนลึกก็ยุแยงให้เขาตัดสินใจทำเสียจะได้ไม่ค้างคา
เขาเหลือบมองตามหลังยุนโฮที่เพิ่งเดินหายเข้าไปในตัวตึก รออยู่เกือบครึ่งนาทีจนแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่กลับมาในเร็วๆ นี้แน่ จึงเดินไปนั่งแทนที่หน้าคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป
ว่างเปล่า
ยุนโฮพับหน้าต่างโปรแกรมทุกบานลงไปเก็บไว้ที่แทสก์บาร์เหมือนที่แจจุงเคยเห็นเขาบรรจงพับเสื้อนอกที่เพิ่งถอด แล้ววางมันอย่างเรียบร้อยไว้ตรงเบาะหลังรถ ยุนโฮทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ในแทสก์บาร์ปรากฏทั้งโปรแกรมตัดต่อหนัง โปรแกรมอินเตอร์เน็ต และโปรแกรมสำหรับพิมพ์งานเป็นสิบๆ หน้าต่าง แถบเล็กๆ เบียดเสียดกันแน่นจนยากเกินกว่าจะอ่านชื่อไฟล์
รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าสวย
รุ่นพี่คนนี้คงไม่อยากให้เขารู้สึกผิดที่มามารบกวนเวลางานอันยุ่งเหยิงเท่านั้น
แจจุงเลิกล้มความตั้งใจที่จะแตะต้องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เขายกมือขึ้นจับขอบด้านบนของหน้าจอหวังพับมันกลับลงในสภาพเดิม ตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นภาพตนเองในหน้าจอ
เดสก์ท็อปวอลเปเปอร์เป็นภาพที่ถ่ายในวันรับน้องเมื่อเทอมที่แล้ว นักศึกษาปีหนึ่งหลายต่อหลายคนยืนกอดคอกันเป็นทอดๆ เรียงกันเป็นชั้นลดหลั่นลงมา ด้านหลังมีป้ายผ้าประดับลูกโป่งเขียนไว้ว่า ‘ศิลปะคือศาสตร์แห่งการพัฒนาจิตใจมนุษย์ - วิทยาลัยศิลป์อิเดนเบิร์ช’ ความทรงจำที่เกือบลืมเลือนไปสิ้นแล้วในวันนั้นแล่นกลับเข้ามาในห้วงคิดเขาอีกครั้ง
แจจุงจำได้ว่าภาพนี้ถ่ายที่หน้าลานน้ำพุของวิทยาลัย ด่านนี้เป็นด่านที่รุ่นพี่สอนให้พวกเขาท่องจำคำปฏิญาณของวิทยาลัยสิบข้อ แต่ละข้อยาวเป็นวา ทุกคนในกลุ่มต้องจำคำปฏิญาณให้ขึ้นใจ แล้ววิ่งไปค้นหาแถบไม้ที่มีคำปฏิญาณแต่ละประโยคซึ่งถูกซ่อนไว้ก้นแอ่งน้ำพุมาเรียงกันจนครบ กลุ่มของแจจุงเป็นกลุ่มแรกที่ทำสำเร็จ และพี่ๆ ก็มอบตราอิเดนเบิร์ชเล็กๆ ที่จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะกิจให้เป็นรางวัล หลังจากเปียกปอนกันไปทั้งตัว พวกเขาก็ถูกเรียกมารวมตัวกัน เขายืนค้อมตัวกอดคอจุนซูอยู่ในแถวที่สอง รุ่นพี่สั่งให้นักศึกษาคณะจิตรกรรมร้องดังๆ ว่าอยากกินชีส แล้วกดชัตเตอร์
เหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจนขึ้นมาราวกับไอน้ำบนกระจกที่ถูกเช็ดออกจนกระจ่าง ยกเว้นก็แต่รุ่นพี่ที่ยืนอยู่อีกแถวเบื้องหลังเยื้องไปทางขวา รุ่นพี่คนนี้สวมเสื้อยืดคอโปโลสีขาวที่ปักตราอิเดนเบิร์ชด้วยด้ายสีเขียวตรงอกซ้ายเหมือนรุ่นพี่คนอื่นๆ แจจุงยังจำรุ่นพี่ที่เป็นหัวหน้าฐานนี้ได้ เธอเป็นผู้หญิง เรียนถ่ายภาพ แจจุงจำรุ่นพี่เจ้าของเสียงตะโกนเชียร์ให้น้องผู้หญิงวิ่งเร็วขึ้นอีกได้ คนนั้นเรียนคอมพิวเตอร์อาร์ต เขายังจำหน้าใครต่อใครได้อีกหลายคน แม้ไม่รู้ว่าพวกเขาชื่ออะไรและเรียนคณะไหนบ้าง แต่บ้าบออะไร...แรกเริ่มเดิมทีเขาถึงกลับไม่ใส่ใจรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาคนนี้
เขาหล่อเหลา ยิ้มอบอุ่น ฟันขาวเรียงสวย นัยน์ตาเป็นประกาย
เขาชื่อจองยุนโฮ
.
.
.
แจจุงนั่งแก้ไขภาพอีกนิดหน่อย ก่อนจะบอกลายุนโฮ จุนซูนัดพบเขาที่ร้านกาแฟใกล้ๆ หอสมุด เขาใช้เวลาไม่นานเดินไปถึงที่นั่น แล้วทั้งสองก็แลกกันดูผลงาน
“พี่ยุนโฮเขาหล่อจังน้า แบบว่าหล่อมาจากภายในเลยล่ะ ยิ่งมองนานๆ ยิ่งหล่อ” จุนซูใช้ศอกกระทุ้งแขนเพื่อน ถ้อยทีสัพยอก แต่แจจุงไม่สนใจ
ภาพวาดในมือเขาต่างหากน่าสนใจกว่า
“นายรู้ไหมว่าภาพนี้เป็นภาพที่ดีที่สุดของนายเลยนะ” แจจุงพูด
เจ้าของผลงานเองยังดูจะอึ้งๆ
“นายวาดใครหรือ จุนซู?”
“ฉันไม่รู้จักเขาหรอก พอดีเดินผ่านไปเจอ เขาหน้าตาดีมากๆ เลยล่ะ แบบว่าเห็นแล้วสะดุดขาตัวเองเลย” จุนซูพูดติดตลก “ไหนๆ ก็สะดุดแล้วเลยแอบวาดซะ”
“ฉันชอบแววตาเขานะ ไม่รู้ว่าถ้าเป็นเราถูกมองแบบนี้บ้างจะรู้สึกยังไง”
“ถ้าไม่ขาดใจตายเพราะความรู้สึก ก็คงจะไม่รู้อะไรเลยล่ะมั้ง” เขาอยากจะพูดให้ขำอีก แต่กลับกลายเป็นตัวเขาเองที่ขำไม่ออก แจจุงยังคงมองภาพนั้นอย่างชื่นชม เขาพูดอะไรบางอย่าง แต่จุนซูไม่ได้ยินแล้ว
วินาทีนั้นเขาคิดถึงยูชอน
จุนซูยังจำได้ วันที่ยูชอนบอกรักเขาเป็นครั้งแรก ค่ำคืนนั้น พวกเขาอยู่ในงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนรุ่นพี่คณะการละคร ขณะทุกคนต่างกำลังมีความสุขกับเสียงดนตรีและแอลกอฮอล์ เขาทั้งสองกลับแยกตัวออกมานัวเนียกันหลังรถสปอร์ตคันงาม ณ มุมที่สามารถมองเห็นพระจันทร์ดวงกลม จุนซูทั้งหวาดกลัวและตื่นตระหนก ยามที่ยูชอนกอดจูบเขาอย่างหลงใหล ตอนนั้นยูชอนยังคบผู้หญิงอื่นอยู่อีกสามคน สองในสามเป็นรุ่นพี่ร่วมคณะของจุนซู จุนซูรู้ดีว่าเขาทำไม่ถูก แต่ยูชอนรั้งเขาเอาไว้ ยูชอนสัมผัสเขา แล้วมองตาเขา นัยน์ตาที่มืดบอดเพราะความมัวเมาคู่นั้นทั้งแผดเผา ปลอบประโลม รุนแรงหากฉ่ำหวาน ทั้งต้องการและห่วงใย ไม่แตกต่างอะไรกับดวงตาในภาพวาดของเขานี้
แต่แล้ววันหนึ่งแววตาคู่นั้นกลับแห้งแล้งลง
เมื่อคืนนี้เองที่ความพะว้าพะวังในใจผนวกกับลางสังหรณ์บางอย่างทำให้จุนซูตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาให้ยูชอนฟัง ทั้งเรื่องวิญญาณชเวอึนนากับรอยแผลอันไร้ที่มาซึ่งเริ่มปรากฏชัดขึ้นตามร่างกาย ทว่ายูชอนกลับไม่ยอมรับฟัง ไม่แม้แต่ล้อเลียนหาว่าเขาเสียสติเช่นเคย ในทางกลับกันยูชอนโมโหมาก และจุนซูไม่เคยเข้าใจว่าเพราะอะไรยูชอนต้องโมโหขนาดนี้ พวกเขาทะเลาะกันรุนแรงใหญ่โต จุนซูจึงผละออกมาจากโรงแรมนั้นโดยไม่เหลียวหลังกลับไป
ยูชอนโทรหาเขาสองครั้ง แต่เขาไม่ยอมรับสาย และตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองทำพลาด เขารอคอยโทรศัพท์ครั้งที่สามจากยูชอน กระนั้นโชคชะตาก็ยังชอบเล่นตลกกับเรา...
ยูชอนไม่โทรกลับมาอีกแล้ว
จุนซูกำโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าแน่น ได้แต่หวังว่ามันจะสั่น แต่ก็ปราศจากวี่แวว
กาแฟหอมกรุ่นถูกทิ้งไว้ให้เย็นชืด ตั้งแต่น้ำตาลก้นถ้วยยังไม่ถูกคนให้ละลายด้วยซ้ำ
.
.
.
ไม่น่าเชื่อว่าเพียงอาจารย์สวยๆ จะทำให้ใครต่อใครหันมาสนใจภาษาอราบิค อันที่จริงรัฐบาลควรใช้นโยบายเดียวกันนี้เชิญชวนให้ประชาชนหันมารับผิดชอบการจ่ายภาษี เพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลานเราในอนาคต
ฝูงคนล้นทะลักภาควิชาโบราณคดีเป็นประวัติการณ์เมื่อชองฮวามาถึง ภาพนั้นทำให้เขานึกถึงมนุษย์ผู้หนีตายในภาพยนตร์ซอมบี้เกรดบี ไม่ก็เหล่าแฟนเพลงผู้บ้าคลั่งหน้าเวทีคอนเสิร์ต อาคารเก่าแก่ก่อด้วยอิฐสีแดงประดับเถาไม้เลื้อยคล้ายกำลังเอียงลงมา มีนักเรียนชายหลายคนนั่งออกันอยู่ตรงชั้นสองหน้าห้องบรรยาย บ้างนอนหลับบนขอบระเบียงโดยมีหนังสือปิดหน้า พวกเขาล้วนพูดคุยกันเกี่ยวกับ ดร.ชยอนอารา แม้บางคนนั้นจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ดร.ชยอนอารา เธอสอนวิชาอะไร
คนเป็นมักทำให้เขาหัวหมุน
ชองฮวากำลังชั่งใจว่าเขาควรจะกลับไปตั้งหลักที่หอพักก่อนดีหรือไม่ เพื่อรอให้คนซาลงกว่านี้ เขาอาจยอมเข้าห้องเรียนช้าไปสักสามสิบนาทีก็คงไม่เป็นปัญหา เขาขี้เกียจเรียนอยู่แล้ว
ขณะกำลังครุ่นคิด ตอนนั้นเองที่สายตาของชายหนุ่มกวาดไปเห็นคนรู้จัก
ยูชอนกับยุนโฮเดินนำเขาอยู่ แม้จะเห็นเพียงด้านหลัง แต่ชองฮวาก็มั่นใจว่าใช่ ยูชอนคือคนที่ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมตลอดตัว ส่วนยุนโฮคือคนที่สวมเสื้อยืดครบรอบร้อยปีของวิทยาลัย เป็นเสื้อสีขาวมีปกเรียบๆ แบบที่นักเรียนอิเดนเบิร์ชคนอื่นจะนำไปทำผ้าขี้ริ้ว ทว่ายุนโฮกลับใส่แล้วดูผ่อง
ชองฮวากำลังจะอ้าปากเรียกพวกเขา แต่แล้วสายตากลับไปสะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างร่วงลงมาจากระเบียงตึกในวิถีตรงกับกลางศีรษะปาร์คยูชอนพอดี !
“ยูชอน !”
เพล้ง !!
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเร็วมากจนยูชอนไม่ทันตั้งตัว เขาได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเรียกเขา ก่อนทัศนะรอบกายจะวูบหายไป ของแข็งบางอย่างเฉียดศีรษะเขา หูเขาอื้อ แต่ก็พอได้ยินเสียงกรีดร้องแว่วๆ เสมือนดังมาจากที่ไกลๆ ความรู้สึกเจ็บปลาบแล่นผะผ่าวยามเมื่อร่างของเขาถูกแรงกระแทกซัดเข้าจนเซถลา และเมื่อสติสัมปัชชัญญะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง ยูชอนก็พบว่าตนนอนกองอยู่กับพื้น ใกล้เศษกระถางดอกไม้ที่แตกกระจาย
“ยูชอน !” ยุนโฮร้อง
“ฉัน...ฉันไม่เป็นไร...” เขาพยายามหยัดกายขึ้นด้วยแขนข้างที่ถลอก “ชองฮวา นายไม่เป็นไรนะ”
เป็นชองฮวานั่นเองที่ผลักเขาให้พ้นจากวิถีนั้น
ชายหนุ่มผมสีส้มใช้มือปัดเศษดินที่หัวเข่า “ฉันโอเค”
“ขอบใจนะเพื่อน นี่ถ้าไม่ได้นายช่วยไว้ ฉันได้สลบไปตลอดกาลแน่” ยูชอนพูด “ใครวะ เล่นบ้าๆ”
กระถางต้นไม้ริมหน้าต่างตึกมีรางสำหรับวางแน่นหนา ไม่มีทางกลิ้งตกลงมาเองได้แน่ๆ ไวเท่าความคิด ทันทีที่ยูชอนมองกลับขึ้นไปยังที่มาของวัตถุนั้น เขาเห็นคนกลุ่มหนึ่งรีบผลุบตัวกลับเข้าไปภายในอาคารตึก !
ยูชอนตะบึงเข้าไปยังห้องเรียนของดร.ชยอนอารา ซึ่งเป็นห้องที่ตรงกับหน้าต่างบานนั้น เขาเห็นอูกยองกับกลุ่มเพื่อนนั่งหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน และเพียงแค่ได้เห็นสีหน้าเดือดดาลของยูชอนเสียงหัวเราะนั้นก็ดังขึ้นอีก
ไม่รอช้า ยูชอนตรงเข้าไปเหวี่ยงหมัดถูกหน้าอูกยองเต็มรัก เขาได้ยินเสียงกระดูกนิ้วตัวเองลั่น แต่นั่นไม่ได้ช่วยทำให้เขาหายแค้น ชายหนุ่มเงื้อกำปั้น เตรียมซ้ำอีกหมัดเมื่ออูกยองต่อยสวนมา
“ไอ้ระยำ !”
ใบหน้าเขาสะบัดไปตามแรงหมัดจนไถลล้มไปกองกับพื้น อูกยองโผขึ้นคร่อม ซัดอีกหมัดเข้าตรงโหนกแก้ม ยูชอนรู้ได้ถึงแรงปะทะของหมัดกระทบฟันกราม รสคาวของเลือดชวนให้กระอักกระอ่วนในริมฝีปาก หน้าเขาชาไปทั้งหน้าในขณะที่โลกทั้งใบเริ่มหมุนเคว้ง
ไม่เลย เขาไม่ใช่คนเก่งเรื่องต่อยตี ในขณะที่ซองอูกยองมีมาดนักเลงเต็มขั้น ยูชอนคิดว่าเขาคงต้องตายแน่ๆ แล้วตอนที่อูกยองชกเขาซ้ำที่คอหอยจนสำลักใจแทบขาด
“หยุดนะ อุ๊คกี้ ! ฉันบอกให้หยุด !” ยุนโฮตะโกน
อูกยองไม่ฟัง เขาใช้อุ้งมือตะปบท้ายทอยยูชอนขึ้นมา แต่โชคดีที่ชองฮวาปราดเข้าไปล็อคแขนอูกยองไว้ได้ ก่อนที่เขาจะฟาดศีรษะยูชอนลงกับพื้นให้แตกโผละเหมือนผลมะเขือเทศสุกๆ
ยูชอนไอ มีเลือดจางๆ ปนออกมากับน้ำลายเขา เขาละล่ำละลัก “มันจะฆ่าฉัน”
“นายทำอย่างนี้ทำไมน่ะ อุ๊คกี้ !” ยุนโฮตะหวาด
“นายไม่ต้องพูด ยุนโฮ นายมันโง่ ไอ้โง่ !” อูกยองร้อง “ปล่อยฉัน ชองฮวา วันนี้ฉันจะกระทืบมันให้หายซ่า”
“ฉันไม่ปล่อย หยุดทีเถอะน่า อูกยอง”
“นี่นายก็อีกคนเหรอ ชองฮวา เป็นพวกมันไปอีกคนแล้วเหรอ !”
“นายพูดเรื่องอะไรของนาย” ชองฮวาชักสับสน
“นายไม่เข้าข้างฉัน นายไปเข้าข้างไอ้เวรนั่น” อูกยองชี้หน้ายูชอน
“ฉันเปล่าเข้าข้างใคร เราเป็นเพื่อนกันนะ”
“นายก็เหมือนยุนโฮ นายหักหลังฉัน ยุนโฮ นายหักหลังฉัน !”
ยุนโฮเบือนหน้าหนีเหมือนถูกตบ
“บ้าไปแล้วหรือไงวะ อูกยอง”
“ชองฮวา นายรีบพาอูกยองไปเถอะ ก่อนฝ่ายปกครองจะมานี่” ทั้งห้องเงียบสนิทเมื่อเสียงอันเบาหวิวของยุนโฮพูดแทรกขึ้น “ฉันจะบอกพวกเขาให้ว่ามันเป็นการเข้าใจผิด”
ยุนโฮลุกขึ้นหันหลัง เขาหลับตา แล้วปล่อยให้น้ำตาค่อยๆ ไหล
.
.
.
ประตูห้องไม่ได้ล็อค ชองฮวาจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป อูกยองนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่าง หันหลังให้เขา ร่างเล็กๆ ของอูกยองยิ่งดูเล็กเข้าไปอีกท่ามกลางแสงเงาสีส้มของดวงอาทิตย์ยามเย็น
“ไม่ไปอยู่กับพวกหัวสูงแล้วหรือ” อูกยองพูด
“เฮ้ย พูดงี้ได้ไง ฉันเป็นเพื่อนนาย นายเป็นเพื่อนยุนโฮ ฉันก็เพื่อนยุนโฮ เราก็เป็นเพื่อนกันหมด”
“ตราบใดที่ไม่ใช่ไอ้ทุเรศนั่น” เขาทำเสียงเย้ยหยัน
ชองฮวาหันไปแลกสายตากับเทบินที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่ด้านนอก หลังจากได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นจากปากกึนซอกและแทอุง เขาก็รีบดิ่งมาที่หอทันที
“นี่พวกนายเกลียดกันหรือวะ” ชองฮวาพูด “นี่ ฉันเข้าใจนะว่าเด็กทุนอย่างเราไม่ถูกกับพวกเทวดานางฟ้ามาแต่ไหนแต่ไร แต่ฉันก็ไม่คิดว่านายจะเหมาเกลียดมันทุกคนอย่างนี้น่ะ”
“ฉันอาจจะไม่ได้เกลียดเทวดานางฟ้าทุกคน แต่ฉันเกลียดไอ้ทุเรศนั่นที่สุด ฉันไม่ใช่นายนะชองฮวาที่จะคบใครก็ได้ จริงใจกับเขาไปซะหมด”
ชองฮวาร่ำๆ จะถอนใจ แต่พยายามเก็บอาการเอาไว้ “เฮ้...ฉันก็ไม่ได้จริงใจกับทุกคนหรอกนะ”
“จริงหรือ ไหนลองทำท่าไม่จริงใจให้ฉันดูซิวะ”
“อูกยอง วันนี้นายหล่อว่ะ”
“เยี่ยม ตอแหลได้เหมือน”
ชองฮวาหัวเราะ เขากอดคออูกยอง “นายจะไม่เกลียดฉันเพราะฉันไม่เกลียดยูชอนใช่ไหม”
อูกยองแค่นยิ้มกับตัวเอง สีหน้าเขาดูเหน็ดเหนื่อยเต็มทน ชองฮวาได้แต่คิด หากใครได้มองเห็นอูกยองในมุมเดียวกับที่เขากำลังมองอยู่ขณะนี้คงรับรู้ได้ว่าอูกยองไม่ใช่คนเลวร้าย
“ฉันรักนายนะ ชองฮวา แต่ฉันแค่อยากเตือนนายไว้ ไอ้ทุเรศนั่นมันหน้าไหว้หลังหลอก นายจะต้องเสียใจถ้าไปทุ่มใจให้มัน”
ชองฮวาชะงักเมื่อได้ฟัง เขาหันไปมองหน้าเทบินอีกครั้ง
เทบินหงายเล็บที่กัดจนกุดขึ้นดู ก่อนจะผิวปาก
To be continued...